โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทส. ผนึกกำลังเครือข่ายภาคประชาชน หยุดทำลายโลกใบนี้ ก้าวสู่โลกที่ยั่งยืน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 03 มี.ค. 2565 เวลา 10.45 น. • เผยแพร่ 03 มี.ค. 2565 เวลา 10.45 น.

ทส. ผนึกกำลังเครือข่ายภาคประชาชน หยุดทำลายโลกใบนี้ ก้าวสู่โลกที่ยั่งยืน

วันที่ 3 มี.ค. 2565 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากเครือข่ายภาคประชาชน “หยุดทำลายโลกใบนี้ ก้าวสู่โลกที่ยั่งยืน” เพื่อผลักดันให้เกิดข้อเสนอเชิงนโยบายและนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม โดยจัดการประชุมแบบ Hybrid Meeting และจัด Online ผ่านทาง Facebook กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และแอพพลิเคชั่นซูม (Zoom Cloud Meeting) เพื่อระดมข้อเสนอจากเครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศเพื่อให้ปี 2565 เป็นปีแห่งการปรับตัวและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอย่างแท้จริง

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีทส.กล่าวว่า เมื่อปี 2562 มีโอกาสรับฟังข้อเสนอจากองค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรเอกชน เครือข่ายอาสาสมัครต่างๆ จากนั้น ทส. ผลักดันให้เกิดกลไกการบูรณาการทำงานร่วมกับภาคประชาชนที่เป็นรูปธรรม โดยตั้งคณะทำงานยุทธศาสตร์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จในการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในหลายๆ ด้าน

ในปี 2565 ทส. มีความมุ่งมั่นให้ “เป็นปีแห่งการปรับตัวและฟื้นฟู” หรือ Adaptation and Rehabilitation Year “Adapt & Rehab Year” โดยปรับตัว (Adaptation) ภายใต้นโยบาย “ทส. ยกกำลังเอ็กซ์” ปรับตัว ภายใต้วิถีใหม่ยุค New Normal ใน 5 มิติ คือ (1) บุคลากรปรับตัว สร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้เกิดกับประชาชน (2) ปรับสมรรถนะ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานมุ่งสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล (3) ปรับการจัดการทำงานรูปแบบใหม่ รวดเร็ว คุ้มค่า โปร่งใส ลดขั้นตอน ลดความซ้ำซ้อน (4) ปรับการสื่อสาร/สร้างความเข้าใจ (5) ปรับให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง และสานสัมพันธ์ผู้ที่เกี่ยวข้อง ฟื้นฟู เพื่อการมุ่งเป้าหมายไปข้างหน้า ไร้ขีดจำกัด และไม่มีที่สิ้นสุด

โดยเดินหน้า 2 เป้าหมายหลัก คือ 1. การสร้างเศรษฐกิจครัวเรือน สังคมมีสุข ชุมชนเข้มแข็ง ได้แก่ การจัดสรรที่ดินทำกิน การจัดตั้งป่าชุมชน การสร้างความร่วมมือกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และการจัดทำแผนการจัดการสถานการณ์ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ อปท. 2. การมุ่งสู่เศรษฐกิจแบบใหม่ (BCG Model) และสังคมคาร์บอนต่ำ ได้แก่ การส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) การพัฒนาระบบ Digital Platform เพื่อส่งต่อถึงคนในรุ่นอนาคตและเป็นเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืนให้กับชุมชน เป็นต้น

ในปี 2565 นี้ ทส. ยังคงมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับภาคประชาชนและทุกภาคส่วนอย่างเหนียวแน่นในการ “หยุดทำลายโลกใบนี้ เพื่อก้าวสู่โลกที่ยั่งยืน” โดยให้ความสำคัญกับประเด็นหลักๆ อาทิเช่น 1. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการขับเคลื่อนและบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตจากมาตรการการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

2. การแก้ไขปัญหาชุมชน ตามแนวทางคนอยู่ร่วมกับป่า 3. การแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 และการมีส่วนร่วมของชุมชน อปท. ในการแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ภาคเหนือ 4. การแก้ไขปัญหาขยะทะเล ภัยสิ่งแวดล้อม แผนลดขยะพลาสติกและ 5. การแก้ไขปัญหาขยะพิษ ขยะอุตสาหกรรม การลักลอบทิ้งน้ำเสียอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก รวมถึงการรั่วไหลของน้ำมันในทะเล เป็นต้น ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะนำข้อเสนอแนะจากภาคประชาชนไปประมวลเพื่อผลักดันให้เกิดรูปธรรมในการดำเนินงานที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ต่อไป

นายเฉลิมชัย ปาปะทา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวว่าเมื่อวันที่ 2 มี.ค. 65 มี การนำเสนอบทเรียน ประเด็นปัญหาที่ผ่านการประมวลจากเวทีย่อยในทุกภูมิภาค นำมาแลกเปลี่ยนเพื่อหาข้อสรุปและพัฒนาเป็นแนวทางการทำงานของเครือข่ายภาคประชาชน ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการหนุนเสริมการทำงานร่วมกันในทิศทางที่เหมาะสมเสริมสร้างความเข้าใจอันดีและลดความขัดแย้ง

ด้าน นายภาคภูมิ วิธานติรวัฒน์ ประธานสมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กล่าวว่า สมัชชาองค์กรเอกชนฯ เป็นการรวมตัวกันของเครือข่ายภาคประชาชน ถือเป็นความพยายามที่ทำให้เกิดพลังในการส่งเสริมสนับสนุนและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รวมถึงประสานความร่วมมือกับภาครัฐและภาคีเครือข่าย ซึ่งการพบกันในวันนี้ ถือเป็นวาระสำคัญที่จะต้องหารือร่วมกันใน 2 เรื่องหลักๆ เรื่องแรก คือ การประมวลสถานการณ์เพื่อการขับเคลื่อนงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และพัฒนาข้อเสนอภาคประชาชน ส่วนเรื่องที่ 2 คือการเลือกตั้งคณะกรรมการสมัชชาฯ ชุดที่ 8 ที่จะเข้ามารับช่วงต่อในการเชื่อมประสานและสนับสนุนการทำงานของสมาชิกสมัชชาฯ ที่ปัจจุบันมี 190 องค์กร ซึ่งเราคาดหวังว่าจะมีองค์กรเอกชนเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกสมัชชาฯ เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...