โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระสันตะปาปาเออร์บานที่ 2 ผู้จุด "สงครามครูเสด" ทวงคืน "เยรูซาเลม" ดินแดนศักดิ์สิทธิ์

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 22 ก.ย 2567 เวลา 09.07 น. • เผยแพร่ 22 ก.ย 2567 เวลา 08.57 น.
ยุทธการมองต์กิซาร์ด (Battle of Montgisard) ระหว่างกษัตริย์บอลด์วินที่ 4 และสุลต่าลซอลาฮุดดีน หนึ่งในเหตุการณ์ครั้งสำคัญของสงครามครูเสด, วาดโดย Charles-Philippe Larivière

“สงครามครูเสด” (Crusades War) สงครามศาสนา หรือ สงครามศักดิ์สิทธิ์ เพื่อชิงนคร “เยรูซาเลม” ระหว่างชาวคริสต์จากยุโรปกับชาวมุสลิม เริ่มขึ้นเมื่อ พระสันตะปาปาเออร์บานที่ 2 (Pope Urban II) ประกาศระดมพลในการประชุมที่เมืองเคลมองต์ (Clemont) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ค.ศ. 1095 งานประชุมนี้เต็มไปด้วยเหล่าพระคาร์ดินัล อาร์ชบิชอป บิชอป นักบวชคาทอลิก อัศวินจากทั่วฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมัน และชาวบ้านที่มารวมตัวกันเป็นมวลชนจำนวนมหาศาล

พระสันตะปาปาเออร์บานที่ 2 กับที่มา “สงครามครูเสด”

ที่เคลมองต์ พระสันตะปาปาเออร์บานที่ 2 มีรับสั่งถึงการคุกคามดินแดนของชาวคริสต์ทางตะวันออกจากพวกมุสลิม กล่าวถึงความประสงค์ของ จักรพรรดิอเล็กซิอุส (Alexius) แห่งจักรวรรดิไบเซนไทน์ ที่ต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์ ให้รวบรวมกองทัพชาติคาทอลิกทั้งปวงมาช่วยกอบกู้ดินแดนที่สูญเสียให้แก่อนารยชนนอกศาสนาหรือพวกมุสลิม

พระสันตะปาปาเองทรงมองเห็นประโยชน์ที่พระองค์และคริสจักรคาทอลิกแห่งกรุงโรมจะได้จากการประกาศสงครามศักดิ์สิทธิ์นี้ ประการแรก “ศาสนจักรคาทอลิก” กับ “ศาสนจักรออโธดอกซ์” แห่งกรุงคอนสแตนติโนเปิล เมืองหลวงของจักรวรรดิไบเซนไทน์ ไม่ได้ขึ้นตรงต่อกัน เป็นคริสต์ต่างนิกายที่ต่างมีอำนาจเหนือดินแดนและผู้คนแยกส่วนกันชัดเจน

ศาสนจักรคอทอลิกแห่งกรุงโรม มีอิทธิพลต่อดินแดนยุโรปตะวันตก ส่วนศาสนจักรออโธดอกซ์แห่งกรุงคอนสแตนติโนเปิล มีอิทธิพลต่อดินแดนของจักรวรรดิไบเซนไทน์ และพื้นที่ยุโรปตะวันออก ดังนั้น การให้ความช่วยเหลือจักรวรรดิไบเซนไทน์จะถือเป็นการแผ่ขยายอำนาจของพระสันตะปาปาไปยังนิกายตะวันออกไปในตัวด้วย

ประการที่สอง ณ ห้วงเวลานั้น พระราชอำนาจของพระสันตะปาปากำลังถูกท้าทายจากจักรพรรดิของจักรวรรดิโรมันแห่งเยอรมัน (จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์) จากกรณีที่ จักรพรรดิไฮน์ริชที่ 4 (Henry IV) ได้เข้ามาควบคุมกรุงโรม และตั้งพระสันตะปาปาหุ่นเชิด (Antipope) คือ พระสันตะปาปาคลีเมนต์ที่ 3 (Clement III) ตั้งแต่ ค.ศ. 1080 เพื่อประโยชน์ในการควบคุมคริสตจักรแห่งกรุงโรม เป็นเหตุให้ โป๊ปเออร์บานที่ 2 ต้องเสด็จลี้ภัยจากอิตาลีไปยังฝรั่งเศส ก่อนการมาเยือนของทูตจากจักรวรรดิไบเซนไทน์ที่จะมาขอความช่วยเหลือ

คณะทูตแห่งจักรวรรดิไบเซนไทน์ ตั้งหมุดหมายการขอความช่วยเหลือมายังโป๊ปเออร์บานที่ 2 ซึ่งขณะนั้นไม่ได้ประทับอยู่ที่กรุงโรม แต่แปรพระราชฐานอยู่ในดินแดนฝรั่งเศส การตัดสินใจของจักรพรรดิอเล็กซิอุส ซึ่งเลือกที่จะเมินจักรพรรดิเยอรมัน และพระสันตะปาปาคลีเมนต์ที่ 3 ที่กรุงโรม จึงเป็นการยืนยันสถานะว่า โป๊ปเออร์บานที่ 2 คือ “ของจริง” ซึ่งสร้างความพอพระทัยแก่พระองค์อยู่ไม่น้อย

ระดมพล กอบกู้ “เยรูซาเลม” ดินแดนศักดิ์สิทธิ์

ด้วยเหตุนี้ การประชุมที่เคลมองต์จึงถูกจัดขึ้นอย่างเปิดเผย ให้เป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวางที่สุด แม้การประชุมนี้จะไม่มีกษัตริย์หรือจักรพรรดิคาทอลิกมาร่วมก็ตาม พระสันตะปาปาทรงเน้นย้ำเรื่องการช่วยเหลือจักรพรรดิอเล็กซิอุสแห่งจักรวรรดิไบเซนไทน์กอบกู้ดินแดน และยังเผยพระประสงค์ที่จะกอบกู้นคร “เยรูซาเลม” จากการปกครองของพวกมุสลิมด้วย

อนึ่ง ดินแดนที่จักรวรรดิไบเซนไทน์ต้องการทวงคืนนั้น อยู่บริเวณคาบสมุทรอนาโตเลียหรือเอเชียไมเนอร์ ไม่ใช่ภูมิภาคเลอวองค์อันเป็นที่ตั้งของนครเยรูซาเลมแต่อย่างใด การประชุมที่เคลมองต์จึงเผยเจตนารมณ์ 2 ประการที่ควบคู่กันอยู่

พระสันตะปาปายังอ้างถึงปัญหาการปิดกั้นเส้นทางแสวงบุญ การเอารัดเอาเปรียบ ข่มเหง และสังหารชาวคริสต์ของพวกมุสลิม จนทำให้ผู้ชุมนุมแห่งเคลมองต์สะเทือนใจอย่างยิ่ง ทั้งนี้ คำกล่าวอ้างนี้ยังเป็นที่ถกเถียงว่าค่อนข้างเกินจริง เพราะการปกครองดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมอาหรับนั้น เป็นที่ทราบกันว่า ค่อนข้างเปิดกว้าง และให้เสรีภาพแก่ชนต่างศาสนามากพอสมควร

กระทั่งกลางคริสต์ศตวรรษที่ 11 การเข้ามาของพวกมุสลิมเผ่า “เซลจุค” (Seljuks) ซึ่งเป็นพวกเติร์กกลุ่มหนึ่งจากเอเชียกลาง เซลจุคเติร์กที่มีอำนาจเหนือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ มีนโยบายปิดกั้นการแสวงบุญและคุกคามชนต่างศาสนา ชื่อเสียงด้านความโหดเหี้ยมของชาวมุสลิมจึงค่อย ๆ ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางตั้งแต่นั้น

ทันทีที่เรื่องราวความป่าเถื่อนที่อนารยชนต่างศาสนากระทำต่อชาวคริสต์ถูกป่าวประกาศโดยพระสันตะปาปา เสียงร่ำไห้และการก่นด่าสาปแช่งดังระงมทั่วลานชุมนุมนั้น พระองค์ถือโอกาสสร้างความฮึกเหิมโดยประกาศว่า ผู้ใดก็ตามที่เข้าร่วมสงครามกอบกู้จักรวรรดิไบเซนไทน์ และทวงคืนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ นับเป็นผู้ฟื้นฟูพระสันติสุขแห่งพระเจ้า (Peace of God) และจะได้รับการละเว้นความผิดทั้งปวงจากโลกและสรวงสวรรค์ หรือ “The remission of all penance for sins” แปลว่า“การอภัยโทษจากบาปทั้งปวง” หรือแปลให้ชัดว่า พ้นจากความผิดบาปทางศาสนาและความผิดทางกฎหมาย

ระหว่างนั้นเอง มีเสียงปริศนาท่ามกลางกลุ่มผู้ชุมนุมตะโกนเป็นภาษาละตินว่า “Deus Vult !” หรือ God Will it ที่แปลว่า “พระเจ้าปรารถนา” จากนั้นผู้ชุมนุมทั้งหมดต่างพร้อมใจกันตะโกนคำนี้ซ้ำ ๆ จนดังกึกก้องไปทั่ว เจตนารมณ์ขององค์พระสันตะปาปาในการทำสงครามศาสนาเพื่อขับไล่พวกมุสลิมไปจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์จึง “จุดติด” ทันที

พระสันตะปาปาทรงมีบัญชาไปยังเหล่าขุนนางและนักบวชที่อยู่ในงานประชุม ให้กลับไปแจ้งผู้คนในดินแดนของตนถึงการอภัยโทษจากบาปทั้งปวงในการร่วม “สงครามศักดิ์สิทธิ์” คำกล่าวนี้เป็นดังประกาศิตที่กระจายไปทั่วยุโรป ชักนำประชาชนทุกชนชั้น ตั้งแต่ขอทาน ผู้ยากไร้ ชาวนา พ่อค้า ขุนนาง อัศวิน และลอร์ดทั้งหลาย ให้พร้อมใจกันติดสัญลักษณ์ไม้กางเขนแห่งพระคริสต์ เพื่อไปทำสงครามศักดิ์สิทธิ์กับพวกนอกศาสนา ทั้งยังมีเหล่าโจรหรืออาชญากรหลบหนีคดีที่ตอบรับคำเชื้อเชิญของพระสันตะปาปา เพื่อปลดปล่อยตัวเองให้เป็นไทจากความผิดเก่าของตน

สงครามครูเสด ครั้งที่ 1 จึงมีทั้งกองทัพอัศวิน ขุนนาง และเจ้าผู้ครองดินแดน กับกองทัพประชาชน (และอดีตโจร) โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม เคลื่อนทัพจากยุโรปตะวันตกไปยังจักรวรรดิไบเซนไทน์ มีบันทึกว่า กองกำลังทั้ง 2 กลุ่มนี้ มีจำนวนผู้เข้าร่วมเป็นประชาชนและนักรบมากกว่าแสนคนเลยทีเดียว

สงครามครูเสด ครั้งที่ 1 จึงเป็นทั้งข้อพิสูจน์อำนาจของศาสนจักรคาทอลิกแห่งกรุงโรมว่ามีอิทธิพลต่อผู้คนในยุโรปอย่างมากมายเพียงใด และการประกาศระดมพลของพระสันตะปาปาเออร์บานที่ 2 ได้เป็นการจุดประกายสงครามศาสนาที่นำความสูญเสีย การทำลายล้าง และความขัดแย้งที่จะดำเนินต่อไปอีกกว่า 200 ปี

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ภาสพันธ์ ปานสีดา. (2563). ครูเสด มหาสงครามแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์. กรุงเทพฯ : ยิปซี

Alfons Becker, Encyclopedia Britannica : Urban II

Encyclopedia Britannica : Council of Clermont, European history

FORDHAM UNIVERSITY, Medieval Sourcebook: Urban II (1088-1099): Speech at Council of Clermont, 1095, Five versions of the Speech

History Channel : Crusades, The First Crusade (1096-1099)

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 กันยายน 2565

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พระสันตะปาปาเออร์บานที่ 2 ผู้จุด “สงครามครูเสด” ทวงคืน “เยรูซาเลม” ดินแดนศักดิ์สิทธิ์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...