สนามสอบ "เตรียมอุดม" ภาพสะท้อนสงครามชนชั้น ตีตั๋วความสำเร็จ แช่แข็งระบบการศึกษา
ภาพเด็กนักเรียนมัธยมต้นนับหมื่นคน เบียดเสียดต่อแถวตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง
บางคนมารอตั้งแต่ตี 4
บางคนยอมวางทรัพย์สินทิ้งไว้หน้าห้องสอบ
ทั้งหมดเกิดขึ้นเพียงเพื่อให้ได้ก้าวผ่านประตูสนามสอบของ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
สนามสอบที่ทุกปีมีเด็กเก่งจากทั่วประเทศกว่า 13,000 คน
แข่งขันกันอย่างดุเดือด เพื่อชิงที่นั่งเพียง 1,500 ที่นั่ง
ภาพที่เห็นจึงไม่ใช่แค่การสอบเข้าโรงเรียน
แต่มันคือ สมรภูมิ “สงครามชนชั้น”
ด้วยชื่อเสียงของสถาบัน สภาพแวดล้อม คอนเน็กชัน รวมถึงโอกาสในการเข้าสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำ
“เตรียมอุดมศึกษา” จึงกลายเป็นปลายทางของเด็กเก่งระดับหัวแถวจากทั่วประเทศ
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ – ภาพจำ “เตรียมอุดมฯ” ในสังคมไทย
ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ TNN ONLINE โดยชี้ว่าหากมองในเชิงประวัติศาสตร์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนแบบเข้มข้น เพื่อรองรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่มีศักยภาพ และมีแนวโน้มจะเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย จึงมีการคัดสรรครูที่เก่งที่สุดมาสอน เนื่องจากในสมัยก่อน โอกาสในการเข้ามหาวิทยาลัยเป็นลกษณะ “คอขวด” ที่จำกัดเฉพาะเด็กกลุ่มน้อย
แม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปี จนเกือบร้อยปี แต่สถานภาพของเตรียมอุดมฯ ในสายตาสังคมยังคงเดิม คือเป็นสถาบันที่เตรียมความพร้อมเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ
พ่อแม่ผู้ปกครองมีความเชื่อมั่นสูงมากว่า หากลูกได้เรียนที่นี่ จะเท่ากับการ “การันตี” โอกาสในการสอบติดคณะ หรือมหาวิทยาลัยที่ปรารถนา
แม้ภาพจำของสังคมจะมองว่า การได้ก้าวเข้าสู่รั้ว “พระเกี้ยวน้อย” คือใบการันตีความสำเร็จ
แต่นักวิชาการด้านการศึกษา มองว่าสนามสอบแห่งนี้ อาจเป็น “โอกาส” ของเด็กเพียงบางกลุ่มเท่านั้น
เมื่อครอบครัวฐานะดีส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติ
ครอบครัวรายได้น้อยต้องให้ลูกเรียนใกล้บ้าน
สนามแข่งขันนี้จึงกลายเป็น “สงครามของชนชั้นกลาง”
ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
“ภายใต้ความสำเร็จนี้ เราจะเห็นว่าผู้ที่เข้ามาแข่งขันส่วนใหญ่คือลูกหลาน ‘ชนชั้นกลาง’ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ที่มีความพร้อม และต้องการมาตรการยืนยันความมั่นใจว่าลูกหลานจะได้เรียนต่อแน่นอน จนเกิดกระแสความเชื่อว่า ‘ต้องสอบให้ได้’ และนำไปสู่การเคี่ยวกรำเด็กกลุ่มที่มีความสามารถสูงมาแข่งขันกัน เพื่อชิงที่นั่งที่มีจำกัดเพียงพันกว่าที่นั่ง
ดราม่าเรื่องการสอบเตรียมอุดมฯ เกิดขึ้นซ้ำซากทุกปี ตั้งแต่สมัยผมยังเป็นนักเรียนจนถึงปัจจุบัน สะท้อนว่าปัญหานี้ไม่เคยถูกแก้ไขอย่างจริงจัง
การมีอยู่ของโรงเรียนกลุ่มที่สังคมเชื่อมั่นสูงเพียงไม่กี่แห่ง จึงกลายเป็น ‘จิ๊กซอว์’ สำคัญที่ซ้ำเติมภาพความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย” ผศ.อรรถพล กล่าว
ความแตกต่างของ “โรงเรียนเด็กเก่ง”
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ยังวิเคราะห์ถึงความแตกต่างระหว่าง “โรงเรียนเฉพาะทาง” กับ “โรงเรียนรัฐทั่วไป”
โดยพบว่าปัจจุบันไทยมีโรงเรียนกลุ่ม High Ability หรือเด็กที่มีความสามารถสูงหลายประเภท เช่น
กลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์ มหิดลวิทยานุสรณ์ (Mwit)
(มีผู้สมัครสอบปีละ 18,000 – 22,000 คน ชิงที่นั่งเพียง 240 คน)
โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (KVIS) ซึ่งเน้นด้านวิทย์-คณิตโดยเฉพาะ มีทุนการศึกษา และได้รับการสนับสนุนงบประมาณรายหัวจากรัฐหรือเอกชนสูงกว่าปกติ
(มีผู้สมัครต่อปีราว 7,000 คน รับเพียง 72 คน)
ส่วน เตรียมอุดมศึกษา มีความพิเศษตรงที่เป็นโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ทั่วไป
ค่าใช้จ่ายจึงอยู่ในระดับโรงเรียนรัฐที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ใช่โครงการพิเศษหรือ EP ที่ต้องจ่ายแพง
ทำให้ครอบครัวที่อยากให้ลูกอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี แต่ไม่อยากจ่ายแพง หรือแม้แต่เด็กจากโรงเรียนอินเตอร์ ก็เลือกมาสอบที่นี่
นอกจากนี้ ความสำเร็จของศิษย์เก่าที่กลายเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็ง ยังสร้าง “ทุนทางวัฒนธรรม” ว่าการเป็นเด็กเตรียมฯ คือการเป็นเด็กกลุ่มหัวกะทิ (Cream) ของประเทศ จนกลายเป็นค่านิยมที่ฝังรากลึกในสังคม
โรงเรียนเด็กเก่งไม่ใช่ปัญหา?
การที่โรงเรียนเตรียมอุดมฯ และโรงเรียนชั้นแนวหน้ากลายเป็นที่หมายปองของเด็กเก่งจำนวนมาก
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่โรงเรียน แต่อยู่ที่ ความไม่ไว้วางใจในมาตรฐานโรงเรียนรัฐทั่วไป
“ผมไม่มีปัญหากับการมีโรงเรียนสำหรับเด็กเก่ง เพราะความเก่งคือความหลากหลายอย่างหนึ่ง
แต่ปัญหาคือ เราใช้ ‘คะแนนสอบ’ เป็นตัววัดความเก่งเพียงอย่างเดียว จนทุกคนต้องทุ่มเทเพื่อการแข่งขัน
โรงเรียนเตรียมอุดมฯ ไม่ใช่จำเลยของเรื่องนี้ เพราะโรงเรียนตั้งอยู่บนโครงสร้างสังคมที่ไม่เป็นธรรม
เมื่อมีคนสมัครหลักหมื่น แต่รับได้หลักพัน โรงเรียนก็จำเป็นต้องใช้การคัดสรรผ่านการสอบ
แต่โจทย์ใหญ่คือ ทำไมโรงเรียนมัธยมอื่น ๆ ถึงไม่ได้รับความไว้วางใจจากสังคมบ้าง
แม้กระทั่งเด็กที่เป็นที่หนึ่งของจังหวัด หรือเด็กจากโรงเรียนดังอย่างสวนกุหลาบฯ หรือสาธิตจุฬาฯ ก็ยังมาสอบเข้าเตรียมอุดมฯ
สะท้อนว่าความเชื่อมั่นของผู้ปกครองไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกโรงเรียนอย่างเสมอหน้า”
นักวิชาการมองว่า การสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดม สะท้อนว่ารัฐยังมีปัญหาในการพัฒนามาตรฐานการศึกษา เพื่อให้พ่อแม่วางใจได้ว่า โรงเรียนใกล้บ้านก็มีคุณภาพดีพอที่จะดูแลลูกหลานของเขา
ไม่เพียงเท่านั้น ยังพบว่า แรงจูงใจและสิ่งแวดล้อม คือสิ่งที่โรงเรียนมัธยมทั่วไปขาดหายไป
ในขณะที่เตรียมอุดมฯ มีเด็กกลุ่มครีมมาอยู่รวมกัน สร้างบรรยากาศที่มีแรงจูงใจในการเรียนสูง มีเป้าหมายชัดเจน
แต่โรงเรียนทั่วไปกลับถูกรัฐดูแลน้อยเกินไป จนไม่สามารถสร้าง Motivation แบบเดียวกันได้
ความเหลื่อมล้ำนี้เห็นชัดขึ้นเมื่อดูงบประมาณ
โรงเรียนวิทยาศาสตร์ เช่น มหิดลฯ หรือจุฬาภรณ์
รัฐทุ่มงบประมาณรายหัวให้สูง เพราะถือเป็นเด็ก Talented
ส่วนเตรียมอุดมฯ แม้งบประมาณไม่ต่างจากโรงเรียนรัฐทั่วไป แต่มี “ชื่อชั้น” และระบบศิษย์เก่าที่เกื้อกูล จนติดลมบนไปแล้ว
แต่เมื่อหันมาดูโรงเรียนทั่วไปหลายแห่ง กลับพบว่ามีที่นั่งว่างจำนวนมาก และถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
มีปัญหามากมาย ทั้งจำนวนครูไม่ครบตามชั้นเรียน ทรัพยากรน้อย
จนกลายเป็นที่รองรับเด็กกลุ่มที่มีแรงจูงใจต่ำ
“กับดักการแข่งขัน” โจทย์ใหญ่การศึกษาไทย
นักวิชาการมองว่า สังคมไทยยังคงขับเคลื่อนด้วย “กับดักการแข่งขัน”
เพราะเรามักจัดสรรทรัพยากรแบบเท่ากันหมด (เงินหัวเท่ากัน)
ซึ่งในความเป็นจริง เราต้องใช้หลัก “เสมอภาค” (Equity)
คือโรงเรียนที่เปราะบาง หรืออยู่ห่างไกล ควรได้รับการโอบอุ้มมากกว่า เพื่อให้สามารถพาเด็กไปสู่มาตรฐานคุณภาพขั้นต่ำที่ยอมรับได้
ในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์
ใช้เวลากว่า 2 ทศวรรษ เพื่อลดการแข่งขันที่ตึงเครียด และเพิ่มความยืดหยุ่น
ให้เด็กสายอาชีวะสามารถสลับมาเรียนสายสามัญได้
เพราะเขาตระหนักว่า เมื่อเด็กเกิดน้อยลง “ทุกคนคือทรัพยากรที่มีค่า”
ผศ.อรรถพล ชี้ว่า รัฐต้องมีความมุ่งมั่นในการออกแบบการจัดสรรทรัพยากรใหม่เพื่อยกระดับโรงเรียนใกล้บ้าน
ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองไว้วางใจ มาตรฐานขั้นต่ำของโรงเรียนรัฐ ไม่จำเป็นต้องเท่ากันทุกแห่ง
แต่ต้อง ดีพอที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
นอกจากนี้ ต้องเร่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ
เพราะปัจจุบันชนชั้นกลางบนเร่งส่งลูกไปโรงเรียนอินเตอร์มากขึ้น
ชนชั้นกลางล่างแข่งขันกันเข้าโรงเรียนดัง
ส่วนกลุ่มล่างสุดกลับถูกลืม
นี่คือภาวะอันตราย ที่ต้องเลิกมองเพียง ภาพลักษณ์ของสถานศึกษา
“รัฐต้องหยุดปิดตาข้างหนึ่ง แล้วหันมามองความจริงว่า
โรงเรียนขนาดใหญ่ที่เติบโตเอา ๆ ในขณะที่โรงเรียนเล็กถูกทิ้ง
คือปัญหาลูกโซ่ที่ต้องแก้ทั้งระบบ
สุดท้ายแล้ว การศึกษาไทยจะไปต่อไม่ได้
หากเรายังคงปล่อยให้คนกลุ่มใหญ่ในสังคมเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพได้ยาก
ในวันที่ประชากรเด็กเกิดน้อยลง
เรายิ่งต้องยกระดับคุณภาพชีวิต และโอกาสทางการศึกษาไปพร้อมกันทั้งสังคมครับ”ผศ.อรรถพล ทิ้งท้าย
ในวันที่ประเทศไทยกำลังมีเด็กเกิดน้อยลง
คำถามจึงอาจไม่ใช่แค่
“ใครสอบติดโรงเรียนชื่อดัง”
แต่กลับต้องถามว่า
ทำไม “การศึกษาที่ดี”
ยังคงเป็นโอกาสของเด็กเพียงบางกลุ่มเท่านั้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง