โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สื่อต่างประเทศวิเคราะห์ “ชัยชนะ” เลือกตั้งของ “พรรคภูมิใจไทย”

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 10 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 21.46 น. • เผยแพร่ 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สื่อต่างประเทศต่างรายงานการคว้าชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งของพรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำนายอนุทิน ชาญวีรกุล พร้อมกับชี้ว่าเป็นชัยชนะของสายอนุรักษ์นิยม ในการแข่งขันเดิมพันสูงระหว่างฝ่ายอนุรักษนิยม กลุ่มก้าวหน้าปฏิรูป และฝ่ายประชานิยม ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในภูมิทัศน์ทางการเมืองของประเทศไทย ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจและความเสี่ยงต่อความไม่มั่นคงทางการเมือง

ภาพรวมการรายงานของสำนักข่าวหลักชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าเป็นการ “กลับมาของฝ่ายอนุรักษนิยม” อย่างเหนือความคาดหมาย ซึ่งนำโดยพรรคภูมิใจไทยของรักษาการนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล โดยใช้ประโยชน์จาก “กระแสชาตินิยม” ที่จุดประกายขึ้นจากการปะทะกันบริเวณชายแดนกับกัมพูชาเมื่อเร็วๆ นี้ รวมทั้งชี้ให้เห็นถึงความแตกแยก “กรุงเทพฯ กับชนบท” แม้พรรคประชาชนจะกวาดชัยชนะในทุกเขตเลือกตั้งทั้ง 33 เขตในกรุงเทพฯ แต่ชัยชนะของภูมิใจไทยนั้นได้มาจากการสนับสนุนอย่างลึกในเครือข่ายอุปถัมภ์ในพื้นที่ชนบทและต่างจังหวัด ตลอดจนมีผลประโยชน์ที่ลงตัวของโครงสร้างทางการเมืองที่เกิดขึ้นใหม่ที่เป็นการรวมอำนาจระหว่างชนชั้นนำอนุรักษ์นิยม เทคโนแครต และนักการเมืองท้องถิ่นแบบดั้งเดิม

รายงานข่าว Thailand’s conservative Bhumjaithai party tops polls but will need partners to form government ของสำนักข่าว AP ระบุว่า พรรคภูมิใจไทยสายอนุรักษนิยมของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ชนะการเลือกตั้งทั่วไปของไทย โดยผลนับไม่เป็นทางการจาก กกต. เมื่อรายงานแล้วราว 93% ระบุว่าได้ประมาณ 194 ที่นั่ง จาก 500 ที่นั่ง มากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎร แต่ยังไม่ถึงเสียงข้างมาก 251 เสียง ทำให้ต้องจัดตั้ง รัฐบาลผสม

พรรคประชาชนสายก้าวหน้าตามมาเป็นอันดับสองราว 116 ที่นั่ง ส่วนพรรคเพื่อไทยได้ประมาณ 76 ที่นั่ง และมีแนวโน้มเข้าร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทยหากได้รับการทาบทาม

การแข่งขันช่วงชิงเสียงสนับสนุนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ลงทะเบียนแล้วกว่า 53 ล้านคน เกิดขึ้นท่ามกลางเศรษฐกิจที่เติบโตช้าและกระแสชาตินิยมที่เพิ่มสูงขึ้น แม้จะมีพรรคการเมืองลงแข่งขันมากกว่า 50 พรรค แต่มีเพียง 3 พรรคเท่านั้น คือ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย ที่มีเครือข่ายทั่วประเทศและความนิยมมากพอจะลุ้นอำนาจจัดตั้งรัฐบาล

นอกจากนี้ยังเปิดให้ลงประชามติให้เริ่มกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งประชาชนราว 60% เห็นชอบ

พรรคประชาชนยอมรับผลการนับคะแนนและระบุจะไม่เสนอจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับภูมิใจไทย และไม่สนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ขณะที่อนุทินขอบคุณประชาชนและย้ำจะทำงานเพื่อประเทศ

รายงานข่าวให้ข้อมูลว่า อนุทินดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว หลังจากที่เคยรับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีของแพทองธาร ชินวัตร ผู้ดำรงตำแหน่งก่อนหน้า ซึ่งถูกกดดันให้พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากการละเมิดจริยธรรมเกี่ยวกับการจัดการความสัมพันธ์กับกัมพูชาอย่างไม่เหมาะสม อนุทินได้ประกาศยุบสภาในเดือนธันวาคมเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ หลังจากถูกขู่ว่าจะมีการลงมติไม่ไว้วางใจ

เหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนกัมพูชาที่เกิดขึ้นตามมา ทำให้อนุทินสามารถปรับภาพลักษณ์ของตนเองให้เป็นผู้นำในภาวะสงคราม หลังจากที่ความนิยมเริ่มลดลงในช่วงแรกเนื่องจากปัญหาน้ำท่วมและอื้อฉาวทางการเงิน โดยการหาเสียงเน้นไปที่ความมั่นคงแห่งชาติและการกระตุ้นเศรษฐกิจ

พรรคภูมิใจไทยได้รับผลดีจากกลยุทธ์การเลือกตั้งที่ใช้ระบบอุปถัมภ์แบบเก่า และกลไกพรรคที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดตั้งกลุ่มมวลชนระดับรากหญ้าในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นเขตที่มีฐานเสียงหนาแน่น

ด้าน สำนักข่าว Reuters รายงานข่าว Thailand’s PM Anutin staked his election on nationalism — and won ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุด โดยใช้กลยุทธ์ “ความเป็นชาตินิยม” เป็นหัวใจสำคัญในการหาเสียง ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่รุนแรงขึ้น

รายงานข่าวยังระบุว่าเป็น ชัยชนะที่เหนือความคาดหมาย โดยจากผลการเลือกตั้งเบื้องต้น พรรคภูมิใจไทยมีคะแนนนำห่าง พรรคประชาชน และ พรรคเพื่อไทย พร้อมกับรายงานคำพูดของนายอนุทินที่กล่าวกับผู้สื่อข่าวขณะผลการนับคะแนนทยอยออกมาว่า “ความรักชาติอยู่ในหัวใจของทุกคนในพรรคภูมิใจไทย” “ประชาชนให้การสนับสนุนเรามากกว่าที่เราคาดไว้”

สำนักข่าว Reutersยังชี้ว่าเป็น การเดิมพันทางการเมือง โดยนายอนุทินตัดสินใจยุบสภาหลังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ไม่ถึง 100 วัน เพื่อขอฉันทามติใหม่จากประชาชนในช่วงที่เกิดความขัดแย้งตามแนวชายแดน ซึ่งช่วยเสริมภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำที่ปกป้องประเทศ

สำหรับเส้นทางสู่อำนาจของนายอนุทิน รายงานข่าวระบุว่า นายอนุทินมาจากครอบครัวนักธุรกิจสายเลือดจีน (บุตรชายของนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ผู้ก่อตั้งซิโน-ไทย) เคยถูกแบนทางการเมือง 5 ปีหลังพรรคไทยรักไทยถูกยุบ ก่อนจะกลับมานำพรรคภูมิใจไทยในปี 2555 ซึ่งในเวลานั้นยังเป็นพรรคระดับภูมิภาคที่มีฐานเสียงเข้มแข็งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อนที่เขาจะค่อย ๆ ปั้นให้กลายเป็นพรรคระดับชาติที่มีศักยภาพเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลผสมได้ อนุทินมีบทบาทโดดเด่นจากการผลักดัน “กัญชาเสรี” ในปี 2565

นักวิเคราะห์มองว่า พรรคภูมิใจไทยกลายเป็นตัวเลือกหลักของฝั่งอนุรักษ์นิยม-นิยมเจ้า(royalist) เพื่อใช้คานอำนาจกับกลุ่มก้าวหน้าและกลุ่มของทักษิณ ชินวัตร

แม้จะชนะการเลือกตั้ง แต่รายงานข่าวระบุ อนาคตของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทินยังต้องเผชิญกับโจทย์หินหลายด้าน ทั้งด้านภาวะเศรษฐกิจซบเซา สงครามการค้า และหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ปัญหากับกัมพูชา และสงครามกลางเมืองในเมียนมา และเสถียรภาพการเมือง ซึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งมักอยู่ไม่ครบเทอม (นับตั้งแต่ปี 2548)

The Guardian รายงานข่าวการเลือกตั้งของไทยในหัวข้อ Thai PM’s party on track to win election in blow to pro-democracy camp ว่า พรรคภูมิใจไทยของนายกรัฐมนตรีไทย อนุทิน ชาญวีรกูล ผู้จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์และนักเจรจาทางการเมืองที่เฉียบแหลม มีคะแนนนำโด่งและคาดว่าจะได้รับที่นั่งมากที่สุดในสภา ซึ่งถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญของคู่แข่งจากพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคของคนรุ่นใหม่และสนับสนุนประชาธิปไตย

นายอนุทินประกาศชัยชนะที่สำนักงานใหญ่พรรค โดยระบุว่าชัยชนะ “เป็นของคนไทยทุกคน” พรรคภูมิใจไทยถูกมองว่าเป็นตัวเลือกหลักของกลุ่มอำนาจฝ่ายทหารที่เทิดทูนสถาบันกษัตริย์ของไทย

รายงานข่าวอ้าง ดร.ณพล จาตุศรีพิทักษ์ นักวิจัยรับเชิญแห่งสถาบัน ISEAS–Yusof Ishak กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยได้ประโยชน์จากกระแสชาตินิยม”ชาตินิยม” อย่างโดดเด่น จากกรณีความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้า โดยชูโนยบายสร้างกำแพงกั้นชายแดนและให้เงินตอบแทนอาสาสมัครทหารพราน รวมถึงการนำเสนอพรรคในฐานะตัวแทนของความสงบเรียบร้อย (Stability)

อีกทั้งยังประสบความสำเร็จในการใช้เครือข่ายตระกูลการเมืองที่มีอิทธิพลซึ่งสามารถระดมคะแนนเสียงได้ พร้อมกับถ่วงดุลด้วยการแต่งตั้งเทคโนแครต“แถวหน้า”

“การจัดวางเช่นนี้ทำให้พรรคยังคงยึดโยงกับการเมืองแบบอุปถัมภ์ ขณะเดียวกันก็ขยายแรงดึงดูดไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งสายอนุรักษนิยม ซึ่งอาจไม่สบายใจกับการเมืองแบบดั้งเดิมลักษณะนี้นัก”

ด้านรายงานข่าว Thai PM claims election victory with conservatives well ahead of rivals ของ BBC ระบุว่า จากผลคะแนนเบื้องต้น (นับแล้ว 90%) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คว้าชัยชนะการเลือกขั้น ชี้ให้เห็นว่าฝ่ายอนุรักษนิยมมีคะแนนนำห่างคู่แข่งอย่างมาก โดยคาดการณ์ว่าพรรคภูมิใจไทยว่าจะได้ที่นั่งถึง 194 ที่นั่ง จากทั้งหมด 500 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้สวนทางกับโพลสำรวจที่คาดว่าพรรคประชาชน (People’s Party) จะชนะถล่มทลายแบบ “กระแสส้ม” แต่สุดท้ายพรรคประชาชนได้ไปเพียง 116 ที่นั่ง โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำพรรคยอมรับความพ่ายแพ้และพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

การเลือกตั้งในประเทศไทยมักคาดเดาได้ยาก และครั้งนี้ก็เช่นกัน ผลการเลือกตั้งที่พลิกความคาดหมายนี้ถือเป็นความผิดหวังอย่างมากสำหรับพรรคประชาชน ซึ่งคาดหวังว่าจะทำผลงานได้ดีกว่าการชนะการเลือกตั้งเมื่อสามปีก่อน

รายงานระบุปัจจัยชัยชนะของภูมิใจไทย ว่า คือ การชูจุดยืน ชาตินิยมและอนุรักษนิยม ปกป้องสถาบันหลักของชาติ หลังเกิดความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาสองครั้งในปีที่แล้ว พรรคของอนุทินจึงก้าวขึ้นมาเป็นธงนำของฝ่ายอนุรักษนิยม โดยให้คำมั่นจะปกป้องสถานะของสถาบันดั้งเดิมของไทย เช่น สถาบันพระมหากษัตริย์และกองทัพ

นอกจากการหาเสียงด้วยแนวคิดชาตินิยมเข้มข้นควบคู่กับนโยบายแจกสวัสดิการแบบประชานิยมแล้ว ชัยชนะนายอนุทินยังมาจากความสามารถในการดึงผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นมาอยู่ฝ่ายเดียวกัน ภายใต้ระบบเลือกตั้งที่ 80% ของที่นั่งตัดสินจากเขตเลือกตั้งแบบผู้ได้คะแนนสูงสุดเพียงคนเดียว (first-past-the-post) และอีก 20% จัดสรรตามสัดส่วนคะแนนเสียงทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ยังขยายฐานความนิยมของพรรคด้วยการนำเทคโนแครตที่มีชื่อเสียงด้านความสามารถเข้ามาเป็นหัวใจของการหาเสียงอีกด้วย

ขณะที่รายงานข่าว Thailand’s royalists set for surprise election victory as progressives push fails จากสำนักข่าว Bloomberg ระบุว่า พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรี ประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยคาดว่าจะได้ที่นั่งถึง 191 ที่นั่ง จากทั้งหมด 500 ที่นั่ง (จากการนับคะแนนไปแล้ว 94%) ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าจากการเลือกตั้งปี 2023

ชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในศตวรรษนี้ที่พรรคการเมืองฝั่งอนุรักษนิยมและกลุ่มรอยัลลิสต์สามารถเอาชนะการเลือกตั้งได้อย่างเบ็ดเสร็จ

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยพุ่งขึ้นสูงสุดถึง 3.3% ในเช้าวันจันทร์ที่9 ก.พ. 2569 โดยเฉพาะหุ้นที่เชื่อมโยงกับกลุ่มทุนใหญ่และพรรคภูมิใจไทย เช่น Stecon Group Pcl

เงินบาทแข็งค่าขึ้น 0.8% อยู่ที่ระดับ 31.275 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งแข็งค่าที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564

นักวิเคราะห์จาก Wells Fargo ระบุว่า ตลาดโดยปกติชอบ”ความชัดเจน” และการที่พรรคที่ครองอำนาจชนะการเลือกตั้งยิ่งทำให้มีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดความต่อเนื่องของนโยบายรัฐที่อาจนำไปสู่เสถียรภาพในที่สุด

รานงานระบุว่า ปัจจัยแห่งชัยชนะ คือ กระแสชาตินิยม นายอนุทินสามารถดึงคะแนนเสียงจากกระแสชาตินิยมที่พุ่งสูงขึ้นหลังจากเกิดความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเน้นเรื่องความมั่นคงและอธิปไตย และให้คำมั่นว่าจะให้การสนับสนุนกองทัพอย่างแข็งขัน

แม้พรรคประชาชนจะพยายามปรับกลยุทธ์โดยเน้นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (Technocrats) มากขึ้นและลดความแข็งกร้าวลง แต่ก็ไม่สามารถต้านทานเครือข่ายของกลุ่มอำนาจเก่า (ทหาร, รอยัลลิสต์ และกลุ่มอีลิททางเศรษฐกิจ) ได้

รายงานชี้ว่า ชัยชนะครั้งนี้ยังตอกย้ำความแข็งแกร่งของกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่เป็นเป้าหมายของพรรคประชาชนและพรรคก่อนหน้า ซึ่งโดยทั่วไปแล้วถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกัน ได้แก่ กองทัพ กลุ่มนิยมสถาบันกษัตริย์ และชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ

แม้จะยังไม่ได้เสียงข้างมาก แต่พรรคภูมิใจไทยน่าจะสามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนได้มากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลผสมได้ พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพันธมิตรกับตระกูลชินวัตรผู้ทรงอิทธิพลและเป็นพันธมิตรโดยธรรมชาติที่จะตัดทางกลุ่มก้าวหน้า คาดว่าจะได้ 73 ที่นั่ง ขณะที่พรรคกล้าธรรมซึ่งเป็นพันธมิตรกับอนุทิน น่าจะได้ 58 ที่นั่ง

สำนักข่าว Al Jazeera รายงานข่าวเลือกตั้งของไทยในเรื่อง Thailand’s Bhumjaithai set for coalition talks after surprise election win ว่า พรรคภูมิใจไทยขได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลายเกินคาดในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล ประกาศชัยชนะและเตรียมจัดตั้งรัฐบาลผสมในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
พรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นพรรคอนุรักษ์นิยมนำหน้าคู่แข่งอย่างมาก และคาดว่าจะได้รับที่นั่งอย่างน้อย 194 ที่นั่งจากทั้งหมด 500 ที่นั่งในรัฐสภาไทย ตามรายงานของสื่อไทย ส่วนพรรคประชาชน ตามมาเป็นอันดับสองที่ 116 ที่นั่ง (ลดลงจากที่โพลเคยนำในช่วงก่อนเลือกตั้ง) และพรรคเพื่อไทย ได้อันดับสามที่ 76 ที่นั่ง

โทนี่ เฉิง ผู้สื่อข่าวอัลจาซีรา รายงานจากกรุงเทพฯ ว่า ผลการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา “ค่อนข้างเกินคาด”
“แต่สองสิ่งที่ได้ยินจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใดก็ตาม คือ ประชาชนต้องการให้การเมืองไทยมี “เสถียรภาพ” อันที่จริงการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น เพราะการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเพิ่งมีขึ้นเมื่อสามปีก่อน ดังนั้นจึงเป็นสัญญาณว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะที่เปราะบาง” เฉิงกล่าว
“อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวไทยต้องการคือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ ประเทศตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจชะงักงันมาเกือบสองทศวรรษแล้ว ในขณะที่ประเทศรอบข้างกำลังเติบโตอย่างมาก เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ซึ่งเติบโตระหว่าง 5 ถึง 6% ประเทศไทยเติบโตอย่างยากลำบากที่ 1.5% และกำลังถดถอยลงอีก”

ผู้สื่อข่าวอัลจาซีรา วิเคราะห์ว่า พรรคภูมิใจไทยมีแนวโน้มดึงพรรคเล็กมาร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะ พรรคกล้าธรรม ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งหากรวมกันสองพรรคจะได้เสียงเกิน 251 เสียง ทำให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้

ด้วยที่นั่งที่ทิ้งห่างคู่แข่ง ทำให้นายอนุทินอยู่ในสถานะ “ผู้คุมเกม” สามารถรักษาเก้าอี้กระทรวงสำคัญ (คลัง, ต่างประเทศ, พาณิชย์) ให้กับรัฐมนตรีชุดเดิมได้โดยไม่ต้องแบ่งให้พรรคเล็ก

“ด้วยการกลับคืนสู่อำนาจครั้งนี้ นายอนุทินได้รับฉันทามติจากประชาชน พรรคของเขาจะกลับเข้าสู่รัฐสภาอย่างมั่นคง พวกเขาจะสามารถผ่านร่างกฎหมายที่เขาต้องการได้ และผมคิดว่า นั่นคือสิ่งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวไทยต้องการ” เฉิงกล่าว
“พวกเขาลงคะแนนเสียงเพื่อความมั่นคงและการเติบโตทางเศรษฐกิจ”

รายงานข่าวยังระบุว่า ประชาชนเกือบ 2 ใน 3 ลงมติเห็นชอบให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อแทนที่ฉบับปี 2560 ที่ถูกวิจารณ์ว่าให้อำนาจ สว. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมากเกินไป แต่กระบวนการนี้อาจใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี และยังต้องผ่านการลงประชามติอีก 2 รอบตามขั้นตอนกฎหมาย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...