กรมอุทยานฯ เปิดไทม์ไลน์ “สีดอหูพับ” ล้มกลางภารกิจย้ายช้าง เผยสาเหตุสำลักอาหาร สั่งทบทวนแนวปฏิบัติใหม่
กรมอุทยานฯ เปิดไทม์ไลน์ “สีดอหูพับ” ล้มกลางภารกิจย้ายช้าง เผยสาเหตุสำลักอาหาร สั่งทบทวนแนวปฏิบัติใหม่
เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคารศูนย์ปฏิบัติการ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมด้วยผู้บริหารและคณะทำงาน ประกอบด้วย นายสุขี บุญสร้าง ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า, นายณัฐวัฒน์ นุ้ยศรีราม ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (ขอนแก่น), นางสาวกิตติยาภรณ์ เอี่ยมสะอาด สัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานฯ และนายฑิฐิ สอนสา หัวหน้าชุดจับและเคลื่อนย้ายช้างป่า ร่วมกันแถลงชี้แจงลำดับเหตุการณ์กรณีการสูญเสียช้างป่า “สีดอหูพับ” ระหว่างปฏิบัติการเคลื่อนย้ายตามคำสั่งศาลปกครองขอนแก่น
นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การสูญเสียช้างป่าสีดอหูพับเป็นเหตุการณ์สะเทือนใจที่ไม่มีใครอยากให้เกิด และขอยืนยันว่าการปฏิบัติงานครั้งนี้ทำภายใต้หลักวิชาการ โดยเราต้องรักษาสมดุลระหว่างสวัสดิภาพของสัตว์และความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ หลังจากนี้ได้มีสั่งการให้เร่งสรุปข้อเท็จจริงทั้งหมด และจะใช้กรณีนี้เป็นบทเรียนครั้งสำคัญเพื่อปรับปรุงแนวทางปฏิบัติงานให้รัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต
ทางด้าน นายณัฐวัฒน์ นุ้ยศรีราม ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (ขอนแก่น) ได้ให้รายละเอียดถึงที่มาของสถานการณ์ว่า ช้างป่ากลุ่มนี้สร้างความเดือดร้อนในพื้นที่ จ.ขอนแก่น มาตั้งแต่ปี 2566 โดยทำร้ายราษฎรจนได้รับบาดเจ็บ 2 ราย และเสียชีวิต 2 ราย จนนำไปสู่คำสั่งศาลปกครองขอนแก่น เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ให้กรมอุทยานฯ ดำเนินการเคลื่อนย้ายช้างทั้ง 4 ตัว ออกนอกพื้นที่ภายใน 30 วัน ซึ่งศาลมองว่ามาตรการบรรเทาทุกข์ราษฎรไม่สามารถรอได้ เจ้าหน้าที่จึงต้องเร่งปฏิบัติการกับสีดอหูพับเป็นรายแรก
นางสาวกิตติยาภรณ์ เอี่ยมสะอาด สัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานฯ ชี้แจงประเด็นการใช้ยาและผลชันสูตรว่า “เรายิงยาซึมในปริมาณที่คำนวณจากน้ำหนักตัว 2-2.5 ตัน และความสูง 2.44 เมตร ซึ่งสอดคล้องกับวัยเจริญพันธุ์ของช้างช่วงอายุ 15-20 ปี โดยมีการให้ยาซึม 4 เข็ม แต่ระหว่างการเคลื่อนย้าย ช้างมีอาการตื่นตัวผิดปกติและร่างกายทรุดลงอย่างรวดเร็ว แม้ทีมสัตวแพทย์จะเข้าช่วยเหลือฉุกเฉิน ทั้งการให้ยาแก้ฤทธิ์ยาซึม จำนวน 1 เข็ม รวมเป็น 5 เข็ม และการกู้ชีพ (CPR) แต่ไม่สำเร็จ ผลชันสูตรเบื้องต้นพบว่าเกิดจากภาวะทางเดินหายใจล้มเหลวเนื่องจากการสำลักอาหารอุดตันที่หลอดลม ซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัยที่เกิดจากความเครียดสะสม”
สัตวแพทย์หญิงกิตติยาภรณ์ ยังระบุถึงความยากลำบากในการทำงานว่า “การอดอาหารช้างป่า 10-15 ชั่วโมงก่อนวางยานั้นเป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะเราไม่สามารถเดินไปบอกช้างให้หยุดกินได้ เราจึงเสนอแนวทางใหม่คือการศึกษา 'นาฬิกาชีวิต' หรือช่วงเวลาที่ช้างพักผ่อนและเริ่มย่อยอาหาร (03.00-05.00 น.) เพื่อใช้เป็นช่วงเวลาทองในการเข้าปฏิบัติงาน รวมถึงจะมีการตรวจสอบการใช่ยาและสารคัดหลั่งอย่างโปร่งใสเพื่อยกระดับมาตรฐานการใช้ยาในอนาคต”
นายฑิฐิ สอนสา หัวหน้าชุดจับและเคลื่อนย้ายช้างป่า ยืนยันว่า การปฏิบัติการในภาคสนามตั้งแต่การเข้าควบคุมพื้นที่ การผูกขา และการนำช้างขึ้นรถบรรทุก ได้ดำเนินการตามมาตรฐานสูงสุดภายใต้การดูแลของทีมสัตวแพทย์อย่างใกล้ชิด ซึ่งเราดำเนินการมาแล้วในลักษณะเดียวกันนี้ ซึ่งในภาพรวมทั้งหมดเคลื่อนย้ายมาแล้ว 32 ครั้ง สำหรับอายุของช้างเรายืนยันอายุอยู่ระหว่าง 15-20 ปี สำหรับวิธีการประเมินอายุช้าง โดยดูจากลักษณะภายนอกของช้าง สามารถดูได้จากกระตรงหูและกระสีขาวตรงขอบหู ถ้ามีกระมากๆ แสดงว่าช้างมีอายุเยอะ รวมถึงดูลักษณะของรอยพับจากด้านบนหู
นอกจากนี้ยังมีรายงานและภาพยืนยันว่าช้างมีน้ำมันหรืออาการตกมันซึ่งมีภาพยืนยันจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ภูเวียงว่าช้างมีอาการตกมัน โดยช้างตัวผู้ที่ตกมันจะเป็นช้างที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป รวมถึงสามารถประเมินได้ตามหลักสถิติคือขนาดของรอยเท้าเส้นรอบวงของรอยเท้าคูณสองจะได้ความสูงของช้าง เมื่อเทียบกับหลักสถิติแล้วความสูงของช้างคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.40 เมตร ซึ่งช่วงอายุที่เป็นไปได้คือ 15- 20 ปี
ในช่วงท้าย นายอรรถพล เจริญชันษา ได้กล่าวสรุปเพิ่มเติมถึงกระบวนการตรวจสอบว่า “เพื่อให้เกิดความโปร่งใสที่สุด ผมได้ประสานพนักงานสอบสวนเข้าร่วมตรวจสอบร่างและบันทึกภาพหลักฐานทุกขั้นตอนก่อนการชันสูตรและฝังกลบ สำหรับช้างที่เหลืออีก 3 ตัว คือ พลายงาจิ๋ว พลายคุถัง และสีดอน้อย ผมได้สั่งระงับการเคลื่อนย้ายไว้ชั่วคราว เพื่อรายงานอุปสรรคหน้างานให้อัยการทราบ และนำเสนอต่อศาลปกครองถึงข้อจำกัดด้านสวัสดิภาพสัตว์ รวมถึงปัญหาการยอมรับของคนในพื้นที่ปลายทาง เราจะรอจนกว่าการประเมินจากเหตุการณ์ในครั้งนี้เสร็จสมบูรณ์ 100% จึงจะพิจารณาก้าวต่อไป เพื่อให้มั่นใจว่าแนวทางใหม่ที่จะนำมาใช้ จะมีความปลอดภัยสูงสุดต่อทั้งเจ้าหน้าที่และสัตว์ป่าครับ”
#สีดอหูพับ #ช้างป่าล้ม #กรมอุทยาน #สัตว์ป่าไทย #เคลื่อนย้ายช้าง #ข่าวสิ่งแวดล้อม #ช้างป่าขอนแก่น #อนุรักษ์สัตว์ป่า #WildlifeThailand #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #BreakingNews #ThailandNews #สัตวแพทย์ #ช้างตกมัน #อนุรักษ์ธรรมชาติ #ข่าวสังคม