โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

กระทรวงยุติธรรม โดยสำนักงานกิจการยุติธรรม จับมือ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ขับเคลื่อน “ความรู้คู่วัด เปิดประตูสู่หลักธรรมาภิบาล”

สวพ.FM91

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กระทรวงยุติธรรม โดยสำนักงานกิจการยุติธรรม จับมือ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ขับเคลื่อน “ความรู้คู่วัด เปิดประตูสู่หลักธรรมาภิบาล” เสริมสร้างการบริหารจัดการวัดอย่างโปร่งใส

วันที่ 23 มกราคม 2569 นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “ความรู้คู่วัด เปิดประตูสู่หลักธรรมาภิบาล” ภายใต้โครงการขับเคลื่อนการเผยแพร่สื่อให้ความรู้ด้านกฎหมาย เพื่อเสริมสร้างหลักธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการวัด ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ "บทบาทกระทรวงยุติธรรมในการส่งเสริมการจัดการวัดอย่างโปร่งใส"

โดยมี นางจิรภา สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นางสาวรวิวรรณ จตุรพิธพร รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นายไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ นายโกมล พรมเพ็ง อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน นายยอดฉัตร ตสาริกา ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม นางพัชรินทร์ พัดทอง ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และผู้แทนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ รวมถึงภาคีเครือข่าย เข้าร่วมฯ ณ ห้องประชุม 10 - 09 (Auditorium) อาคารกระทรวงยุติธรรม

โอกาสนี้ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปาฐกถาพิเศษโดยมีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า ในทางกฎหมายมีธรรม ในทางกลับกันในธรรมก็มีกฎหมายอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน โดยในมิติกฎหมายมีธรรม กฎหมายโดยทั่วไปในประเทศไทยต่างก็มีธรรมอยู่ในกฎหมายเช่นเดียวกัน ซึ่งขอนุญาตยกตัวอย่าง 3 หลัก โดยหลักเหล่านี้ใช้อยู่ในองคาพยพของกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการร่างหรือการใช้

หลักที่ 1 คือ พรหมวิหารสี่ ประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา โดยในการใช้กฎหมายต่างใช้ดุลยพินิจ โดยยึดหลักเมตตา กรุณา มุทิตา จะเห็นได้จากการปรากฎอยู่ในกฎหมายในเรื่องของการลดหย่อนผ่อนโทษเมื่อเขาทำดี สามารถที่จะลดโทษได้ พักโทษได้ หรือให้รอลงอาญาได้ แต่ยังคงไม่ละเลยในหลักของการวางตัวเป็นกลางในเรื่องของ อุเบกขา คือ ต้องไม่มีอคติ ใช้เหตุผล ใช้ตรรกะและข้อกฎหมายในการที่จะพิพากษา หลักพรหมวิหารสี่จึงปรากฎอยู่ในการใช้กฎหมาย และการเขียนกฎหมายทุกครั้ง

หลักที่ 2 ศีล 5 หรือเบญจศีล ศีล 5 นั้นล้วนแล้วปรากฎอยู่ในกฎหมายทั้งสิ้น ซึ่งไม่ฆ่าสัตว์ เป็นความผิดกับชีวิตและร่างกาย ไม่ลักทรัพย์ เป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม คือความผิดเกี่ยวกับเรื่องเพศ ความผิดเกี่ยวกับครอบครัว ไม่พูดเท็จ เป็นความผิดในเรื่องแจ้งความเท็จ เบิกความเท็จ สำหรับสุรา นักกฎหมายไม่ได้เขียนว่าการดื่มสุราเป็นความผิดยกเว้นผลิตสุราเถื่อน แต่การดื่มสุราเป็นเหตุในการเพิ่มโทษ ยกตัวอย่างเช่นกฎหมายจราจร ถ้าเมาแล้วขับศาลก็จะเพิ่มโทษ ในเบญจศีลหรือศีล 5 จึงปรากฎอยู่ในกฎหมายที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวันเช่นเดียวกัน

หลักที่ 3 ทางธรรมะบอกเจตนาเป็นเครื่องบ่งชี้กรรม ในภาษากฎหมายบอกกรรมเป็นตัวชี้เจตนา เราจึงเห็นได้ว่าเวลาที่เขียนบทกำหนดโทษจึงต้องคำนึงถึงในเรื่องของเจตนา ประมาท ถ้าไม่เจตนาก็เป็นประมาท ประมาทมากเกินไปก็เลินเล่ออย่างร้ายแรง แต่ถ้าตั้งใจฆ่า คือฆ่าคนโดยเจตนา สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ปรากฎอยู่ในกฎหมายแทบทั้งสิ้น
ในมิติของในธรรมก็มีกฎหมายก็เช่นเดียวกันนั้น ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ วัดถือเป็นนิติบุคคล สามารถถือครองทรัพย์สินได้ ให้เช่า กระทำผิดและถูกฟ้องคดีได้ด้วยเช่นเดียวกัน สำหรับเจ้าอาวาส และไวยาวัจกร ก็ถือเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นการบริหารจัดการวัด คงจะดูแต่เฉพาะหลักธรรมอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ดังนั้นกฎหมายที่เข้ามาในการบริหารจัดการวัดจึงมีอยู่มาก และแน่นอนว่าหลักหนึ่งที่วัดต้องใช้คือ “หลักธรรมาภิบาล” โดยหลักธรรมาภิบาลที่ภาครัฐยึดถือมาโดยตลอด ได้แก่หลักนิติธรรม คุณธรรม ความโปร่งใสตรวจสอบได้ ความรับผิดชอบ หลักการมีส่วนร่วม และหลักความคุ้มค่า ทั้ง 6 หลักนี้สามารถใช้กับวัดได้ด้วยเช่นเดียวกัน

สำหรับบทบาทของกระทรวงยุติธรรมในการบริหารจัดการวัด กระทรวงยุติธรรมมีหน่วยงานในการกำกับดูแลทั้งหมด 10 กรม วัดสามารถที่จะประสานกระทรวงยุติธรรมได้เสมอ แม้หน่วยงานหลักของการบริหารจัดการวัดจะเป็นมหาเถรสมาคมในการดูแลกฎมหาเถรสมาคม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ดูแลในเรื่องของวัดทุกแห่งในประเทศไทย แต่กระทรวงยุติธรรมสามารถที่จะเป็นหน่วยสนับสนุนในการบริหารจัดการวัดในด้านกฎหมายได้ในทุก ๆ มิติ เช่น ถ้าวัดต้องการการพิสูจน์หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรมมีสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ที่จะช่วยเหลือในการทำงานของวัดได้ ในมิติของการไกล่เกลี่ยประนอมหนี้มีหน่วยงานที่ช่วยเหลือดูแลในเรื่องเหล่านี้ คือ กรมบังคับคดีในการไกล่เกลี่ยประนอมหนี้ในชั้นหลังคำพิพากษาหรือกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพที่ช่วยเหลือในการประนีประนอมไกล่เกลี่ยต่าง ๆ ในมิติของการจัดการคดี ถ้าไม่สามารถไกล่เกลี่ย หรือประนีประนอมได้ มีหน่วยงานที่อยู่ในกำกับดูแลที่จะสามารถช่วยเหลือในงานด้านคดีความ ซึ่งถ้าลักษณะไม่ต้องไปถึงชั้นศาล มีสถาบันอนุญาโตตุลาการในการที่จะช่วยในการใช้ยุติธรรมทางเลือกในการช่วยเหลืองานด้านคดี หรือจำเป็นต้องใช้การตรวจสอบในระดับสูงมีกรมสอบสวนคดีพิเศษในการเข้าไปช่วยสืบสวน สอบสวน

นอกจากนี้ กระทรวงยุติธรรมสามารถช่วยเหลือสนับสนุนในการบริหารจัดการวัดได้ คือ การให้องค์ความรู้ทางกฎหมาย ซึ่งหลายหน่วยงานได้ดำเนินการให้องค์ความรู้และช่วยเหลือทางกฎหมาย เช่น สำนักงานกองทุนยุติธรรม ที่ช่วยเหลือในด้านคดีความ การวางหลักประกัน การปล่อยตัวชั่วคราว รวมทั้งการให้ความรู้ทางกฎหมายผ่านศูนย์ยุติธรรมชุมชนที่จะเข้าถึงในระดับชุมชนในการให้ความรู้ในเรื่องเหล่านี้ และในภูมิภาคมีสำนักงานยุติธรรมจังหวัดในการเข้าไปช่วยเหลือดูแล และอีกหน่วยงานที่มีความสำคัญอย่างมาก คือ สำนักงานกิจการยุติธรรมที่ได้จัดกิจกรรมในวันนี้ ในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางธรรม และทางกฎหมายเข้าด้วยกัน ซี่งหน่วยงานเหล่านี้สามารถให้องค์ความรู้ทางกฎหมายเพื่อให้การบริหารจัดการวัดเป็นไปอย่างถูกต้องในหลักทุกด้านที่กล่าวมาในวันนี้ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าว

ทั้งนี้ กิจกรรม “ความรู้คู่วัด เปิดประตูสู่หลักธรรมาภิบาล” ในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีในการเผยแพร่สื่อความรู้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการวัด แลกเปลี่ยนมุมมองและสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการวัดอย่างโปร่งใส มีธรรมาภิบาล และถูกต้องตามกฎหมาย โดยมุ่งหวังว่าจะเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนการสร้างการรับรู้กฎหมาย ให้แก่พระสงฆ์ ไวยาวัจกร และผู้ปฏิบัติงานในวัด ช่วยลดความเสี่ยงจากการกระทำผิดเพราะความไม่รู้กฎหมาย นำไปสู่การบริหารจัดการวัดที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และยังคงไว้ซึ่งศรัทธาของพุทธศาสนิกชนอย่างยั่งยืน โดยภายในงานมีการกล่าวปาฐกถานำ ในหัวข้อ “ความรู้กฎหมายใกล้ตัวกับหลักธรรมาภิบาล” โดยพระมหาอดิเดช สติวโร, ผศ.ดร., ป.ธ.๙, ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร และการเสวนาในหัวข้อ “เปิดประตูสู่หลักธรรมาภิบาลเพื่อการบริหารจัดการวัด” โดยพระมหาอดิเดช สติวโร, ผศ.ดร., ป.ธ.๙, ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร, นางพัชรินทร์ พัดทอง ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อุทัย สติมั่น อาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และไวยาวัจกร วัดใหม่ (ยายแป้น), นางสาวมยุริญ ผ่องผุดพันธ์ นักแสดง, และพันตำรวจโท มนตรี บุณยโยธิน รองผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...