โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ญี่ปุ่นไม่ถอยชูไทยฐานหลักในอาเซียน

ไทยโพสต์

อัพเดต 3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 2.30 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังผันผวน ทั้งจากสงครามการค้า นโยบายประเทศมหาอำนาจ และความไม่แน่นอนรอบด้าน การตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนต่างชาติถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า “ประเทศไหนยังน่าเชื่อถือ” และสำหรับประเทศไทย สัญญาณจากนักลงทุนญี่ปุ่นในเวลานี้ค่อนข้างชัดว่า ไทยยังอยู่ในเรดาร์ และไม่ได้ถูกมองแค่เป็นฐานการผลิตเดิมๆ อีกต่อไป

การหารือระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กับเจโทร และหอการค้าญี่ปุ่น สะท้อนภาพความเชื่อมั่นของนักลงทุนญี่ปุ่นได้ค่อนข้างชัด จากผลสำรวจบริษัทญี่ปุ่นกว่า 520 แห่ง พบว่าหลายบริษัทมองว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีแนวโน้มดีขึ้น หลังซบเซามาหลายไตรมาส โดยแรงหนุนหลักมาจากการฟื้นตัวของการผลิต การบริโภค และการเกิดธุรกิจใหม่ในหลายอุตสาหกรรม

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า “ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง นักลงทุนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย และยึดไทยเป็นฐานการลงทุนหลักในระยะยาว ปัจจุบันมีกว่า 6,000 บริษัททำธุรกิจอยู่ในไทย ในปี 2568 ที่ผ่านมา ตัวเลขการลงทุนจากญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นถึงกว่าเท่าตัว โดยการลงทุนญี่ปุ่นเริ่มเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีใหม่อย่างชัดเจน เช่น รถยนต์ไฮบริดและชิ้นส่วน การประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ชิ้นส่วนอากาศยาน ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพ กิจการดาต้าเซ็นเตอร์ และพลังงานหมุนเวียน”

ทั้งนี้ ตัวเลขการลงทุนยิ่งตอกย้ำภาพนี้ เพราะในปี 2568 การลงทุนจากญี่ปุ่นมีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจากปีก่อน ไม่ใช่แค่ “ลงทุนมากขึ้น” แต่เป็นการลงทุนที่เปลี่ยนทิศทางชัดเจน จากฐานการผลิตแบบดั้งเดิม ไปสู่เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

กลุ่มยานยนต์ยังคงเป็นหัวใจหลัก แต่ไม่ใช่แค่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปเหมือนที่ผ่านมา ญี่ปุ่นกำลังใช้ความเชี่ยวชาญของตนต่อยอดสู่รถยนต์ไฮบริด ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดไทย พร้อมขยายการลงทุนในชิ้นส่วนสำคัญตลอดซัปพลายเชน ตั้งแต่ยางรถยนต์ ระบบส่งกำลัง ไปจนถึงอุปกรณ์แปลงพลังงานสำหรับรถไฟฟ้า ภาพที่เห็นคือญี่ปุ่นไม่ได้แค่ “ตั้งโรงงาน” แต่กำลังช่วยปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยให้ก้าวไปอีกขั้น

ในฝั่งอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า การลงทุนก็ขยายตัวแรงไม่แพ้กัน โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า และอุปกรณ์ความแม่นยำสูง ขณะที่กลุ่มดิจิทัลถือว่าน่าจับตามองมากที่สุด จากมูลค่าการลงทุนเพียงหลักสิบล้านบาทในปีก่อนหน้า กระโดดขึ้นเป็นหลายพันล้านบาทในปีเดียว ส่วนใหญ่เป็นโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล คลาวด์ และเทคโนโลยี AI ซึ่งสะท้อนว่าไทยเริ่มถูกมองเป็นฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาค

แม้โลกจะเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐ หรือปัญหาชายแดนในภูมิภาค แต่ผลสำรวจชี้ว่านักลงทุนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังรับมือสถานการณ์อย่างใจเย็น หลายบริษัทยังไม่เห็นผลกระทบชัดเจน และยังคงเดินหน้ากลยุทธ์เดิม บางส่วนเลือกปรับเส้นทางขนส่งหรือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แทนที่จะชะลอหรือถอนการลงทุน ท่าทีเช่นนี้สะท้อนว่านักลงทุนญี่ปุ่นมองไทยเป็นฐานระยะยาว ไม่ใช่แค่ทางเลือกชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนญี่ปุ่นก็ส่งสัญญาณชัดว่า อยากเห็นประเทศไทยเร่งแก้โจทย์ภายในมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ การจัดการปัญหาหนี้ครัวเรือน การคืนภาษีที่รวดเร็วขึ้น รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เพราะทั้งหมดนี้คือปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การลงทุนเดินหน้าได้อย่างราบรื่น และทำให้เศรษฐกิจไทยแข็งแรงจากภายในจริงๆ

เมื่อมองภาพรวม การเพิ่มขึ้นของการลงทุนจากญี่ปุ่นในครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่ข่าวดีเชิงตัวเลข แต่เป็นสัญญาณว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพ หากสามารถปรับตัวไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโลก คำถามต่อจากนี้อาจไม่ใช่ว่า “ญี่ปุ่นยังเชื่อมั่นไทยหรือไม่” แต่เป็นว่า ไทยจะใช้โอกาสนี้ยกระดับตัวเองจากฐานการผลิต ไปสู่ฐานเศรษฐกิจใหม่ที่แข็งแรงและยั่งยืนได้ทันเวลาหรือเปล่า ซึ่งคำตอบนั้นกำลังถูกทดสอบอยู่ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้านี้เอง.

ณัฐวัฒน์ หาญกล้า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...