ในเวลาสามวันที่ คาร์ริค ปลุกผี
บางคนคิดว่าอาจไม่ใช่เรื่องแปลกกับชัยชนะในเกมฟุตบอลของทีมที่เปลี่ยนโค้ชแต่สำหรับสโมสรสีแดงแห่งหนึ่งที่ยังคงเดินใต้วังวนเดิมๆแล้วต้องถือว่าต่างออกไป อย่างยิ่งกับรูปเกมที่ปรากฎตลอด90นาทีภายในโรงละครแห่งฝัน
การเจอคู่ปรับร่วมเมืองแมนฯซิตี้ก็เป็นปัจจัยชี้นำสำคัญด้วย
ในขณะที่ทีมๆหนึ่งคงเดินหน้าตั้งเป้าคว้าแชมป์ มีการเทงบเสริมทัพต่อเนื่อง เหนืออื่นใดคงมีโค้ชหน้าเก่าที่ชื่อเป๊ป กวาร์ดิโอล่าคุมมาตลอดเกือบทศวรรษเต็ม
กางสถิติออกมาก็พบว่าเป๊ปผ่านกุนซือของแมนฯยูไนเต็ดมาแล้วถึง 5 รายก่อนเป็นคาร์ริค ไล่ตั้งแต่โชเซ่ มูรินโญ่, โอเล่ กุนนาร์ โซลชา, ราล์ฟ รังนิก, เอริค เทน ฮากและล่าสุดรูเบน อโมริม
ใช่ มันสะท้อนคือความต่างและห่างของสองสโมสรในแมนเชสเตอร์ยุคนี้
แต่เมื่อวันเสาร์เป็นอีกอย่าง เป็นเกมๆหนึ่งที่ต่อสู้กันเพื่อสามแต้มและศักดิ์ศรี นานมาแล้วที่ผมไม่ได้ยินเสียงโห่ร้องดังสนั่นอย่างนี้ ก็มีไม่บ่อยด้วยที่จบเกมจะพบการยอมศิโรราบจากชายชื่อเป๊ปออกมา
แน่นอน เครดิตทั้งหมดต้องยกให้คาร์ริค ที่ในเวลาสั้นๆสามวันสามารถทำให้ทีมๆหนึ่งที่ก่อนนี้เคยแพ้คาบ้านให้เอฟเวอร์ตันที่เหลือ10คนตั้งแต่ต้นครึ่งแรก, เสมอเวสต์แฮมกับวูล์ฟส์ สองทีมท้ายตารางไปจนถึงก็เพิ่งกระเด็นตกรอบเอฟเอ คัพต่อไบร์ทตันยกระดับขึ้นมาอย่างเหลือเชื่อ
มันไม่ใช่แค่ชัยชนะบนสกอร์2-0
ทุกรายละเอียดของเกมต่างหากที่คาร์ริคเก็บได้หมด ตั้งแต่การวางแท็กติก เลือกตัวที่เลือกส่งไบรอัน เอ็มบูโม่ยืนหน้าเป้า มีบรูโน่ เฟอร์นานเดสเป็นจอมทัพ ปีกสองข้างวางอาหมัดกับพาทริค ดอร์กู ตรงกลางค็อบบี้ เมนู(คนที่อโมริมไม่เคยชายตา)ปักหลักกับกาซิเมโร่
ตอนมีบอลระบบจะเป็น4-2-3-1แต่ตอนไม่มีบอลตั้งรับจะปรับเป็น4-4-2โดยที่บรูโน่หรือเอ็มโบโม่จะคอยสลับก่อกวนโรดรี้เพราะรู้ว่าเขาคือหัวใจการเซตเกมของแมนฯซิตี้
บางทีฟุตบอลก็ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย แค่รู้ว่าจุดแข็งของเราคืออะไร อ่านให้ออกว่าจุดอ่อนของคู่ต่อสู้อยู่ตรงไหน
อย่าถามว่ามีโอกาสกี่ครั้ง ให้ถามว่าลงสนามด้วยจริงๆหรือ? ในเมื่อตลอดเกมเอร์ลิ่ง ฮาลันด์ได้จับบอลเพียง14ครั้งก่อนโดนเปลี่ยนออกนาที80
ขณะที่เฌเรมี่ โดกูกับอองตวน เซเมนโย่ที่เป็นอาวุธเด็ดก็แทบไม่ได้โชว์อะไรออกมาเลยเพราะแผนที่คาร์ริควางเอาไว้ให้มีตัวคอยช่วยซ้อนตลอดรวมถึงบีบให้ออกข้างเยอะที่สุด
ดังนั้นถึงจะครองบอลน้อยกว่าซึ่งก็ปกติแค่32%แต่ก็เปิดโอกาสให้เพื่อนร่วมเมืองสีฟ้าได้ลุ้นน้อยมาก ค่าxGอ่านได้0.45(น้อยที่สุดอันดับสองใน364เกมที่เป๊ปมาพรีเมียร์ลีก)
"You cheating bastard, You know what you are"เสียงแผดลั่นโจมตีใส่ผู้มาเยือนที่ได้ยินบ่อยจากแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ครั้งที่198
ความหมายก็ชัดเจนที่เราต่างรู้ๆกันอยู่ว่าพวกเขาอยากสื่อสารอะไร
-อีกทุ้มทำนองที่ได้ยินต่อเนื่องตอนสกอร์นำ2-0โดยต้นเสียงมาจากฝั่งสเตรทฟอร์ด เอนด์ก็"It's Carrick, you know"
มันเป็นเพอร์เฟกต์เกมแท้จริงของผีแดง
อันที่จริงคาร์ริคเองมีฝีมืออยู่แล้วในการทำทีม เขาเองเคยขัดตามทัพมาก่อนสั้นๆสามเกมปี2021ซึ่งผลงานก็ยอดเยี่ยม ชนะบียาร์เรอัลของอูไน เอเมรี่, เสมอเชลซีของโธมัส ทูเคิ่ลและชนะอาร์เซน่อลภายใต้มิเกล อาร์เตต้า
มาเกมแรกของรอบสองก็สยบเป๊ปราบคาบ
ตอนไปคุมโบโร่ในแชมเปี้ยนชิพก็ทำให้ทีมไปเพลย์ออฟได้มาแล้ว แม้สุดท้ายจะอกหักก็ตามแต่คนใกล้ชิดก็จะรู้ดีถึงขีดความสามารถของคาร์ริค
"ผมดู(แมนฯยูไนเต็ด)เยอะมาก ผมกับครอบครัวคงถือตั๋วปีสโมสรอยู่ พวกเราก็มักจะมาดูในสนามกัน คุณจะเห็นนักเตะว่าเล่นยังไง"เจ้าตัวให้สัมภาษณ์บนรอยยิ้มหลังเกม
ถูกต้อง ออกสตาร์ทได้ช่างเร้าใจแต่ในฟุตบอลนั้นความสม่ำเสมอเป็นอะไรที่ยากที่สุด หากคารืริคทำได้ก็มีโอกาสเช่นกันที่จะได้สัญญายาว
ปัญหาของแมนฯยูไนเต็ดมีให้แก้เยอะกว่าแค่ตัวโค้ชแน่นอน
แต่ตอนนี้มันมีความหวังแล้ว มีคนเข้ามาจุดประกายให้เห็นว่าทีมสีแดงทีมหนึ่งจะเล่นให้ดีก็เล่นได้ ชนะในเกมและใจแฟนบอล
"ไก่ป่า"