โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘เกลียดสิ่งใดได้สิ่งนั้น’ วิบากกรรม ‘ส้ม-เขียว-ฟ้า’ ในกรงขังฝ่ายค้าน?

ไทยโพสต์

อัพเดต 22 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 19.54 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ท่ามกลางฝุ่นตลบหลังการเลือกตั้ง ทิศทางลมของการจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้เริ่มถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อสมการอำนาจถูกมองว่าอาจพุ่งเป้าไปที่การจับมือกันระหว่าง พรรคภูมิใจไทย และ พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายสำนักข่าวต่างหยิบยกขึ้นมาวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ล่วงหน้า

ยิ่งเมื่อรวมพรรคเล็กพรรคน้อยที่พร้อมจะกระโดดร่วมวงไพบูลย์เข้าไปด้วย ตัวเลขเสียงสนับสนุนก็ขยับเข้าใกล้ 300 เสียงอย่างไม่ยากเย็น ทิ้งให้ที่นั่งฝั่งตรงข้ามกลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่าสำหรับ "คนสอบตก" ตำแหน่งรัฐมนตรี ที่ทำได้แค่ยืนมองตาปริบๆ

แม้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะยังคงรักษาเชิงด้วยการปฏิเสธข่าวปิดดีลต้องรอการรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ภาพทางการเมืองถูกพูดถึงล่วงหน้าไปไกลกว่านั้นแล้ว เมื่อฝั่งหนึ่งเริ่มเห็นเค้าโครงอำนาจชัดเจน อีกฝั่งที่เหลือจึงถูกจัดตำแหน่งที่นั่งตามไปโดยปริยายแบบไม่ต้องรอถามความสมัครใจ

หากสูตรภูมิใจไทย-เพื่อไทยลงตัวจริง และเมื่อรวมพรรคขนาดเล็กเข้าไปจนเสียงขยับแตะระดับเกือบ 300 พรรคฝ่ายค้านหลักที่เหลือนอกสมการอำนาจก็หนีไม่พ้นสามพรรคใหญ่ คือ พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคกล้าธรรม หรือที่ถูกเรียกกันสั้น ๆ ว่า ส้ม ฟ้า และเขียว

ในบรรดาสามพรรคนี้ พรรคประชาชน (ส้ม) คือรายที่เคยออกมาป่าวประกาศเจื้อยแจ้วด้วยวลีสุดโก้เก๋อย่าง “มีเรา ไม่มีเทา” ซึ่งเป็นประโยคขายฝันชั้นดีที่ถูกหยิบมาปั่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าบนเวทีหาเสียง ราวกับจะบอกเป็นนัยว่าตนเองนั้นช่างสะอาดบริสุทธิ์เหนือใครในปฐพี

คำว่า “เทา” แม้คนพูดจะไม่เคยกล้าเอ่ยชื่อใครตรง ๆ แต่ในทางการเมืองทุกคนต่างก็รู้แกวกันดีว่ากำลังพาดพิงถึงภาพลักษณ์แบบใด และจงใจวาดภาพใครไว้ในเงามืดของคำประณามนั้น เพื่อเรียกเรตติ้งความสะอาดให้ตัวเองดูเด่นกว่าคนอื่น

ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ (ฟ้า) ก็โชว์จุดยืนที่ดูเหมือนจะถอยไม่ได้ ด้วยการประกาศกร้าวว่า หากพรรคกล้าธรรมเข้าไปอยู่ในรัฐบาลชุดไหน จะไม่มีชื่อของประชาธิปัตย์ร่วมวงชุดนั้นเด็ดขาด เป็นการขีดเส้นใต้เน้นๆ ด้วยสีฟ้าตามสไตล์พรรคเก่าแก่ เพื่อประกาศศักดิ์ศรีแบบสุดตัวว่าข้ามาเหนือกว่าใคร

ส่วน พรรคกล้าธรรม (เขียว) ภายใต้การนำของ ธรรมนัส พรหมเผ่า แม้ในทางข้อเท็จจริงจะยังมีสถานะเป็นเพียงข้อกล่าวหา แต่ก็หนีไม่พ้นที่จะถูกฝ่ายตรงข้ามหยิบยกประเด็นเรื่องภาพลักษณ์ "สีเทา" มาใช้โจมตีเพื่อหวังผลทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง

ภาพก่อนการเลือกตั้งจึงชัดเจนมาก คือส้มพยายามตั้งระยะห่างใส่ ฟ้าก็พยายามกำหนดเงื่อนไขรังเกียจ และเขียวก็ถูกวางไว้ในจุดที่ใครๆ ก็ทำท่าเหมือนไม่อยากจะเฉียดเข้าไปใกล้

แต่ความจริงที่แสนเจ็บปวดคือ การเมืองหลังเลือกตั้งไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยวาทกรรมสวยหรูหรือคำสัญญาที่เคยลั่นไว้กับแฟนคลับ เมื่อแกนรัฐบาลเริ่มนิ่งที่ภูมิใจไทยกับเพื่อไทย พรรคที่เคยประกาศ 'ไม่ขอร่วมสังฆกรรม' กันอย่างแข็งกร้าว จึงถูกคาดการณ์ให้กลายเป็นฝ่ายค้านรวมชุด ส้ม ฟ้า และเขียว ในทันที

ที่น่าตลกคือ หากภาพนี้เกิดขึ้นจริง งานนี้ไม่มีใครต้องออกแถลงการณ์ร่วมกัน ไม่ต้องฝืนยิ้มจับมือโชว์หน้ากล้องให้เขินอาย แต่ตำแหน่งที่นั่งในสภาจะเป็นตัวจัดระเบียบสังคมให้บรรดาพรรคการเมืองเหล่านี้เองโดยอัตโนมัติ

พรรคที่เคยตะโกนหล่อว่า “มีเรา ไม่มีเทา” วันหนึ่งอาจต้องเดินเข้าห้องประชุมไปนั่งอภิปรายไหล่เบียดไหล่กับพรรคที่ตัวเองเคยนิยามว่าสีเทา ส่วนพรรคที่เคยสะบัดบ็อบใส่กล้าธรรม ก็อาจจะต้องถูกเหวี่ยงไปนั่งรวมกลุ่ม "ฝ่ายค้าน" แถวเดียวกันอย่างเลี่ยงไม่ได้

วลีที่ว่า “เกลียดสิ่งใดได้สิ่งนั้น” จึงถูกหยิบมาใช้ในบริบทนี้ได้อย่างเห็นภาพที่สุด เพราะความ "ไม่เอา" ในวันนั้น กำลังจะกลายเป็นความ "ต้องอยู่ด้วยกัน" ในวันนี้

หากฉากทัศน์ฝ่ายค้านสามสีนี้กลายเป็นเรื่องจริง ประเด็นสำคัญจะไม่ได้อยู่ที่จุดยืนเดิม แต่อยู่ที่ "ภาพจำใหม่" ที่ประชาชนจะเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกการประชุมสภา เพราะทุกญัตติที่ฝ่ายค้านเสนอ จะมีชื่อของส้ม ฟ้า และเขียว ปรากฏอยู่ร่วมกันอย่างเลี่ยงไม่ได้

คำพูดช่วงหาเสียงที่เคย เจื้อยแจ้ว ว่า “มีเรา ไม่มีเทา” อาจกลายเป็นสิ่งที่คอยสะกิดใจทุกครั้งที่เห็นการนั่งทำงานร่วมกัน ความมั่นใจบนเวทีหาเสียงจึงต้องถูกแทนที่ด้วยความจำใจในแถวที่นั่งเดียวกัน เมื่อสถานการณ์บังคับให้พรรคที่เคยอยู่คนละมุม ต้องถูกมัดรวมกันในฐานะพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยที่ต่างฝ่ายต่างอาจยังไม่พร้อมจะเรียกกันว่าพันธมิตรได้อย่างเต็มปาก

ประชาชนจำได้ดีว่าใครเคย "แสดงจุดยืน" ต่อใครไว้บ้าง และเขากำลังรอดูว่าเมื่อถึงคราวต้อง "ปรับท่าที" เพื่อทำงานร่วมกันในสภา วาทกรรมสวยหรูเหล่านั้นจะถูกนำมาเปรียบเทียบกับภาพความจริงที่ปรากฏอย่างไร

“เกลียดสิ่งใดได้สิ่งนั้น” จึงเป็นบทสรุปที่สะท้อนความจริงของการเมืองได้ชัดเจนที่สุด เมื่อเค้กรัฐบาลถูกจัดสรรเสร็จสิ้น ฝ่ายที่เหลือซึ่งเคยประกาศระยะห่างต่อกัน ก็ต้องมาอยู่รวมกันอีกด้านหนึ่ง และคำว่า “ไม่เอา” จากวันหาเสียง ก็จะปรากฏเคียงคู่ไปกับภาพการนั่งทำงานในแถวเดียวกันอย่างเลี่ยงไม่ได้… ตลอดอายุสภาชุดนี้.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...