โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท่องเที่ยว

สัมผัส “รสแท้” แห่ง “สงขลา” รสชาติจาก “พหุวัฒนธรรม”

เดลินิวส์

อัพเดต 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
ไม่ใช่แค่เพราะอาหารอร่อย แต่เป็นเพราะ

เมื่อความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติมาบรรจบกับวิถีพหุวัฒนธรรม ไทย-พุทธ, ไทย-มุสลิม (มลายู) และไทย-จีน โดยเฉพาะฮกเกี้ยน แต้จิ๋ว และไหหลำ นำมาสู่ The Real taste of Songkhla” ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานหาดใหญ่ แคมเปญที่เชิญชวนนักท่องเที่ยวให้มาลิ้ม มาชิม มาลอง มาสัมผัสรสชาติของสงขลาที่แท้จริง อาหารที่มีฉากหลังเป็นวัฒนธรรมของ 3 เชื้อชาติซึ่งหลอมรวมอยู่ด้วยกันอย่างลงตัว

ต้นกำเนิดของวัตถุดิบของสงขลาล้วนมาจาก “โหนด-นา-เล” ระบบนิเวศที่หล่อเลี้ยงชาวสงขลา “โหนด” หมายถึง ต้นตาลโตนด ย่านคาบสมุทรสทิงพระและระโนดมีต้นตาลโตนดหนาแน่นที่สุดในประเทศไทย ชาวบ้านจะปีนพะองขึ้นไปเก็บน้ำตาลสดจากจั่นตาล แล้วนำมาเคี่ยวจนเป็นน้ำตาลโตนดผึ้ง หรือน้ำตาลปึก รสหวานนวล หอมลึก และมีรสฝาดนิด ๆ ปลายลิ้นเป็นตัวชูรสในแกงส้มปักษ์ใต้ ทั้งยังเป็นส่วนประกอบของเมนูอาหารคาว-หวานอื่นอีกมากมาย

นา” หมายรวมถึงผืนนาพื้นที่ราบลุ่มรอบทะเลสาบคือแหล่งปลูกข้าวซึ่งเป็นตัวเชื่อมโยงวัฒนธรรมไทย-มุสลิม “เล” หมายถึง ทะเลสาบและอ่าวไทย ความที่มีทั้ง “เลนอก” คือ อ่าวไทย และ "เลใน" คือทะเลสาบสงขลา ทำให้มีวัตถุดิบทางทะเลที่หลากหลายที่สุดแห่งหนึ่ง และระบบนิเวศน้ำกร่อยหรือที่เรียกว่า “สามน้ำ” ทำให้สัตว์น้ำมีสารอาหารสมบูรณ์ เนื้อแน่นและรสชาติดี

“เกาะยอ” ถือเป็นตู้กับข้าวธรรมชาติที่พิเศษที่สุดของสงขลา เพราะความที่ตั้งอยู่กลางทะเลสาบสงขลาตอนล่าง ทำให้เป็นแหล่งกำเนิดวัตถุดิบระดับพรีเมียม โดยมีร้านอาหาร “ชาร์ม เกาะยอ” เป็นหนึ่งในตัวแทนที่นำเสนอความพิเศษของวัตถุดิบในแบบพรีเมียมที่ผ่านการปรุงอย่างประณีต เริ่มตั้งแต่ เมี่ยงชาร์ม เมนูเรียกน้ำย่อยที่ใช้เนื้อกุ้งและปูคำโต วางบนใบชะพลูพร้อมเครื่องเคียงเมี่ยงคำ ก่อนจะตามมาด้วยเมนูเด็ด แกงส้มปลากะพงยอดมะพร้าว แกงส้มรสจัดจ้านตามแบบฉบับคนใต้แท้ ๆ ชูรสด้วยความสดของปลากะพงเกาะยอ แก้เผ็ดด้วย หมึกไข่ผัดน้ำดำ ที่ใช้ปลาหมึกสด ๆ ไข่แน่น ๆ ผัดกับน้ำหมึกจนเข้มข้น ขาดไม่ได้เลยคือ ยำสาหร่ายผมนาง หรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่า "ยำสาย" เมนูที่เป็นจิตวิญญาณของเกาะยออย่างแท้จริงเพราะรวบรวมวัตถุดิบจาก โหนด-นา-เล มาไว้ในจานเดียว ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของจังหวัดสงขลา

รอบ ๆ เกาะยอยังมีร้านอาหารสไตล์โลคอลอีกหลายแห่ง ซึ่งล้วนแล้วแต่นำวัตถุดิบอันอุดมสมบูรณ์ของทะเลสาบสงขลามารังสรรค์เป็นอาหารจานเด็ด บอกได้เลยว่าเด็ดทุกร้าน เพราะความสดของปูดำ หรือปูทะเลในแกงส้มที่ใส่มาแบบจริงใจทั้งตัวตั้งแต่กระดองยันครีบ แล้วยังมีหอยหวาน หอยนางรม ปลาหมึก แมงดาทะเล ปลากระพง รวมไปถึงเมนูเฉพาะถิ่นอย่าง “ปลาขี้ตัง” ที่สามารถนำมาทำได้ทั้งต้มส้มและแกงส้ม คนสงขลาถือว่าเป็นวัตถุดิบระดับพรีเมียม เพราะความมัน เนื้อนุ่ม และละเอียด ความที่อยู่ในน้ำกร่อยทำให้เนื้อไม่มีกลิ่นคาวโคลน

เรื่องราวอาหารของคนสงขลายังไม่หมดเท่านั้น วิถีโหนด-นา-เล ถูกนำมาบอกเล่าให้เข้าใจในภูมิปัญญาผ่าน “ศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิต โหนด-นา-เล” พื้นที่เล็ก ๆ ในสทิงพระที่มีต้นตาลยืนตระหง่านอยู่กลางทางนาเบื้องหลัง ขณะที่นาที่อยู่ด้านล่างมีการปลูกข้าวสลับสับเปลี่ยนตลอดทั้งปี ฝั่งติดถนนด้านหน้าคือพื้นที่ที่ทำให้วัตถุดิบเหล่านั้นกลายเป็นอาหารจานเด็ด โดยเปิดโอกาสให้ผู้มาเยี่ยมเยือนได้ชม ชิม และลองลงมือทำ

เริ่มตั้งแต่ชมการสาธิตการเก็บน้ำตาล พร้อมฟังเรื่องเล่าของคนปาดตาลที่ขึ้นตาลมาตั้งแต่หนุ่ม ๆ ต่อเนื่องยาวนานมากว่า 50 ปี ที่วันนี้อาศัยรายได้จากการเก็บน้ำตาลปีละ 100 ปี๊บต่อปี น้ำตาลจากต้นตาลในแบบวิถีคนสทิงพระจะถูกนำมาแปรรูปด้วยการเคี่ยวจนเป็นน้ำเหนียวข้นสีน้ำตาลที่เรียกว่า “น้ำผึ้ง” และเก็บไว้แบบนั้นจนเมื่อต้องการทำน้ำตาลปึกจึงค่อยนำมากวน ซึ่งจะทำให้ใช้เวลาเพียง 20 นาทีก็สามารถหยอดใส่พิมพ์ที่ทำจากใบตาลเป็นขอบกลมบางขนาดใหญ่กว่าเหรียญ 10 บาทเล็กน้อยทำให้มีชื่อว่า “น้ำตาลแว่น” อีกอย่าง

ไม่ใช่แค่การแปรรูปน้ำตาลแต่เรื่องราวของน้ำตาลปึกยังถูกนำมาเล่าต่อผ่านเมนูอาหาคาวหวาน ทั้งขนมตาล ขนมปำจี คล้ายกับท้องม้วนสดแต่มีไส้เป็นมะพร้าวขูดด้วย ยำหัวโหนด ที่นำลูกตาลอ่อนก่อนจะมีเมล็ดเป็นลูกตาลแบบที่เราคุ้นเคยด้านใน มาซอยละเอียดแล้วนำมาคลุกเคล้าหมักกับน้ำส้มตาลโตนด ที่ได้จากการปล่อยน้ำตาลสดให้กลายสภาพเป็นน้ำส้มด้วยการวางทิ้งไว้ราว 7 วัน ทำให้รสเปรี้ยวที่ได้กลมกล่อม

ก่อนจะอิ่มอร่อยกับเมนูพื้นบ้าน แทรกด้วยการลงนาเรียนรู้การเกี่ยวข้าวแบบคนใต้ดั้งเดิม ที่ใช้ “เกะ” แผ่นไม้เล็ก ๆ ที่ฝังใบมีดไว้และมีด้ามเป็นไม้ไผ่ขนาดพอดีมือ เพียงขยับนิ้วให้ถูกทิศรวงข้าวก็จะอยู่ในมือ เป็นการเกี่ยวทีละรวงทำให้ไม่มีเมล็ดข้าวร่วงหล่น จากนั้นจึงผูกเป็นกำเพื่อเก็บในยุ้ง ส่วนวิถีเลนั้นต้องตื่นแต่เช้าเพื่อออกเรือไปยกไซกุ้ง

รสชาติแห่งสงขลายังไม่หมดเท่านั้นในเขตเมืองเก่าสงขลาถือเป็นแหล่งอาหารพื้นเมืองที่ห้ามพลาด เริ่มต้นตั้งแต่ “แป้งแดง” ปลาหมักสูตรโบราณที่มีสีแดงชมพูสวยงาม วิธีถนอมอาหารของคนสงขลาเพราะในสมัยก่อนปลาในทะเลมีมากจนเหลือกินเหลือใช้ โดยเฉพาะปลาเล็ก ๆ ที่มักติดอวนมาอย่างปลาแมวหรือปลาโคบ คนโบราณจึงคิดค้นการหมักเพื่อเก็บไว้กินได้นาน ๆ แต่ปัจจุบันใช้เนื้อปลากระพงแทน และบางคนก็ใช้เนื้อหมู นำมาหมักกับข้าสวยผสมข้าวเหนียว น้ำตาลโตนด เกลือ ลูกแป้ง และวัตถุดิบสำคัญคือ “ข้าวแดง” หรือ “อังกั๊ก” หน้าตาคล้ายเมล็ดข้าวเคลือบสีแดง เป็นสมุนไพรจีนที่ช่วยให้เกิดกระบวนการหมักและให้สีแดงสวยโดยไม่ต้องพึ่งสีผสมอาหาร ใช้เวลาหมักประมาณ 15 วัน จึงจะเริ่มนำมาปรุงอาหารได้ แต่หากในถังหมักมีเชื้อเก่าเหลืออยู่ จะช่วยย่นระยะเวลาให้เร็วขึ้นเหลือประมาณ 10 วัน เมื่อหมักได้ที่เนื้อปลาจะค่อย ๆ ย่อยสลายจนกลมกลืนไปกับตัวแป้ง

คนสงขลามักจะไม่กินแป้งแดงดิบ ๆ แต่จะนำมาปรุงเป็นเมนูยอดฮิตอย่างแป้งแดงหลน แป้งแดงนึ่งคล้ายไข่ตุ๋น แป้งแดงทอดใส่ไข่ หรือนำไปผัดกับหมูสามชั้น นิยมทานคู่กับใบชะพลู เหมือนเมี่ยง หรือทานกับผักสดและข้าวสวยร้อน ๆ หรือข้าวต้มในสูตรชาวจีน

ไปต่อที่ “ร้านเกียดฟั่ง (โกยาว)” เจ้าของตำรับข้าวสตูแห่งถนนนางงามที่เปิดมานานกว่า 80 ปี "ข้าวสตู" เป็นการผสมผสานวัฒนธรรมอาหารอังกฤษอย่างสตู เข้ากับรสชาติแบบจีนและวัตถุดิบไทย น้ำซุปหอมกลมกล่อมจึงมีเครื่องเทศแบบจีนเป็นส่วนประกอบ ทานคู่กับน้ำจิ้มสูตรเด็ด เพิ่มเติมด้วยซาลาเปาลูกยักษ์ไส้แน่น ที่มีที่มาจากคนสมัยก่อนที่ต้องพกเสบียงติดตัวยามเดินทางแบบกินง่าย อิ่มท้อง และที่สำคัญราคาถูก เพราะความเป็นเมืองท่าเก่าที่มักมีลูกเรือประมง

ไม่ไกลกันคือ “ร้านแต้เฮี้ยงอิ้ว” ร้านอาหารไทย-จีนเก่าแก่ที่เปิดมาในเวลาใกล้เคียงกัน อาหารที่นี่ยังคงรสชาติแบบดั้งเดิมทั้งยำมะม่วง แทบทุกโต๊ะต้องสั่ง มะม่วงสับละเอียด กรอบ ไม่เปรี้ยว ยำรสชาติกลมกล่อม ต้มยำแห้งปลากะพง ใช้ปลากะพงขาวจากทะเลสาบสงขลาที่เนื้อสดและหวาน นำมาผัดกับ เครื่องต้มยำจนแห้งเข้าเนื้อ รสชาติเข้มข้นแต่ไม่เผ็ดโดด นอกจากนี้ยังมีกุ้งแม่น้ำทอดกระเทียม ต้มส้มปลากะพง และเนื้อปูผัดพริกขี้หนูสวนที่ห้ามพลาด

ไม่ใช่ของคาวบนถนนนางงามยังมีร้านขนมไทยแทรกคั่นอยู่หลายร้าน โดยมีชุมชนเก้าห้องเป็นแหล่งผลิตขนมดั้งเดิม ในสมัยก่อนช่วงเทศกาลงานมงคลหรือตรุษจีน บ้านในเก้าห้องจะคึกคักมากกับการทำขนมมงคลอย่างทองเอกและสัมปันนี เพราะคนสงขลานิยมใช้ในงานบุญและงานมงคลต่าง ๆ วันนี้มี “บ้านจงดี” เป็นหนึ่งในร้านที่ยังคงรักษารสสัมผัสแบบดั้งเดิมไว้ ขนมทองเอกเนื้อเนียนนุ่ม หอมควันเทียนและกะทิสด ปิดทองคำเปลวแท้ และขนมสัมปันนีที่เป็น Signature เพิ่งเพิ่มเติมสูตรใหม่ที่ใช้น้ำตาลโตนดวัตถุดิบพื้นถิ่นมาให้ความหวานแทน รสชาติหวานน้อย ละมุน ทำให้ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว

บนถนนนางงามยังมี ไอศกรีมยิว (จิ่นกั้วหยวน) ร้านไอศกรีมที่มีประวัติยาวนานกว่า 90 ปี กับเมนูเด็ดไอศกรีมใส่ไข่ ขนมไข่ป้าหยอด ที่ยังใช้เตาถ่าน ขนมบอก ขนมพื้นบ้านที่ชื่อเรียกตามอุปกรณ์การทำ เพราะนึ่งในไม้ไผ่หรือท่อสแตนเลสทรงกระบอก ขนมค้างคาว ร้านแม่ฉวี ของว่างโบราณของชาวสงขลา ขนมเปี๊ยะเก้าห้อง ที่ทำแบบดั้งเดิม แป้งบางซ้อนเป็นชั้น ๆ ไส้แน่นและหอม ขนมกอจี้ หรือขนมคอเป็ด แป้งทอดเคลือบด้วยน้ำตาลโตนดเคี่ยวจนเหนียวข้น โรยด้วยงาขาว ขนมพิม หรือขนมรังผึ้งโบราณ เนื้อหนึบ มีความหอมมันของกะทิสดและน้ำตาลโตนด แอบกระซิบหากไปให้ถูกช่วงเวลายังมี “มะม่วงเบาแช่อิ่ม” รสจัดจ้านอีกอย่างด้วย

อยากรู้ว่า “The Real taste of Songkhla” ยังมีเมนูอะไรที่ห้ามพลาด มีพิกัดไหนที่ต้องไปลิ้มลองอีกบ้าง สอบถามที่ ททท.สำนักงานหาดใหญ่ โทร. 074-231055, 074-238518, 074-243747 หรือติดตามทาง Facebook : TAT Hatyai - ททท. สำนักงานหาดใหญ่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...