เลือกตั้ง ‘โมฆะ’ หรือไม่ : รุ่นใหญ่เขาใส่กัน!
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้บรรยายหัวข้อ ถอดรหัสภาวะผู้นำ-กรณีศึกษาอดีตนายกรัฐมนตรีไทย ภายใต้หลักสูตรวิทยาการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง หรือ วบส.รุ่น 14 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
ช่วงหนึ่งหลังจากนายวิษณุบรรยายหัวข้อหลักจบและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนหลักสูตรนี้ได้มีโอกาสถามตอบและพูดคุยกัน โดยมีหลายคำถามแสดงความห่วงใยสถานการณ์การเมืองที่ยังไม่นิ่งหลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะประเด็นการเลือกตั้งที่อาจเป็นโมฆะจากกรณีการพิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้งและสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงตัวผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ ซึ่งอาจส่งผลให้ผลการลงคะแนนไม่เป็นความลับ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ นายวิษณุตอบคำถามประเด็นนี้ โดยระบุว่า การตีความกฎหมายเรื่องนี้เกิดขึ้นได้ 2 แนวทาง
แนวทางที่ 1 ผลการลงคะแนนเลือกตั้ง “ไม่ลับ” กกต. ทำผิดและขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะบาร์โค้ดทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ออกเสียงอย่างไร ซึ่งถือว่าไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่กำหนดให้การเลือกตั้งใช้วิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ
แนวทางที่ 2 ผลการลงคะแนนยังเป็นไปในทาง “ลับ” เพราะลับหรือไม่ลับ พิจารณาจากตอนกากบาทลงคะแนนในคูหา ไม่ได้ไปดูกันภายหลัง ซึ่งกรณีบาร์โค้ดจะไม่เหมือนกับการเลือกตั้งปี 2549 ซึ่งตั้งหีบหันไปในทิศทางที่ทำให้บุคคลที่ผ่านไปมาเห็นผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งลงคะแนน นั่นหมายความว่า ครั้งนั้นได้สร้างบรรทัดฐาน โดยยึดเหตุการณ์ระหว่างกากบาทว่าต้องเป็นความลับ
นายวิษณุขยายความต่อว่า หากถามความเห็นส่วนตัว ซึ่งผมอาจจะผิด ผมเห็นด้วยกับแนวทางที่ 1 ว่า “ไม่ได้ลับ” เพราะมันสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถ้าจะทำ ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือ มันมีโอกาสรู้ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ก็ไม่ใช่ความลับ คำว่าลับในรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ที่ระบุว่า การเลือกตั้งต้องทำโดยตรงและลับ มันไม่ได้หมายความว่าเป็นความลับตอนไหน แต่มันหมายความว่า ต้องเป็นความลับตลอดเวลา คือ เป็นความลับไปกับโลกนี้เลย ถึงเรียกว่าลับ ถ้าลับแบบหลังจากเลือกไปแล้วอีก 2 เดือน มาเปิดดูกันได้ แล้วก็รู้กันว่าใครนั้น ถือว่าได้เลือกตั้งโดยลับไปแล้ว พูดแบบนั้น พูดไม่ได้ เพราะว่ามันถูกเปิดเผยออกมาแล้ว
นายวิษณุระบุว่า ถ้าคดีนี้ไปขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ เขาจะพิสูจน์ด้วยการที่หยิบบัตรเลือกตั้งมา 1 ใบ ที่มีบาร์โค้ด และเอาบาร์โค้ดไปเทียบกับต้นขั้ว เอาต้นขั้วไปเทียบกับบัญชีรายชื่อ ชื่อออกมาแล้วว่า “นาย ก.” ก็แสดงว่า “ไม่ลับ” แล้ว
โดยนายวิษณุย้ำก่อนจบประเด็นนี้ว่า เป็นความเห็นส่วนตัวของผม ซึ่งอาจจะผิดก็ได้ จากนั้นมีผู้เรียนถามต่อว่า หากเป็นแบบนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้มีโอกาสเป็นโมฆะหรือไม่ นายวิษณุ ตอบว่า “ผมตอบไม่ได้ และไม่กล้าจะคาดเดาด้วย” คนที่ถามผมเมื่อสักครู่ว่าลับหรือไม่ลับ ผมก็เห็นว่ามัน “ไม่ลับ” หากการลงคะแนนไม่ลับแล้ว ก็อยู่ที่ กกต. ว่าจะสั่งอย่างไร หาก กกต. เห็นว่า “ไม่ลับ” ก็ออกได้ทางเดียว คือ สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ จะบางเขตไม่ได้ เพราะบัตรเลือกตั้งมันเหมือนกันทั้งประเทศ
เมื่อปี 2549 เราได้สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศมาแล้วครั้งหนึ่ง จากกรณีจัดคูหาเลือกตั้งให้คนเดินผ่านแล้วมองเห็น ซึ่งครั้งนั้นการจัดคูหาแบบนั้นไม่ได้จัดทั้งประเทศ จัดเพียงบางแห่งเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้น กกต. ก็ได้สั่งให้เลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ เสียเงินกี่พันกี่หมื่นล้านก็ต้องทำ
ถ้า กกต. ไม่อยากสั่งให้เลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ ก็ออกได้ทางเดียว คือ ที่ว่าการลงคะแนนเป็นความลับ หมายถึง “ลับ” ตอนกาบัตรเลือกตั้ง ส่วนหลังจากนั้นไม่ลับอย่างที่ได้ตอบไป
นายวิษณุกล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ขาดอย่างไร ผมไม่กล้าฟันธง แต่จะมาบอกว่าเอาแค่ กกต. รับผิดไปก็แล้วกัน มันจะไม่เป็นแบบนั้น เพราะคดีเมื่อปี 2549 โดนหลายเด้ง ทั้งการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ และ กกต. ต้องรับผิด แล้วก็ติดคุกกันไป ครั้งนี้ผมไม่แน่ใจว่าจะให้ กกต. ติดคุกหรือไม่ แต่ก็มีส่วนรับผิดชอบเพราะว่า บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดผ่านความเห็นชอบจาก กกต. แล้ว
ต่อมา ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “ประเทศไทยมีกูรูมากมาย มีเรื่องอะไรก็ออกมาให้ความเห็นกันอย่างแพร่หลาย” เนื้อหาระบุว่า ผมขอออกตัวเสียก่อนว่าไม่ใช่กูรู และผมไม่เชื่อกูรูคนใดทั้งสิ้น เชื่อกาลามสูตรของพระพุทธเจ้า ทรงสอนว่า อย่าเชื่อข่าวลือ อย่าเชื่อตรรกะ อย่าเชื่อตำรา อย่าเชื่อเพราะเป็นกูรู (ครู) อย่าเชื่อเพราะเป็นศาสดา ฯลฯ แต่ให้เชื่อเมื่อพิจารณาด้วยปัญญาจนรู้ได้ด้วยตนเองว่าสิ่งนั้นดีหรือชั่ว เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษ
นายบวรศักดิ์กล่าวว่า เรื่อง QR Code และบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง กูรูหลายคนให้ความเห็นว่าขัดต่อหลักในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 85 ที่บัญญัติว่าการเลือกตั้ง สส. “ให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยโดยตรงและลับ” กูรูบางคนไปไกลเข้าทำนองเหาะเกินลงกาว่าลับ-หมายถึงลับทั้งโลกไม่ให้มีใครรู้เลยทั้งโลก
“ในฐานะที่เป็นผู้สอนวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายมหาชนมา 40 ปี ผมก็ต้องมานั่งทบทวนความรู้ของตัวเองว่าอะไรคือการเลือกตั้งโดยลับ secret vote การเลือกตั้งในอดีตเป็นการเลือกตั้งแบบเปิดเผย ยกมือกันในเวลาเลือกตั้ง ต่อมาออสเตรเลียเป็นประเทศแรกที่ให้ลงคะแนนโดยลับในปี ค.ศ.1850 ต่อมาขยายไปอังกฤษในปี 1872 และไปสหรัฐอเมริกาในปี 1884 และ 1891 จนเป็นหลักสากลที่นำไปบัญญัติไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญไทย ฉบับ พ.ศ.2490 เป็นครั้งแรก โดยก่อนหน้านั้นอยู่ในกฎหมายเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี 2475 สังเกตให้ดีนะครับว่าสามประเทศที่เริ่มการเลือกตั้งโดยลับ คือ ออสเตรเลีย อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา” นายบวรศักดิ์กล่าว
และระบุอีกว่า การเลือกตั้งโดยลับมีวัตถุประสงค์เพื่อความเป็นอิสระและคุ้มครองเสรีภาพของผู้เลือกตั้ง ในการเลือกคนที่รัก พรรคที่ชอบ (freedom of choice) คุ้มครองเสรีภาพในความคิดและเสรีภาพทางการเมือง และยังสร้างความชอบธรรมให้เกิดขึ้นแก่ความเป็นผู้แทนราษฎรของผู้ได้รับเลือกตั้ง ทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นในระบอบการเมือง การคุ้มครองความเป็นอิสระและเสรีภาพเหล่านี้ ก็เพื่อไม่ให้ผู้เลือกตั้งตกอยู่ภายใต้อิทธิพล อำนาจมืด อำนาจเงินของผู้สมัครรับเลือกตั้งและพรรคการเมือง คุ้มครองผู้เลือกตั้ง ให้พ้นจากความกลัวและการคุกคามของผู้สมัครและพรรคการเมือง แต่การเมืองที่แข่งขันกันสูง ผู้สมัครและพรรคการเมืองต่างประเทศและในประเทศไทย ก็อาจใช้วิธีการทุกชนิดเพื่อให้ตนได้รับเลือกตั้ง วิธีการเหล่านั้นจะทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม (free and fair election) ซึ่งเป็นหน้าที่ของ กกต. ที่ต้องทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
ตัวอย่างเช่นในการเลือกตั้งเมื่อปี 2500 พรรคเสรีมนังคศิลาชนะเลือกตั้ง โดยวิธีการเอาบัตรเลือกตั้งที่กาเองไปใส่ลงในหีบเลือกตั้ง ซึ่งเป็นที่มาของคำว่าไพ่ไฟ หรือขนคนให้ย้ายคนให้ย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาในเขตเลือกตั้งที่ตัวเองอาจแพ้ เพื่อลงคะแนนให้ตนเอง ซึ่งเรียกว่าพลร่ม การเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านมาสิบกว่าปีก็มีข่าวว่าในจังหวัดหนึ่งใกล้กรุงเทพฯ มีการเอาบัตรเลือกตั้งไปใส่หีบในหน่วยเลือกตั้งที่คนเลือกตั้งน้อยเมื่อใส่ลงไปในหีบแล้ว ไพ่ไฟ ของผู้โกงเลือกตั้ง กับบัตรดีที่ผู้เลือกตั้งใส่ไว้ในหีบตอนลงคะแนน ก็ปะปนกัน ไม่รู้ว่าอันไหนเป็นบัตรดีบัตรปลอม นี่จึงเป็นที่มาที่ กกต.ตัดสินใจ ใส่ QR Code บาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้งเพื่อแยกบัตรปลอมของผู้โกงเลือกตั้งออกจากบัตรดีของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ถามว่า กกต.ไทยคิดแผลงๆ ใส่ QR Code หรือบาร์โค้ดลงไปบนบัตรเลือกตั้งที่เดียวในโลกใช่หรือไม่คำตอบก็คือไม่ใช่ ประเทศที่เริ่มต้นการเลือกตั้งโดยลับประเทศแรกๆ ของโลกสามประเทศคือ ออสเตรเลีย อังกฤษ และสหรัฐอเมริกาหลายรัฐ ต่างก็ใช้ QR Code หรือบาร์โค้ดทั้งสามประเทศ เวลานี้ก็ยังใช้อยู่ ที่น่าอัศจรรย์ก็คือ อังกฤษเป็นต้นแบบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา สหรัฐอเมริกาเป็นต้นแบบประชาธิปไตยระบบประธานาธิบดี ยังมีประเทศอื่นอีกหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ เนเธอร์แลนด์ บราซิล เอสโตเนีย แคนาดา บ้างก็ใช้กับการเลือกตั้งระดับชาติ บ้างก็ใช้ระดับการเลือกตั้งท้องถิ่น แต่ก็ยังมีข้อถกเถียง จึงทำให้หลายประเทศยกเลิกการใช้ แต่ไม่มีประเทศไหนเคยวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพราะมีบาร์โค้ดหรือ QR Code
“เหตุที่ทำให้การเลือกตั้งถูกเพิกถอน (ไม่ใช่เป็นโมฆะตามที่พูดกันอยู่) ทั้งประเทศได้ตามรัฐธรรมนูญไทยมีเหตุเดียวคือ การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ก็คือต้องโกงกันทั้งประเทศนั่นแหละ จึงจะสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่นอกจากนั้นศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญสองครั้ง คำวินิจฉัยแรกคือคำวินิจฉัยที่ 9/2549 ซึ่งศาลเห็นว่าการกำหนดวันเลือกตั้ง การจัดคูหาเลือกตั้งที่ให้คนอื่นอาจเห็นการลงคะแนนได้ ไม่เป็นการลงคะแนนโดยลับ และผลการเลือกตั้งไม่เที่ยงธรรม จึงให้เพิกถอนการเลือกตั้ง สส. และจัดเลือกตั้งใหม่ และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2557 ซึ่งศาลวินิจฉัยว่า การที่ไม่สามารถจัดการเลือกตั้ง 28 เขตเลือกตั้ง เพราะมีการชุมนุมขัดขวางการรับสมัครรับเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ก่อนจะจัดเลือกตั้ง คสช. ก็ยึดอำนาจในวันที่ 22 พ.ย. 2557” นายบวรศักดิ์ระบุ
ด้าน รศ.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง แสดงความเห็นกรณีมีความพยายามยื่นคำร้องให้จัดการเลือกตั้งใหม่ หลังพบประเด็น QR Code บนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจเชื่อมโยงถึงตัวผู้ลงคะแนนได้ ว่า
“ผู้ยื่นคำร้องมีสิทธิ์ตรวจสอบตามกฎหมาย แต่เชื่อว่าจะไม่ถึงขั้นให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือจัดเลือกตั้งใหม่อย่างที่หลายฝ่ายกังวล”
รศ.สุขุม ระบุว่า การย้อนตรวจสอบจากบัตรกลับไปหาผู้ลงคะแนน “ในทางทฤษฎีอาจทำได้” แต่ในทางปฏิบัติทำได้ยากมาก เนื่องจากกระบวนการเลือกตั้งไม่เปิดช่องให้เข้าถึงบัตรเลือกตั้งโดยตรง และหากมีผู้พยายามดำเนินการดังกล่าวก็จะเข้าข่ายผิดกฎหมาย
“กฎหมายไม่ได้เปิดให้เข้าถึงบัตร การตามหาคนกาจึงไม่ใช่เรื่องที่ทำได้จริง เรื่องนี้จบในกระบวนการอยู่แล้ว” รศ.สุขุม กล่าว
พร้อมกันนี้เห็นว่า การยื่นร้องเรียนหรือขอให้นับคะแนนใหม่เป็นสิทธิของประชาชน หากมีข้อสงสัยก็สามารถดำเนินการได้ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติในระบอบประชาธิปไตย
เมื่อถูกถามถึงข้อสงสัยว่ากระบวนการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นความผิดพลาดหรือมีการทุจริต รศ.สุขุม ยืนยันว่า ไม่มีการโกง เนื่องจากต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากและเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่จำนวนมหาศาล
“ถ้ามีการโกงจริง เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยต้องออกมาเปิดเผยแล้ว เพราะไม่สามารถควบคุมคนจำนวนมากได้ทั้งหมด” รศ.สุขุม กล่าว อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าความผิดพลาดทางเทคนิคสามารถเกิดขึ้นได้ โดย กกต.จำเป็นต้องเร่งชี้แจงข้อสงสัยของสังคมให้ชัดเจนและรวดเร็ว เพราะที่ผ่านมาอาจสื่อสารล่าช้าและเน้นการปกป้องตนเอง จนทำให้เกิดความคลางแคลงใจในสังคม
“เหตุการณ์ครั้งนี้ควรเป็นบทเรียนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับปรุงการสื่อสารและการทำงานในอนาคต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้ง”
สรุป : ทั้งหมดที่ “รุ่นใหญ่” เหล่านี้ แสดงความคิดเห็นล้วนเป็นประเด็นที่ผุดจาก “ผู้ไม่มีอำนาจวินิจฉัย” ทั้งสิ้น เรื่องนี้ ต้องจบลงที่การวินิจฉัยของ “ศาลรัฐธรรมนูญ” เท่านั้น ซึ่งผู้เขียนเองก็เชื่อว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ “ไม่โมฆะ” เพราะจนถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีใครแสดงให้ปรากฏได้เลยว่า การลงคะแนนของประชาชน-ไม่เป็นความลับ !!