โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ดร.ณัฏฐ์ ชี้รับรองเลือกตั้งไม่ตัดอำนาจสืบสวน ปมซูมบาร์โค้ดผิดกฎหมาย

ไทยโพสต์

อัพเดต 28 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 2.35 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“ดร.ณัฏฐ์” ชี้รับรองก่อน ไม่ตัดอำนาจ กกต.สืบสวนและไต่สวน กลุ่มแพ้แล้วพาล ไม่ใช่ตัวแทนภาคประชาชน ถ่ายภาพซูมบาร์โค้ดเพื่อถอดรหัส ละเมิดกฎหมาย

27 กุมภาพันธ์ 2569 - สืบเนื่องจาก กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.เขตเลือกตั้งจำนวน 396 เขต ขณะที่มีการร้องคัดค้านผลการเลือกตั้ง โดย กกต.มีมติให้ดำเนินคดีอาญากับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.กับพวก ในหลายข้อหาทำให้กระแสการเมืองร้อนแรงทันที

ล่าสุด “ดร.ณัฏฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะและกล่าวว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 85 วรรคสี่บัญญัติ ให้กกต.ประกาศผลการเลือกตั้งเมื่อตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว มีเหตุอันควรเชื่อว่า ผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และ มีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละเก้าสิบห้าของเขตเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งต้องตรวจสอบเบื้องต้นและประกาศผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จโดยเร็ว “แต่ต้องไม่ช้ากว่า 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง”

พูดภาษาชาวบ้าน คือ ภายในกรอบเวลา 60 วัน กกต.จะใช้เวลากี่วันพิจารณาก็ได้ โดยใช้หลักเกณฑ์ในการพิจารณา “มีเหตุอันควรเชื่อ” ว่า “ผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม”

เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะ กกต.มีหน้าที่ต้องประกาศรับรองผลเลือกตั้งหากไม่กระทำจะมีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ บทบังคับจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละเก้าสิบห้าของเขตเลือกตั้งทั้งหมด หรือจำนวน ไม่น้อยกว่า 475 คนเพื่อให้กลไกระบบรัฐสภา มีการเรียกประชุมสภาครั้งแรก ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ประกาศผลการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 121 วรรคหนึ่ง โดยมีเจตจำนงโหวตเลือกประธานรัฐสภา หลังจากนั้น โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 ประกอบมาตรา 88เพื่อให้ประธานรัฐสภาเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 158 วรรคสาม

เมื่อ กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.เขต 396คน ขั้นตอนต่อไป รับรอง สส.บัญชีรายชื่อจำนวน100 คน รวม 496 คน เกินกว่า 475 คนหรือเกินร้อยละ 95

ข้อถกเถียงลับหรือไม่ลับ โมฆะหรือไม่โมฆะ นำไปสู่ร้องผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ บางรายถึงขนาดไปฟ้องคดีอาญาต่อศาลอาญาทุจริตฯเพื่อดำเนินคดีกับ กกต.

ตนต้องอธิบายว่า ประกาศผลการรับรองผลการเลือกตั้งของ กกต.กับ เหตุร้องคัดค้านไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม เป็นคนละส่วนกัน โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 วรรคสี่ ตอนท้าย ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง “ไม่เป็นการตัดหน้าที่และอำนา” ของกกต.ที่จะดำเนินการสืบสวน ไต่สวน หรือวินิจฉัย “กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่า มีการกระทำการทุจริตในการเลือกตั้ง”หรือ“การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม” ไม่ว่าจะได้ประกาศผลการเลือกตั้งแล้วหรือไม่ก็ตาม

โดย กกต.อาศัย พรป.กกต.มาตรา 41 ประกอบ ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืทบสวน การไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 3) พ.ศ.2566

พูดภาษาชาวบ้าน คือ การอำนวยความยุติธรรมในคดีเลือกตั้ง มีกระบวนกาและขั้นตอน ระยะเวลา 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง เป็นระยะเวลากระชั้นชิด กกต.ไม่อาจ สืบสวนและไต่สวนหรือวินิจฉัยชี้ขาดให้เสร็จสิ้นได้

โดย กกต.รับรองไปก่อน แล้วสอยทีหลัง อธิบายได้ว่า การประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ไม่ตัดอำนาจ กกต.ในการสืบสวนและไต่สวน ในเหตุที่ร้องคัดค้านผลการเลือกตั้ง

ส่วนที่มีผู้ร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือฟ้องคดีปกครองหรือฟ้องคดีอาญาเป็นการนำคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เป็นดุลพินิจของแต่ละองค์กรย่อมไม่มีผลกระทบที่ กกต.องค์กรอิสระประกาศรับรองผลการเลือกตั้งเพราะถือ“เป็นคนละส่วนกัน”

โดย พรป.สส.มาตรา 17 วรรคหนึ่ง ในการจัดการเลือกตั้งของ กกต.แม้ให้มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุด แต่กฎหมาย“มิให้นำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้”แก่คดี จึง“ไม่มี”ผลกระทบต่อการ“จัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่”

ส่วนที่ กกต.มีมติเสียงข้างมาก ดำเนินคดีอาญากับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.กับพวก ต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปรามตนเห็นว่า การตรวจสอบความโปร่งใสในการจัดการเลือกตั้งจะต้องใช้สิทธิไม่เกินขอบเขตของกฎหมายและต้องมีส่วนได้เสียโดยมีกฎหมายรับรองให้กระทำได้ เช่น การถ่ายภาพบรรยากาศการเลือกตั้ง เป็นต้น แต่การจงใจถ่ายภาพรูปหน้าประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเป้าหมายถ่ายซูมบาร์โค้ดเพื่อถอดรหัสเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของ กกต.ย่อมไม่มีอำนาจกระทำได้ เพื่อก่อกวน ปลุกปั่นขัดขวางทำลายบรรยากาศทางการเมือง มิใช่เป็นการทำหน้าที่ของพลเมือง แต่กระทำเฉพาะกลุ่มที่“แพ้แล้วพาล”พยายามปลุกปั่นกระแสให้สังคมเข้าใจผิดว่า การเลือกตั้งไม่เป็นความลับเป็นการใช้สิทธิเกินส่วน เชื่อว่า ฝ่ายกฎหมายของ กกต. รวบรวมพยานหลักฐานมีหมัดเด็ดมัดตัวผู้กระทำผิดก่อนที่ไปกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนย้ำว่า กลุ่มปั่นป่วนของนายสมชัยฯกับพวก ไม่ได้เป็นกลุ่มตัวแทนประชาชน จะอ้างว่า ตัวแทนภาคเป็นประชาชนไม่ได้ ควรดำเนินคดีอาญามิให้เป็นเยี่ยงอย่างเพราะประเทศปกครองโดยนิติรัฐ ส่วนสื่อบางสำนักฯ ที่ถูกแจ้งจับ ต้องถามว่า ได้ทำหน้าที่ ภายในกรอบสื่อมวลชนและจริยธรรมสื่อมวลชนหรือไม่ ต้องว่ากันเป็นไปตามพยานหลักฐาน

ถามว่า หากกลุ่มนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.กับพวก จะแจ้งความกลับฐานแจ้งความเท็จเพื่อกลั่นแกล้งให้บุคคลอื่นรับโทษทางอาญา สามารถกระทำได้หรือไม่ ตนเห็นว่า ต้องดูข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน หากไปแจ้งความกลับ“โดยใช้โมเดลชลบุรี”อาจโดนข้อหาเพิ่มฐานแจ้งข้อหาเพิ่มแจ้งความเท็จเสียเอง“คนที่เมาหมัด” น่าจะไม่ใช่ กกต. แต่อาจเป็นกลุ่มนายสมชัยฯกับพวกเสียเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...