โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ศึกสหรัฐ–ยุโรปยื้อ ตัวเร่งอียูปิดดีล FTAไทย รับอานิสงส์ทุนย้ายฐาน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและแรงเสียดทานทางการค้าระหว่างมหาอำนาจ เริ่มส่งสัญญาณกระทบต่อทิศทางการค้าและการลงทุนของหลายประเทศ รวมถึงไทย โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพยุโรป (อียู) ที่อาจกลายเป็นตัวเร่งสำคัญให้การเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) ไทย-อียู เดินหน้าเร็วขึ้น

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาพรวมการค้าไทย-สหภาพยุโรป(อียู) ในช่วงที่ผ่านมาเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง โดยการส่งออกของไทยไปยุโรปที่มีแนวโน้มลดลงตามลำดับ ยกตัวอย่าง สินค้าหลักอย่างเหล็กเคยมีช่วงที่ยอดส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 50% แต่ปัจจุบันกลับเผชิญมาตรการภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) ราว 10% จากการตรวจสอบต้นทุน ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเบนเข็มไปตลาดสหรัฐมากขึ้น แม้สหรัฐจะไม่ใช่ตลาดใหญ่ที่สุด แต่ยังมีดีมานด์รองรับ

วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย

อย่างไรก็ดี สถานการณ์เริ่มซับซ้อนขึ้น เมื่อก่อนหน้านี้โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ส่งสัญญาณจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจาก 8 ประเทศในยุโรป จาก 10% และอาจขยับเป็น 25% หากการเจรจาไม่คืบหน้าในกรณีจะผนวกเกาะกรีนแลนด์ แม้ล่าสุดจะมีการผ่อนคลายท่าทีลง แต่ความไม่แน่นอนดังกล่าวได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อบรรยากาศการค้าโลกไปแล้ว

นายวิศิษฐ์อธิบายว่า สินค้าหลักที่ยุโรปส่งออกไปสหรัฐ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าพรีเมียมและเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ รถยนต์หรู รถยนต์ไฟฟ้า เครื่องยนต์ เครื่องจักรหนัก ยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงเครื่องจักรอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยุโรปมีความเชี่ยวชาญ และไม่ได้ทับซ้อนกับโครงสร้างการผลิตของไทยโดยตรง ดังนั้นไทยจึงไม่ใช่คู่แข่งโดยตรงกับยุโรปในตลาดสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม หากสหรัฐเดินหน้าขึ้นภาษียุโรปจริง ย่อมส่งผลทั้งด้านบวกและด้านลบต่อไทย ในด้านบวก ไทยอาจมีโอกาสเข้าไปทดแทนสินค้บางส่วนในตลาดสหรัฐ โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเกษตรแปรรูป อาหารเพื่อสุขภาพ (Functional Food) ผักผลไม้เมืองร้อน ยางพารา รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเดิมยุโรปเคยครองตลาด แต่ระยะหลังไทยเริ่มขยายส่วนแบ่งได้มากขึ้น หากสินค้าจากยุโรปมีราคาสูงขึ้นจากกำแพงภาษี ก็จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ส่งออกไทย

ในอีกด้านหนึ่ง หากเศรษฐกิจยุโรปชะลอตัวและค่าเงินยูโรอ่อนค่าลง ย่อมกระทบต่อกำลังซื้อและการนำเข้าสินค้าจากไทยโดยตรง ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงเร่งด่วนของไทยในขณะนี้ กลับเป็นค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ อยู่ในระดับ 30-31 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าสุดในรอบ 5 ปี ส่งผลกระทบหนักต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะภาคเกษตรและอาหาร เช่น ยางพารา ข้าว มันสำปะหลัง น้ำตาล และอาหารแปรรูปที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงสูงสุดในรอบหลายปี

นอกเหนือจากมิติการค้า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับยุโรป ยังสะท้อนผ่านการตัดสินใจลงทุนของบริษัทข้ามชาติ ที่การย้ายฐานการผลิตจากยุโรปมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หากความตึงเครียดทางการค้ายังยืดเยื้อ โดยอาเซียนกลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ

อย่างไรก็ดี ไทยยังต้องเผชิญการแข่งขันอย่างหนักจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งถูกยกให้เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของนักลงทุนยุโรป เนื่องจากมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน แรงงาน และที่สำคัญคือมีข้อตกลง FTA กับสหภาพยุโรปแล้ว ตามมาด้วยอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์

“จุดที่ไทยอาจจะได้อานิสงส์จากความขัดแย้งสหรัฐ-ยุโรป คือ การเจรจา FTA ไทย-อียู ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ มีโอกาสเร่งให้บรรลุผลและมีผลบังคับใช้เร็วขึ้น เพราะอียูเองก็ต้องการหาตลาดใหม่เพื่อระบายสินค้าที่มีศักยภาพ และกระจายความเสี่ยงจากตลาดสหรัฐ” นายวิศิษฐ์กล่าว

ทั้งนี้ หากไทยสามารถปิดดีลเอฟทีเอกับอียูได้ จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจในการดึงดูดเงินลงทุนจากยุโรป เสริมความสามารถการแข่งขันด้านการส่งออก ลดอุปสรรคภาษี และยกระดับไทยให้เป็นฐานการผลิตสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงผันผวนและยากคาดเดา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...