กรมทรัพยากรน้ำ ชู ‘ภูมิปัญญาดั้งเดิม’ กู้ระบบนิเวศ
กรมทรัพยากรน้ำ ชู "ภูมิปัญญาดั้งเดิม" กู้ระบบนิเวศ เตรียมปักหมุดสวนเบญจกิติจัดงานวันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก 2569
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรน้ำ แถลงข่าวการจัดงานวันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก ประจำปี 2569 “พื้นที่ชุ่มน้ำและภูมิปัญญาดั้งเดิม : ร่วมฉลองมรดกทางวัฒนธรรม” มุ่งเน้น การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยบูรณาการระบบความรู้ดั้งเดิม ไว้ด้วยกัน
วันนี้ (23 ม.ค.) นายธีระชุณ บุญสิทธิ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เป็นประธานในงานแถลงข่าว การจัดงานวันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก ประจำปี พ.ศ. 2569ณ ห้องประชุม War room ศูนย์เมขลา ชั้น 11 กรมทรัพยากรน้ำ
นายธีระชุณ บุญสิทธิ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กล่าวว่า วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นวันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก มุ่งหวังให้ประชาชนตระหนักและเห็นความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งในปีนี้ สำนักเลขาธิการอนุสัญญาแรมซาร์ ได้กำหนดหัวข้อ “Wetlands and traditional knowledge : celebrating cultural heritage - พื้นที่ชุ่มน้ำและภูมิปัญญาดั้งเดิม : ร่วมฉลองมรดกทางวัฒนธรรม” ส่งเสริมการมีส่วนร่วมจาก ทุกภาคส่วนในการอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยให้ความสำคัญกับบทบาทของภูมิปัญญาดั้งเดิมและมรดกทางวัฒนธรรมในการรักษาระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ พื้นที่ที่หล่อเลี้ยงทุกชีวิต เปรียบเสมือนมรดกหรือสมบัติ ที่ทุกคนต้องร่วมกันปกป้องกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรน้ำ เล็งเห็นถึงความสำคัญของระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีบทบาทการบริการทางระบบนิเวศและการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ จึงกำหนดจัดงาน
วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก ประจำปี 2569 ในวันจันทร์ที่ 2 ก.พ. 2569 ณ บริเวณอัฒจันทร์กลาง สวนเบญจกิติ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ เน้นย้ำถึงความเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ชุ่มน้ำกับแนวปฏิบัติทางวัฒนธรรม ประเพณีซึ่งภูมิปัญญาดั้งเดิมจะเป็นสะพานเชื่อมอดีตสู่ปัจจุบัน มีความสำคัญกับการบริหารจัดการระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างยั่งยืน กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย
- การเสวนา หัวข้อ “เชื่อมภูมิปัญญา สู่การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำอย่างยั่งยืน” ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ แนวปฏิบัติทางภูมิปัญญา ความรู้ดั้งเดิมกับการอนุรักษ์ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ
- พิธีมอบใบประกาศให้กับศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก (บางปู) จังหวัดสมุทรปราการ ที่ได้รับการประกาศเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (Ramsar Sites) ลำดับที่ 16 ของประเทศไทย
- กิจกรรมฐานการเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทย ที่ส่งเสริมให้เยาวชนได้เรียนรู้ในการร่วมอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ ผ่านความคิดสร้างสรรค์
- การจัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับพื้นที่ชุ่มน้ำและภูมิปัญญาท้องถิ่น
กิจกรรมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ให้ภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชนและเยาวชน ตระหนักถึงความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำ เชื่อมโยงบทบาทระหว่างพื้นที่ชุ่มน้ำกับวิถีชีวิตวัฒนธรรม ประเพณี และภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นมาอย่างยาวนานในการดูแลรักษาระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ คงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม
คำถาม
“การหายไปของพื้นที่ชุ่มน้ำ ” พื้นที่ชุ่มน้ำหายไปไหน มีแนวทางปกป้องพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างไร
คำตอบ
• จากข้อมูลรายงาน Global Wetland Outlook 2025 ซึ่งเป็นรายงานสถานการณ์พื้นที่ ชุ่มน้ำของโลก ระบุชัดเจนว่า การสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำทั่วโลกกว่าร้อยละ 22 นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 (หรือ พ.ศ. ๒๕๑๓) มีสาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ ที่ดินโดยเฉพาะในภาคการเกษตรที่เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของโลก
• สำหรับในภูมิภาคเอเชียและประเทศไทย แรงกดดันสำคัญยังมาจากการการขยายตัวของ ความเป็นเมือง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่พัก อาศัยและระบบสาธารณูปโภค ซึ่งเป็นกลไกจำเป็นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ
• แนวทางการปกป้องพื้นที่ชุ่มน้ำให้อยู่คู่กับระบบนิเวศที่สมดุล กรมทรัพยากรน้ำ ในฐานะ หน่วยงานหลักในการกำกับดูแลการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ จึงมุ่งมั่นขับเคลื่อนภารกิจ โดยปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการอนุรักษ์เชิงรับ สู่การบริหารจัดการทรัพยากรพื้นที่ ชุ่มน้ำแบบบูรณาการ ด้วยการใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาด (Wise Use) ผ่านกลไกสำคัญ 3 ประการ ได้แก่:
- การสร้างฐานข้อมูลที่แม่นยำ จัดทำทะเบียนและจำแนกสถานะพื้นที่ชุ่มน้ำ เพื่อให้ทราบถึงขอบเขตที่ชัดเจนและประเมินคุณค่าที่แท้จริงของทรัพยากร
- การกำหนดมาตรการและฟื้นฟู มุ่งเน้นการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อ คุ้มครองพื้นที่เปราะบาง ควบคู่กับการประยุกต์ใช้แนวทางแก้ปัญหาโดยอาศัย ธรรมชาติ (Nature-based Solutions: NbS) ในการฟื้นฟูระบบนิเวศให้ กลับมาสมบูรณ์
- การขับเคลื่อนกลยุทธ์ CEPA ซึ่งเป็นแนวทางของอนุสัญญาแรมซาร์ ที่มุ่งเน้น กระบวนการสื่อสาร (Communication) การเสริมสร้างสมรรถนะ (Capacity Building) การศึกษา (Education) และการสร้างความตระหนักรู้ (Awareness) ในการขับเคลื่อนงานอนุรักษ์ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับ คุณค่าของนิเวศบริการสู่สาธารณชน ส่งเสริมให้ภาคประชาชนและชุมชนเข้า มามีบทบาทในกระบวนการตัดสินใจและบริหารจัดการทรัพยากร เพื่อให้ประชาชนเป็นกลไกหลักในการดูแลรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่อย่างแท้จริง
อ่านเพิ่มเพิ่มเติม
- 'โกซอฟท์' คว้ารางวัล 'นักบริหารทรัพยากรบุคคลดีเด่น'PMAT HR Award 2025
- กรมทรัพยากรน้ำ เตรียมนำผลการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ สมัยที่ 15
- กรมทรัพยากรน้ำ ย้ำบูรณาการข้อมูลรับมือสถานการณ์น้ำเหนือ
ติดตามเราได้ที่