“ติ๊ก เจษฎาภรณ์” แถลงน้ำตาซึม ถูกหุ้นส่วนกีดกัน ลดบทบาทบริหาร PROXIE คุยเป็นปีแต่ไร้ผล ขอพึ่งกฎหมาย!
“ติ๊ก เจษฎาภรณ์” น้ำตาซึม ถูกหุ้นส่วนลดบทบาทบริหาร PROXIE วงที่ปลุกปั้นมากับมือ พยายามคุยเป็นปีแต่ไร้ผลจนต้องพึ่งกฎหมาย ยืนยันยังรักและพร้อมสนับสนุนน้องๆ เสมอ อยากกลับเข้าไปมีส่วนในการตัดสินใจเหมือนเดิม
ถึงกับต้องตั้งโต๊ะแถลงข่าว สำหรับพระเอกตลอดกาล “ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี” ในฐานะผู้บริหารค่าย BROTHERS MUSIC ภายใต้บริษัท ดรีมเมอร์ส โซไซตี้ เมเนจเมนท์ จำกัด ที่ต้องออกมาแสดงจุดยืนและบทบาทการบริหารค่ายเพลง รวมถึงศิลปินบอยกรุ๊ปวง PROXIE ณ ห้องจูบีลี ชั้น 19 โรงแรม The Quarter Hotel Ratchayothin กับกรณีที่เจ้าตัวโดนลดบทบาทในการบริหารโดยที่ไม่ได้สมัครใจยินยอม
เริ่มจากที่บริษัท ดรีมเมอร์ส โซไซตี้ เมเนจเมนท์ จำกัด ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2562 โดยมี “ติ๊ก เจษฎาภรณ์” และ “พีช สิตมน ผลดี” ภรรยาและ บริษัท อินดิเพนเด้นท์ อาร์ทิสท์ เมเนจเม้นท์ จำกัด ร่วมกันเป็นพาร์ตเนอร์ในการบริหารค่ายเพลง The Brother Music โดยได้ผลิตรายการ The Brothers จนเป็นที่มาของศิลปินวง PROXIE โดยในช่วงเริ่มต้นติ๊กและภรรยาทำหน้าที่หลักในการบริหารและดูแลศิลปินในทุกมิติ ขณะที่พาร์ตเนอร์รับผิดชอบหน้าที่ด้านการบริหารบัญชี และงบประมาณของบริษัท
ต่อมาในช่วงปลายปี พ.ศ. 2567 ได้มีการเปลี่ยนถ่ายการบริหารจัดการให้พาร์ตเนอร์ที่มีประสบการณ์ในการบริหารศิลปิน มีศักยภาพทางธุรกิจ เข้ามารับหน้าที่ดูแลการบริหารศิลปินโดยตรง ทั้งนี้ภายหลังจากการเปลี่ยนบทบาทปรากฏว่าทางฝั่งติ๊กและภรรยาไม่ได้รับข้อมูลที่จำเป็น หรือได้มีโอกาสร่วมพิจารณาตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญ กระทั่งในช่วงปลายปี 2568 พาร์ตเนอร์ได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงการบริหารโดยให้ติ๊กและภรรยาพ้นจากตำแหน่งกรรมการโดยมิได้สมัครใจ ทำให้ทางติ๊กไม่ได้มีโอกาสได้รู้ได้เห็นได้ตัดสินใจแทนน้องๆ วง PROXIE และ ค่าย The Brother Music เลย โดยติ๊กเปิดใจด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเพราะกังวลกับเรื่องที่เกิดขึ้น
“จริงๆ แล้วไม่ได้มีปัญหาอะไรนะครับ เหตุผลที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเพราะว่าผมได้สร้างศิลปินมาได้ในระดับหนึ่งแล้ว และคิดว่าตัวผมเองอาจจะมีศักยภาพไม่เพียงพอต่อการต่อยอดให้น้องๆ แต่เจตนาของผมอยากให้น้องๆ ไปได้ไกลที่สุดเท่าที่สามารถจะไปได้ ดังนั้นเราจึงเห็นศักยภาพของพาร์ตเนอร์ที่เราทำงานด้วย ผมจึงเชื่อว่าเขาจะผลักดันน้องไปได้ไกลกว่าเดิม
ผมเชื่อแบบนั้น และผมเริ่มไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2568 ครับ ผมคิดว่าช่วงนั้นมันดูเงียบๆ ไป ผมก็อยากรู้ว่าโปรเจกต์ต่างๆ มันเป็นยังไงบ้างแล้ว มันเลยทำให้เราติดต่อไปว่ามันเป็นยังไงบ้าง ก็เลยทราบข้อมูลบางอย่าง เพราะตอนนั้นเป็นช่วงที่เราต้องย้ายออฟฟิศด้วย ก็เลยทราบข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนของพนักงานที่จัดจ้างมาเพิ่ม จากเดิมเรามีพนักงานแปดคน เลยทราบว่าพนักงานมีทั้งหมด 20 กว่าคน แล้วเรื่องอื่นๆ ที่อาจจะมีการตกลงหรือดีลกันไว้แล้วบ้าง หรือว่าในสิ่งที่กำลังจะเกิดโปรเจกต์ ซึ่งผมไม่ได้รับทราบ
ถามว่ารู้สึกเหมือนโดนขโมยลูกไหม มันไม่ใช่หรอกครับ ผมคิดว่าจริงๆ แล้วมันเป็นการทำงานร่วมกันเพื่อหาผลประโยชน์ที่ดีที่สุด โดยเฉพาะในเรื่องของศิลปิน ผมเองก็มีความตั้งใจอยู่แล้วว่าอยากจะส่งเสริมน้องๆ ให้เติบโตไปให้ได้ไกลที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ โดยที่เป็นการร่วมมือร่วมแรงกัน แต่มันมีอะไรผิดพลาดตรงไหนเขาถึงได้ตัดเราออก อันนี้ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันครับ แต่ผมคิดว่าในการเปลี่ยนการบริหารน้องๆ ทราบอยู่แล้ว เพราะว่าน้องๆ ก็ต้องรู้ว่าโปรเจ็กต์ต่างๆ น้องคุยกับใคร คิดว่าน่าจะเป็นแบบนั้นครับ
ผมเพิ่งเจอน้องล่าสุดเมื่อวานครับ ผมไปเพื่อจะบอกน้องเขา แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดอะไร คือพอดีว่าเขาซ้อมเพื่อที่จะขึ้นคอนเสิร์ตใหญ่ ผมก็บอกว่าวันพรุ่งนี้พี่จะมาแถลงข่าวนะ แต่ไม่ได้กระทบกระเทือนถึงงานน้องๆ รวมถึงคิดว่าไม่สามารถที่จะแถลงข่าวช้ากว่านี้ไปได้แล้ว แล้วผมก็บอกว่าพี่ไม่ได้ตั้งใจที่จะให้มันเกิดความเสียหายแต่อย่างใด ผมก็พูดเท่านี้ แล้วก็จับมือกันแล้วก็กอดกัน ก็โอเคสู้ๆ ซ้อมให้เต็มที่ น้องๆ เขาก็อาจจะมีความประหลาดใจนะครับ สีหน้าก็น่าจะมีความสงสัย แต่ว่าน้องๆ เขาไม่ได้ถามอะไร ผมว่าเขาน่าจะเข้าใจแหละว่าพี่ติ๊กอยากจะมีอะไรบางอย่างที่อยากจะพูด เพียงแต่ว่าน้องๆ แค่ไม่ถาม”
ยังมีความฝันอยากจะผลักดันให้ PROXIE ไปได้ไกลที่สุด
“ก็ในความรู้สึกของผมตั้งใจว่าถึงแม้ว่ามันเปลี่ยนการบริหารไป แต่ว่าในทุกๆ ครั้งที่เป็นเรื่องสำคัญในเรื่องของการจัดการ ในเรื่องของการดีลงาน เรื่องของโปรเจกต์ที่มันจะเกิดขึ้นต่างๆ ในเรื่องของเพลง จริงๆ แล้วมันจะเกิดขึ้นมันก็ต้องเกิดขึ้นจากการคุยกัน ซึ่งนั่นแปลว่าเราจะได้มีโอกาสมาพูดถึงเหตุและผลซึ่งกันและกันว่าเราควรจะทำ หรือไม่ควรทำมัน เหมาะหรือไม่เหมาะ แต่ผมไม่ได้อยู่ในขั้นตอนตรงนี้ครับ ซึ่งการมาแถลงวันนี้ไม่ได้แปลว่าผมหมดบทบาทกับการบริหาร ผมยังอยู่ในผู้ถือหุ้นคนนึง เพียงแต่ว่าอำนาจในการบริหารและการตัดสินใจ หรือว่าการเซ็นเอกสารอนุมัติ ผมก็ไม่มีความสามารถที่จะทำตรงนั้นได้ เพราะว่าถูกลดบทบาท
แต่ในขณะเดียวกัน ผมยังสามารถเป็นที่ปรึกษาของน้องๆ ได้อยู่ คือผมรู้จักเขามาตั้งแต่วันแรก และผมก็พอจะรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ ถึงแม้ว่าเขาโตขึ้นก็ตาม ผมก็ยังเป็นห่วงเขา ผมก็อยากจะผลักดันเขาให้ได้ไกลเท่าที่ผมจะสามารถทำได้ และผมก็มีแต่ความปรารถนาดีให้กับน้องๆ เสมอ มันคือความผูกพันที่เรามีต่อกันอยู่แล้วครับ มันคือความฝันร่วมกันตั้งแต่ต้นจนถึง ณ ปัจจุบันนี้ ที่ผ่านมาผมใช้แฮชแท็กว่าเราจะล่าฝันไปด้วยกัน เพราะว่าทางผมและน้องๆ เราต่างมีความฝันร่วมกันทั้งคู่ PROXIE ก็คือความฝันของผม แล้วผมก็เชื่อว่ามันจะเป็นสิ่งนี้ตลอดไป ที่เขาเข้ามาการที่เขาเดบิวต์ คือเขาเดินเข้ามาเพราะเขามีความฝัน ในการที่ผมทำโปรเจกต์นี้ผมทำก็เพราะผมมีความฝัน ผมก็อยากจะเห็นเด็กกลุ่มนึง และเป็นไปในตามแบบอย่างที่เราอยากจะเห็นเขา ผมคิดว่าในวันนี้ผมสามารถทำตรงนี้ได้”
น้ำตาซึม เพราะ PROXIE คือศิลปินที่ตนตั้งใจด้วยหัวใจ
ติ๊ก : “ทางพาร์ตเนอร์ไม่ได้ให้เหตุผลอะไร”
ทนายความ : “จริงๆ ไม่ได้มีเหตุผลอะไรครับ น่าจะพอทราบมาสักระยะนึงแล้ว และเราก็ไม่ได้สมัครใจ เราก็คัดค้านไปแหละครับ แต่ในเมื่อหุ้นเขาเยอะกว่า มันก็เป็นไปตามนั้น หุ้นของพี่ติ๊กรวมกับภรรยาแล้วรวมกัน 40% ถามว่าทางฝั่งนั้น 60% เป็นการยกมือโหวตไหม จริงๆ ไม่ครับ เราคัดค้านการประชุมว่ามันไม่ถูกต้อง แต่เรื่องนี้อยู่ในขั้นตอนตามกฎหมาย”
ติ๊ก : “ถามว่าผมรู้สึกเสียใจไหม คือต้องบอกว่าผมเป็นห่วงน้องๆ มากที่สุดเลยครับ เพราะมันเหมือนกับว่า (เหมือนจะร้องไห้) แป๊บนึงนะครับ คือผมทำงานชิ้นนี้ด้วยหัวใจของผม ดังนั้นมันไม่ได้ต่างอะไรกันกับ PROXIE มันคือความรักและคือหัวใจของผม สิ่งที่เสียใจที่สุดในวันนี้ ผมคิดว่าผมแคร์นะครับ และผมก็เป็นห่วงน้องๆ จริงๆ และตอนนี้จะไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการอะไรก็แล้วแต่ คือที่ผ่านมาเราจะรับฟังฟีดแบ็กที่เขามีต่อบริษัทมาโดยตลอด แน่นอนว่าตั้งแต่ช่วงแรกมันอาจจะล้มลุกคลุกคลาน ผิดบ้างพลาดบ้าง แต่ว่าเรารับฟัง ดังนั้นเราจึงปรับปรุงและแก้ไขโดยทันที ผมทำอย่างนั้น แต่ว่าสิ่งที่ผมเป็นห่วง ถ้าตอนนี้ผมเข้าไปอ่านฟีดแบ็กก่อนหน้านี้และปัจจุบัน ในโซเชียลมีเดียเขาก็จะพูดถึงบริษัทในอีกรูปแบบนึง ซึ่งถามว่าในสิ่งที่เราทำมันมา และผมรับฟังในเรื่องแบบนี้มันก็จุกนะครับ
ผมคิดว่าคำว่าพ่อหรือพี่ชายของ PROXIE คำๆ นี้ไม่มีทางหายไป มันยังคงตราตรึงอยู่ในความรู้สึกตลอดไปอยู่แล้วครับ สำหรับเรื่องความรู้สึกเรื่องความสัมพันธ์ แต่ผมก็พยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้สถานะและความสัมพันธ์ต่างๆ การจัดการบริหารศิลปินให้เขาไปได้มากยิ่งๆ ขึ้น ผมก็พยายามทำอยู่ครับ”
บอกเพราะความเชื่อใจ ถึงไม่ได้ลงในสัญญาอย่างละเอียด
ทนาย : “ถามว่าตอนนี้พี่ติ๊กไม่มีอำนาจในบริษัทแล้วหรือไม่ ต้องชี้แจงว่าเดิมมีผู้ถือหุ้น 2 ฝ่ายและตกลงหน้าที่กันชัดเจน พี่ติ๊กบริหารศิลปิน ทางฝั่งเขาบริหารการเงิน จนปลายปี 67 ที่พี่ติ๊กบอกว่าอยากจะส่งเสริมให้น้องๆ ได้ไปต่อ พี่ติ๊กก็ขอเปลี่ยนแปลงบทบาทให้เขาได้มาร่วมบริหารศิลปินด้วย และพี่ติ๊กก็จะถอยมาเหมือนคอยดูห่างๆ มีอะไรสำคัญๆ ก็ต้องส่งมาให้พี่ติ๊กช่วยให้คำแนะนำในฐานะที่เป็นคนดูแลน้องมาตั้งแต่ต้น และจุดมุ่งหมายที่เราตั้งกันมาตั้งแต่ต้นคือในรูปแบบนี้ แต่ย้อนไปวันที่ตั้งบริษัทนี้ขึ้นมาก็ตั้งกันด้วยความเชื่อใจ เชื่อว่าจะเป็นอย่างนี้ไปตลอด มีอะไรก็จะคุยกัน ก็เลยไม่ได้มีการเขียนล็อกไว้ในสัญญาว่าจะต้องมีกรรมการจากแต่ละฝ่ายเหมือนบริษัทใหญ่ๆ ทั่วไป
ซึ่งตอนนั้นพี่ติ๊กก็ยังไม่ได้มีที่ปรึกษากฎหมาย ก็ทำด้วยความเชื่อใจ แต่ที่ผ่านมาเขาก็ให้เกียรติเรา พี่ติ๊กก็ทำหน้าที่ เขาก็คอยอนุมัติเรื่องการเงินอันนี้ได้ ไม่ได้ แต่พอวันนี้ที่พี่ติ๊กขอเปลี่ยนแปลงบทบาท พี่ติ๊กก็คาดหวังว่าเขาจะส่งมาถามเราก่อนที่จะอนุมัติอะไรต่างๆ แต่กลายเป็นว่าข้อมูลที่พี่ติ๊กได้รับอาจจะไม่เพียงพอให้พี่ติ๊กตัดสินใจ หรือเมื่อเราถามไปแล้วเขาก็อาจจะไม่ตอบ หรือตอบล่าช้า ก็เป็นสิ่งที่ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาเราก็พยายามหาหนทางในการแก้ไขมาโดยตลอดครับ
จริงๆ ต่อให้ถือหุ้นแค่ 10% เราปฏิบัติกัน เคารพกันมันก็ไม่มีปัญหาหรอกครับ จริงๆ ผู้ถือหุ้นก็เหมือนเป็นเจ้าของ กรรมการคือผู้บริหาร จริงๆ การเป็นผู้บริหารเขาก็ยังปรึกษาหารือกันได้ ถ้าผู้ถือหุ้นเห็นว่าได้รับผลประโยชน์หรือขาดทุนก็รับไปตามส่วนแค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นเรื่องการบริหารไม่ได้เกี่ยวกับหุ้นโดยตรงหรอกครับ”
ติ๊ก : “ไม่ใช่ว่าข้ามหน้าข้ามตาหรอกครับ คือจริงๆ แล้วเราเริ่มต้นกันแบบนี้ เรายอมที่จะถือหุ้นน้อยกว่าเพราะว่าเราให้เกียรติ เพราะตอนนั้นเราเห็นว่าบริษัทเขามีภาพลักษณ์ที่ดี ทำศิลปินออกมาได้ถือว่ามีชื่อเสียง และอยู่ในแนวหน้าของตลาด และเขาเสนอว่าเขาจะถือหุ้น 60% ให้เราถือ 40% ผมก็ยอม โดยที่เราจะมีการบริหารจัดการร่วมกัน โดยมีกรรมการทั้งหมด 4 ท่าน ก็คือมีทางฝั่งเขา 2 ทางผม 2
นี่คือข้อตกลงร่วมกัน ณ ปัจจุบันกับเมื่ออดีตถ้าเขาบอกว่ามีโอกาสที่จะเปลี่ยนกรรมการ ผมไม่มีทางที่จะทำงานร่วมกับเขาเลย ถ้าเกิดมันเริ่มต้นกันแบบนั้น แต่ในการที่เรามีเจตนาร่วมกันในแบบนั้น มีการตกลงร่วมกัน ลงลายมือชื่อร่วมกัน มันเป็นการอนุมัติร่วมกันทั้งสองฝ่ายแล้ว ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะอนุมัติแต่เพียงผู้เดียวไม่ได้ อันนี้คือสิ่งที่เรายอม เราจึงมีการทำงานร่วมกัน”
ทนาย : “ในการตั้งบริษัทปกติเขาจะมีสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น จะมีการกำหนดกัน แต่กรณีของคนทั่วๆ ไปที่ไม่ได้มีที่ปรึกษากฎหมายก็มักจะไม่ได้มีการเขียนอะไรไว้ เพราะฉะนั้นก็จะเป็นไปตามกฎหมาย ก็คือใครมีเสียงมากกว่าคนนั้นก็โหวตได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่พี่ติ๊กพูดว่าจะตกลงฝ่ายละ 2:2 มันไม่ได้ถูกเขียนเอาไว้ในอดีตครับ”
ยืนยันยังร่วมงานกันได้ แค่มาคุยกันให้ชัดเจน
ติ๊ก : “ผมคิดว่าผมต้องออกมาชี้แจงกับสังคม ที่ผ่านมาก็มีสังคมตั้งคำถามว่าผมหายไปไหน แต่จริงๆ แล้วผมไม่ได้หายไปไหน ผมพยายามทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาตัดสินใจเรื่องต่างๆ ของบริษัท เพียงแต่เราเจอปัญหาครับ ผมคิดว่าทางออกคือต้องคุยกัน ผมพูดมาโดยตลอดทั้งปีว่าไม่ว่าจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ เราควรจะเอาทุกอย่างขึ้นมาวางบนโต๊ะ และคุยกันให้ชัดเจนไปเลย ผมพูดทุกครั้ง แต่สิ่งที่เราต้องการมันอาจจะไม่ได้สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดการปฏิบัติจริงๆ ครับ
จากนี้ผมว่าต้องคุยกันว่าจะเอายังไง คือผมเป็นห่วงน้องและในทิศทางของศิลปิน แน่นอนว่าศิลปินเขาก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และเป็นที่นิยม เป็นที่รู้จักขึ้นเรื่อยๆ ผมภูมิใจมาก แต่ในหลายๆ อย่างระหว่างทางก็ได้รับฟีดแบ็กต่างๆ คือมันไม่ใช่แค่ตัวศิลปินอย่างเดียว เพราะมันมีทั้งเรื่องของลูกค้า คู่ค้าของเรา เรื่องของคนทำงานร่วมกัน ทั้งในเรื่องของแฟนคลับ PROXIE ที่เราเรียกว่า USER นะครับ เราจะทำยังไงเพื่อให้ทุกๆ อย่างมันเกิดภาพลักษณ์ที่ดีของบริษัทครับ
โอกาสกลับไปร่วมงานกัน สำหรับผมไม่มีปัญหาอะไรเลย ผมว่าทุกอย่างขึ้นโต๊ะเจรจากันว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นเป็นเพราะอะไร ต้องการอะไร ทำไมถึงเป็นแบบนี้ และวันนี้ทำไมถึงมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการ แต่ถ้าคุยแล้วมันไม่ได้เป็นอย่างที่เราตั้งไว้ ผมก็ยังไม่ได้คิดว่าจะเอายังไงต่อ แต่ความหวังของผมอยู่ด้วยความรักที่มีต่อ PROXIE ครับ (ยิ้ม) ผมเป็นห่วงน้องๆ เพราะไม่รู้ว่าต่อจากนี้ทิศทางจะเป็นยังไง และในอีกหลายๆ อย่างไม่ว่าจะเป็นเอกสาร การจัดการต่างๆ ข้อมูล การดีล ผมก็จะไม่ได้รับทราบข้อมูลอีกต่อไปแล้ว”
บอกคงต้องคุยกันโดยใช้ช่องทางกฎหมาย
ทนาย : “โดยส่วนตัวพี่ติ๊กก็ยังอยู่ในบทบาทที่สนับสนุนน้องๆ อยู่เสมอนะครับ ในส่วนตรงนี้ผมมองว่าเป็นเรื่องทางธุรกิจที่แยกจากตัวน้องๆ แล้วกัน พี่ติ๊กก็ยังให้กำลังใจน้อง ยังให้คำปรึกษาน้องๆ เหมือนเดิม แต่ส่วนนี้ผมมองว่าเป็นเรื่องของการบริหารจัดการที่จะต้องคุยกันว่าทิศทางน้องๆ ในอนาคตต่อไปจะเป็นยังไง ซึ่งพี่ติ๊กยืนยันเสมอว่าไม่ได้อยากทะเลาะกับใคร ก็มาคุยกับพวกผมสักระยะแล้ว มองว่าเราอยากจะคุยกัน พยายามจะหาวิธีที่จะคุยกัน
แต่ถ้าทางนั้นปิดกั้นเราก็ไม่รู้จะคุยยังไงเหมือนกัน จริงๆ พี่ติ๊กอยากแถลงข่าวนานแล้ว แต่ทางผมนี่แหละที่ห้ามไว้ว่าเดี๋ยวมันจะกระทบบริษัทนะ แต่พอสุดท้ายมันไม่มีช่องทางจะคุยแล้ว พี่ติ๊กเลยบอกว่าก็คงต้องออกมาบอก เพราะมันเกิดกระแสสังคมตั้งคำถามกับพี่ติ๊กจำนวนมากว่าพี่ติ๊กหายไปไหน
จริงๆ เพิ่งเปลี่ยนกรรมการไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วครับ เราก็เลยออกมาแถลง จริงๆ ต้องบอกว่าในปีที่แล้วที่พี่ติ๊กเป็นกรรมการอยู่ เราบอกเขาแล้วว่าให้เขาเป็นฝ่ายบริหารจัดการ พี่ติ๊กให้เกียรติเขาเสมอ พี่ติ๊กก็เลยไม่ได้แถลงอะไรใดๆ ทั้งสิ้น ให้เขาทำหน้าที่ได้เต็มที่ เราแค่ขอข้อมูลว่าจะมีดีลนั้นดีลนี้กับน้องดีหรือไม่ดี ขอให้มาคุยกับเรา ต้องบอกว่าตอนที่พี่ติ๊กเป็นผู้บริหาร พี่ติ๊กมีดีลอะไรก็จะส่งให้เขาดูก่อน พี่ติ๊กก็เลยรู้สึกว่าเราน่าจะทำเหมือนกัน พี่ติ๊กขอแค่นี้เอง
ซึ่งจากนี้ไปเราก็จะพยายามหาช่องทางคุยครับ เราก็ใช้กระบวนการตามกฎหมาย ไม่แน่ใจว่าเขาจะคุยกับเราไหม หรือจะคุยกับเราเมื่อไหร่ แต่ในการสนับสนุน PROXIE ของติ๊กก็ยังเหมือนเดิม ก็ถ้าฝั่งเขาได้ดูอยู่ คิดว่าฝั่งนั้นก็คงมีผู้ใหญ่ก็มาเจรจากัน เรามีหนังสือส่งถึงผู้ร่วมทุนของเขาแล้วว่าเรื่องนี้เราอยากให้คุยกันนะ เราไม่อยากให้เสื่อมเสียชื่อเสียงใดๆ ถ้าจะผิดพลาดก็เป็นเรื่องของธุรกิจ แต่ตัวน้องๆ ไม่กระทบ เรายังสนับสนุนอยู่เหมือนเดิม แต่เราไม่ได้ตั้งธงใดๆ ทั้งสิ้นครับ เราอยากกลับมาคุยกันว่าขอให้ย้อนกลับไปตอนปี 62 ตอนที่เราตั้งกัน เราคุยกันไว้ยังไง อยากให้ทำอย่างนั้น ขอให้เคารพสัญญา เคารพความไว้เนื้อเชื่อใจกัน”
ติ๊ก : “ผมเชื่อว่าในกระบวนการทุกอย่างมันต้องโปร่งใส ซึ่งความโปร่งใสและความซื่อสัตย์ต่อธุรกิจร่วมกัน ผมมีให้มาตลอดครับ”
ทนาย : “อย่างน้อยพี่ติ๊กก็ยังมีสิทธิในฐานะผู้ถือหุ้นอยู่ดีครับ พี่ติ๊กยังไม่ได้ทอดทิ้งไปไหน แต่สิทธิของผู้ถือหุ้นกับสิทธิของผู้บริหารมันไม่เท่ากันแค่นั้นเอง”
ยังคงจะไปให้กำลังใจ PROXIE ในคอนเสิร์ตใหญ่ที่จะถึงนี้ต่อไป
ติ๊ก : “ผมก็พยายามมาตลอด 1 ปีนะครับ พยายามด้วยตัวเองจนไม่ไหวแล้ว ก็เลยต้องมาปรึกษาด้านกฎหมายจนถึงปัจจุบันนี้ สิ่งที่ผมกังวลมากๆ เลยก็คือเราทำงานศิลปะ เราก็อยากทำให้มันดี และงานนี้มันไม่ใช่แค่ส่งเสริมให้ศิลปินดัง มันมีเรื่องของระหว่างทางด้วย เพื่อให้เกิดความประทับใจต่อในทุกๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฐานแฟนคลับ คนที่เข้ามาเจอน้องๆ คนที่น้องๆ ได้มีโอกาสได้เข้าไปเจอ การทำงาน ประสบการณ์ต่างๆ ของเขา รวมถึงคู่ค้าของเรา ผมรู้สึกว่าในการดำเนินนโยบายในการทำงานของเรา การที่เราจะผลักดันศิลปินไปสู่เป้าหมายของเรา ระหว่างทางผมต้องการให้เกิดความรักและความรู้สึกดีๆ ต่อกัน และมีฟีดแบ็กที่ดีกลับมาด้วยซ้ำ
ก็กังวลครับ รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ ผมว่าถ้ามันเกิดการบริหารจัดการร่วมกันมันเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว และทุกๆ อย่างมันสามารถที่จะตรวจสอบได้ เอาขึ้นมาวางบนโต๊ะ ชัดเจน โปร่งใส การทำงานร่วมกันแบบนี้คือสิ่งที่เราปรารถนาอยู่แล้วครับ ส่วนที่คนบอกว่า PROXIE จะขาดผมไม่ได้ ผมคิดว่าไม่หรอกครับ เพราะน้องๆ เขาก็ต้องเติบโตขึ้นตามหน้าที่การงานของเขา ผมในฐานะที่เริ่มต้นมาพร้อมๆ กับเขา ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบไหนก็แล้วแต่ จะดูแลหรือไม่ดูแลเขาต่อก็ตาม สิ่งที่ผมเห็นเขาเติบโต พอเวลาเขาไปทำงานและมีฟีดแบ็กกลับมา มีคนรักเขา ชื่นชอบเขา เขามาชมน้องๆ ให้ผมฟัง ผมภูมิใจกับสิ่งนี้มากๆ เลย มันทำให้ผมใจชุ่มชื้น ก็อย่าลืมไปดูคอนเสิร์ตน้องๆ นะครับ บัตรก็ยังขายอยู่ ผมก็จะไปให้กำลังใจน้องๆ ครับ
ผมอยากให้น้องๆ โฟกัสในสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ตอนนี้ ก็คือในเรื่องของหน้าที่การงานที่เขาต้องรับผิดชอบในฐานะที่เขาเป็นไอดอล การเพอร์ฟอร์ม การซ้อมของเขา การที่เขาไปเจอสังคม ความประพฤติต่างๆ ลักษณะที่จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ก็อยากให้เขาโฟกัสตรงนี้ และทำในสิ่งที่ตัวเองฝัน เราจะล่าฝันไปด้วยกันครับ”
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO