พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากนักการทูตสู่นักปฏิวัติ (3)
My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
พระสารสาสน์พลขันธ์
: จากนักการทูตสู่นักปฏิวัติ (3)
ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และแบบจำลองสังคมสยามในสถานทูตไทยที่ปารีส ไม่เพียงแต่สร้างความเหลื่อมล้ำและกดดันแก่ข้าราชการสถานทูตเท่านั้น แต่ยังสร้างความอยุติธรรมให้เกิดกับเหล่านักเรียนไทยอีกด้วย ดังที่พระสารสาสน์ฯ ประจักษ์อันทำให้เขาผันตัวเองออกจากนักการทูตในฝรั่งเศสกลายมาเป็นนักปฏิวัติ ผู้มุ่งปฏิวัติสยามให้เป็นประชาธิปไตยให้จงได้
พระสารสาสน์ฯล้วงแผนปฏิวัติสยาม
ความสัมพันธ์ระหว่างพระสารสาสน์ฯ-เจ้าหน้าที่สถานทูตไทยที่ปารีสกับนักเรียนไทยในฝรั่งเศสช่วงทศวรรษ 2460 คงดำเนินกันไปตามปกติของราชการ อย่างไรก็ตาม นายปรีดี แกนนำนักศึกษาไทยในฝรั่งเศสบันทึกเพิ่มถึงมิตรภาพที่เขาได้รับจากพระสารสาสน์ฯ ในฐานะมิตร แม้จะมีความต่างวัยแต่มีอุดมการณ์เดียวกันไว้ว่า ในระหว่างที่นายปรีดีศึกษาต่อในฝรั่งเศสนั้น พระสารสาสน์ฯ เคยให้ความช่วยทางการเงินแก่เขาในยามที่เขาตกในความยากลำบาก (Judith Stowe, 1991, 72)
สำหรับการรณรงค์การปฏิวัติของพระสารสาสน์ฯ ในสายตาของนายปรีดีได้เล่าย้อนความทรงจำว่า ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับสยาม (2470) นั้น พระสารสาสน์ฯ ได้เชิญเขามากินอาหารร่วมกันสองคนที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในปารีส จากนั้นพระสารสาสน์ฯ พยายามสนทนาเพื่อถามความในใจเขาว่า เมื่อนายปรีดีกลับประเทศแล้วจะทำการปฏิวัติอย่างไร แต่เขามิได้บอกแผนการปฏิวัติ เพราะเขาเห็นว่า พระสารสาสน์ฯเป็นข้าราชการ
อย่างไรก็ตาม นายปรีดีสังเกตว่า พระสารสาสน์ฯ อยากปฏิวัติสยามให้เป็นประชาธิปไตยมาก ถึงขนาดพระสารสาสน์ฯ ใช้วิธีเชิญชวนนักเรียนให้ปฏิวัติสยามโดยใช้วิธีเชิญมารับประทานอาหารร่วมกัน นายปรีดีเล่าต่อว่า ภายหลังที่เขากลับสยามแล้ว เขาทราบมาจากนักเรียนไทยในฝรั่งเศสที่กลับสยามเล่าให้เขาฟังว่า ในบางครั้งพระสารสาสน์ฯ ก็ชักชวนนักเรียนร่วมปฏิวัติตรงๆ ก็มี เช่น นายเดือน บุนนาค นักเรียนกฎหมาย (ปรีดี พนมยงค์, 2517, 18-19)
นักการทูต ผู้เดินสู่เส้นทางนักปฏิวัติ
ด้วยความปรารถนาให้สยามมีเสรีภาพและความเท่าเทียมของพระสารสาสน์ฯ ทำให้เขารู้ว่า การเดินบนเส้นทางนักการทูตภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามมิอาจทำให้สยามมีความเจริญก้าวหน้าเทียมเท่าอารยประเทศเป็นจริงขึ้นมาได้ ในที่สุด เมื่อปี 2471 เขาตัดสินใจลาออกจากกระทรวงการต่างประเทศเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง
ดังที่เขาเคยเล่าไว้ในภายหลังว่า ถึงแม้ว่าเขามิได้ร่วมก่อการปฏิวัติ 2475 ด้วย “แต่เคยก่อการเพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญมาก่อนใครทั้งหมด จนกระทั่งได้รับผลร้ายจากระบอบเก่า”, (หจช.สร. 0201.8/85 , จดหมายของพระสารสาสน์ฯ ถึงอธิบดีกรมตำรวจเรื่องขอความเป็นธรรมในการริบหนังสือเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเศรษฐกิจการเงิน ลงวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2481)
Persona non grata บุคคลที่ระบอบเก่าแสนรังเกลียด
หลังจากที่เขาลาออกจากนักการทูตแล้ว รัฐบาลสยามจับจ้องความเคลื่อนไหวทางการเมืองของพระสารสาสน์ฯ เป็นอย่างมากดังที่โคลดเล่า ทั้งนี้ จากหลักฐานในหอจดหมายเหตุแห่งชาติพบว่า สถานทูตสยามที่ปารีสมีรายงานกลับมายังกระทรวงการต่างประเทศและถึงราชเลขาธิการของพระปกเกล้าฯ ในช่วงเดือนเมษายน 2474 มีบันทึกของเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ (กรมเทววงศ์วโรปการ) ถึงราชเลขาธิการฯ (เจ้าพระยามหิธร) อ้างถึงจดหมายลับจากสถานทูตที่ปารีส เรื่องการงานพฤติกรรมการแจกใบปลิวของเขาแก่นักศึกษาในยุโรปเมื่อปี 2474 ระบุว่า
ในใบปลิวที่พระสารสาสน์ฯ แจกจ่ายนักเรียนไทยในยุโรปมีใจความ “ยุยงปั่นหัว” นักเรียนให้บังเกิด “ความฟุ้งซ่านในการเมือง” โดยสถานทูตได้ส่งใบปลิวที่เขาแจก เรื่อง “Let us cut the bunk” บทที่ 2, 3, 4 กลับมารายงานให้รัฐบาลสยามทราบ เรื่องความเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขาที่ฝรั่งเศสนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ มีพระราชบรมราชวินิจฉัยให้ “คุมดูแลไว้ก่อน ยังไม่ควร take action”
กระทรวงการต่างประเทศโทรเลขสั่งการไปยังสถานทูตที่ปารีส จากนั้น อัครราชทูต (พระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร) ให้ไปแจ้งความยังหัวหน้าสถานีตำรวจกรุงปารีสให้ทราบถึงความประพฤติที่เป็นภัยของพระสารสาสน์ฯและรัฐบาลสยามขอให้ตำรวจปารีสจับกุมเขา ต่อมากระทรวงต่างประเทศได้รายงานความเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขาและการดำเนินการของรัฐบาลสยามต่างๆ ให้กับกรมพระนครสวรรค์ฯ และพระปกเกล้าฯทราบถึงพฤติกรรมของเขาในการปลุกเร้าการปฏิวัติสยามและการดำเนินการต่อต้านเขาจากสถานทูตที่ปารีสด้วย (หจช.ม ร.7 ม/10 เรื่อง พระสารสาสน์พลขันธ์ (10-16 เมษายน 2474))
ทั้งนี้ ในหนังสือ “Government and People”(1937) ของพระสารสาสน์ฯ เขาบันทึกว่า ในช่วง 2473 หลังจากที่บำเพ็ญเป็นนักปฏิวัติแล้ว เขาได้เคยเขียนหนังสือการเมืองเล่มเล็กที่ฉาวโฉ่ (notorious pamphlets) แจกจ่ายแก่นักเรียนไทยในฝรั่งเศสและอังกฤษจนทำให้รัฐบาลเผด็จการในระบอบเก่าเรียกร้องให้รัฐบาลฝรั่งเศสเนรเทศเขา แต่ประเทศฝรั่งเศสนั้นปกครองระบอบประชาธิปไตยจึงไม่ยอมริบหนังสือและเนรเทศเขาตามที่สยามเรียกร้อง (Phra Sarasas, 1937, (1)-(2))
ผลงานเขียนบนหน้าหนังสือพิมพ์ก่อนการปฏิวัติ 2475
หลังจากที่พระสารสาสน์ฯ ในฐานะนักปฏิวัติ เขาเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วยการเดินทางไปมาอังกฤษและฝรั่งเศสเพื่อชักชวนให้นักเรียนไทยร่วมมือในการปฏิวัติผ่านหนังสือเล่มเล็กทางการเมือง (pamphlet) ที่เขาเขียนขึ้นในปี 2473 ในรูปจดหมายทางการเมืองแจกจ่ายจำนวนจำกัดในกลุ่มนักเรียนไทย ในหนังสือการเมืองเล่มเล็กที่เขาได้แจกจ่ายนั้น มีสาระสำคัญว่า
เขาปรารถนาให้ประชาชาติในเอเชียมีความเจริญก้าวหน้าและหลุดพ้นจากอำนาจกดขี่ที่ไม่เป็นธรรมของพวกเจ้าอาณานิคม ต้องการให้สยามหลุดพ้นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งเป็นระบอบการปกครองของสยามสมัยนั้น เชิดชูการต่อสู้เพื่อเอกราชของชาวอินเดีย (นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, 2542, 44) ต่อมาถูกตีพิมพ์รวมเล่มในชื่อ “Government and People”(1937) พิมพ์ที่โตเกียว
บทความของเขาในสยามและปารีสที่เผยแพร่ไปทั่วถูกตัดและปิดในสมุดติดข่าวของเหล่าปัญญาชนชาวสยาม เธอสรุปว่า “ปากกาของเขาประดุจเดียวกับดาบ” เธอเปรียบเปรยว่า “สิ่งพิมพ์ของเขาเทียบได้กับงานของวอลแตร์ที่กรุยหนทางไว้สำหรับการปฏิวัติฝรั่งเศส 1789 “ความเคลื่อนไหวของเขาไม่เพียงแต่อยู่ในความสนใจของรัฐบาลสยามเท่านั้น แต่มีผลในการกระพือโหมความสนใจต่อกลุ่มปฏิรูปอื่นๆ ในกรุงเทพฯด้วย (Phra Sarasas, 1942, 226)
นักปฏิวัติทางไกล
ในหนังสือ My Country Thailand (1942) พระสารสาสน์ฯ เล่าว่า ในขณะที่เขาอยู่ในฝรั่งเศส รัฐบาลในระบอบเก่าเรียกร้องให้รัฐบาลฝรั่งเศสติดตามความเคลื่อนไหวของเขา มีการติดตามเขาทุกฝีก้าว จดหมายของเขาถูกเปิดอ่าน ปัญหาเหล่านี้เข้าสู่การถกเถียงในคณะรัฐมนตรีฝรั่งเศส ข้อมูลของเขาถูกส่งไปยังสถานีตำรวจ แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยฝรั่งเศสปกครองประชาธิปไตยและความช่วยเหลือจากมิตรที่มีอำนาจในรัฐบาลฝรั่งเศส ทำให้เขายังเคลื่อนไหวต่อไปได้และอยู่ในฝรั่งเศสต่อไปในฐานะผู้ลี้ภัยทางการเมือง
จดหมายและหนังสือเล่มเล็กทางการเมืองของเขาถูกแจกกระจายไปยังนักเรียนไทยทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา บทความปฏิวัติของเขาปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์สยาม อย่างไรก็ตาม การรณรงค์ทางการเมืองในต่างแดนของเขานั้นเริ่มประสบปัญหา “ถังแตก” (penniless) ซึ่งรัฐบาลในระบอบเก่าของสยามก็เฝ้าดูปัญหานี้ของเขาอย่างใกล้ชิดรอดูวันเขาสิ้นฤทธิ์ (Phra Sarasas, 1942, 225-227)
บทบาทในการตั้งคำถามต่อระบอบเก่าและจุดประกายของการปฏิวัติสยามของเขาปรากฏในคอลัมน์หน้าหนังสือพิมพ์ในสยามและปรากฏในรูปสิ่งพิมพ์ทางการเมืองที่เขาแจกจ่ายให้แก่นักเรียนไทยผู้รักชาติในยุโรป มีสาระอย่างไรนั้นติดตามต่อในตอนหน้า
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากนักการทูตสู่นักปฏิวัติ (3)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly