โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“กรุงศรี” ชู SPRC–BCP เด่น รับค่าการกลั่นพุ่ง-IEA ระบายน้ำมันพยุงซัพพลาย

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา กำลังส่งผลกระทบต่อระบบพลังงานและการขนส่งน้ำมันของโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะบริเวณ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และมีปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติไหลผ่านคิดเป็นเกือบ 20% ของอุปทานพลังงานโลกต่อวัน

ความเสี่ยงดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นหลังเกิดเหตุโจมตีเรือสินค้าและการวางทุ่นระเบิดในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้การเดินเรือเชิงพาณิชย์จำนวนมากต้องหยุดหรือเปลี่ยนเส้นทางชั่วคราว ขณะที่ราคาพลังงานโลกเริ่มผันผวนจากความกังวลด้านอุปทาน

โดยมีเรือการค้าหลายลำได้รับความเสียหายจากการโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางไปยังตลาดโลก เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ปริมาณการเดินเรือผ่านพื้นที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และสร้างความกังวลว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อสมดุลอุปทานพลังงานโลกในระยะสั้น

ขณะเดียวกัน หากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเกิดการหยุดชะงักเป็นเวลานาน ตลาดน้ำมันโลกอาจพลิกเข้าสู่ภาวะขาดดุลอุปทานได้ เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีปริมาณน้ำมันไหลผ่านราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งถือเป็นสัดส่วนสำคัญของการค้าพลังงานโลก

ท่ามกลางความไม่แน่นอนดังกล่าว หลายประเทศและองค์กรพลังงานระหว่างประเทศเริ่มติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงการพิจารณาใช้ คลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve) เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงาน หากเกิดการหยุดชะงักของอุปทานในวงกว้าง

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังเป็นปัจจัยกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก โดยเลือก บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เป็นหุ้นเด่นลงทุน จากแนวโน้มค่าการกลั่นที่ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้น และปัจจัยหนุนจากการระบายน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ของประเทศสมาชิก IEA ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเสี่ยงด้านการจัดหาน้ำมันดิบในระยะสั้น

ฝ่ายวิจัยประเมินว่า แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงกดดันต่ออุตสาหกรรมพลังงานขั้นปลาย (Downstream) แต่ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่าศักยภาพการโจมตีของอิหร่านเริ่มอ่อนกำลังลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยจำนวนการยิงขีปนาวุธและโดรนปรับลดลงมากกว่า 90% จากระดับก่อนหน้า

อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของตลาดพลังงานโลก ยังคงอยู่ในระดับสูง หลังมีรายงานความเสียหายต่อเรือสินค้าและการวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ ส่งผลให้ระบบขนส่งและการผลิตน้ำมันอาจต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 เดือนภายหลังสถานการณ์คลี่คลาย จึงจะสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้อย่างเต็มที่

ในมุมมองการลงทุน บล.กรุงศรีได้ประเมินกลยุทธ์ภายใต้ 3 ฉากทัศน์หลัก เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ โดยในกรณีฐานที่ความขัดแย้งไม่ยืดเยื้อเกิน 2 เดือน มองว่ากลุ่มโรงกลั่น โดยเฉพาะ SPRC และ BCP จะเป็นกลุ่มที่มีความปลอดภัยเชิงเปรียบเทียบและน่าลงทุนมากที่สุด เนื่องจากมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากค่าการกลั่นที่ยังมีอัพไซด์ และสามารถจัดหาน้ำมันดิบเข้าสู่ระบบได้มากขึ้นจากการสนับสนุนของคลังน้ำมันสำรองยุทธศาสตร์

ขณะที่ในกรณีการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นเป็นเวลานานจนกระทบต่อการส่งออกน้ำมันดิบของโลกอย่างมีนัยสำคัญ ฝ่ายวิจัยมองว่าหุ้นพลังงานต้นน้ำอย่าง บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP จะเป็นทางเลือกลงทุนที่โดดเด่นที่สุด เนื่องจากมีแนวโน้มได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น

ส่วนในกรณีที่สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติภายในเดือนมีนาคม 2569 หุ้นในกลุ่มปิโตรเคมีอย่าง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC และ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL มีโอกาสกลับมาเป็นเป้าหมายของการเก็งกำไรอีกครั้ง เนื่องจากภาวะสงครามได้ส่งผลให้ซัพพลายปิโตรเคมีทั่วโลกตึงตัวในระยะสั้น และแม้ความขัดแย้งจะคลี่คลายลง กระบวนการฟื้นตัวของการผลิตและการขนส่งยังต้องใช้เวลา ทำให้ภาวะอุปทานยังไม่กลับสู่สมดุลโดยทันที

ทั้งนี้ บล.กรุงศรียังคงคำแนะนำ Bullish ต่อกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี โดยเลือก SPRC และ BCP เป็น Top Pick จากมุมมองว่า การระบายน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ของ IEA จะช่วยเพิ่มความสามารถในการจัดหาน้ำมันดิบให้แก่โรงกลั่นไทย และหนุนให้ค่าการกลั่นมีโอกาสปรับตัวขึ้น ขณะเดียวกัน หากสงครามในตะวันออกกลางไม่ยืดเยื้อเกิน 2 เดือน กลุ่มโรงกลั่นจะยังเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีความน่าสนใจและมีความปลอดภัยเชิงเปรียบเทียบสำหรับการลงทุน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยยังเตือนว่า แม้สหรัฐจะพยายามเข้าควบคุมสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ และมีความคืบหน้าในการลดศักยภาพทางทหารของอิหร่าน แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเรือการค้าและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานยังไม่สิ้นสุด จึงทำให้ภาวะ supply disruption มีแนวโน้มยืดเยื้อในระยะสั้น และอาจต้องใช้เวลามากกว่า 1 เดือนกว่าระบบการผลิตและขนส่งจะฟื้นตัวกลับสู่ระดับปกติ ส่งผลให้ซัพพลายปิโตรเคมียังมีแนวโน้มตึงตัวต่อไปในช่วงสั้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...