โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘เพจประชาคมแพทย์’ ชำแหละนโยบายแรงงานพรรคประชาชน ส่อให้ต่างด้าวตั้งสหภาพแรงงานในไทยได้เสรี หวั่นทำ รพ.รัฐวิกฤต – เศรษฐกิจไทยพัง

THE STATES TIMES

อัพเดต 02 ก.พ. เวลา 04.39 น. • เผยแพร่ 02 ก.พ. เวลา 05.00 น. • THE STATES TIMES TEAM

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘ประชาคมแพทย์’ ได้โพสต์ข้อความว่า สิ่งที่อยู่ในความฝันของพรรคส้มคือ
การเอื้ออำนวย ให้เกิดสิ่งต่างๆต่อไปนี้ได้ง่ายขึ้น นี่คือภาพสมมุติที่มีโอกาสเกิดขึ้นจริง
การจัดตั้งสหภาพแรงงาน อาหารแปรรูป แห่งสมุทรสาคร ( ประธานและสมาชิกเป็นพม่า 90%)
สหภาพแรงงานประมง แห่งระนอง ( ประธานและสมาชิกเป็นพม่าล้วน)
สหภาพแรงงาน ธุรกิจสุขภาพ แห่งพัทยา ( ประธานและสมาชิกเป็นรัสเซียล้วน)
สหภาพแรงงานSME แห่งเกาะพะงัน ( ประธานและสมาชิกเป็นอิสราเอลล้วน)
สหภาพแรงงานSME แห่ง ระยองตราดจันทบุรี
( ประธานและสมาชิกเป็นจีน 90%)
ฯลฯ
ก็ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยดีนะครับ ( ถ้าใครคิดว่าเรากำลังด่าส้ม ขอให้คิดใหม่) ฝันนี้ไม่ไกลเกินจริงตามนโยบายของพรรค นี่อาจเป็นนโยบายส่วนขยายของคำว่า ไทยทันโลก ของพรรคประชาชน เมื่อมาตรฐานสากล ชนกับความเป็นจริงของประเทศไทย นโยบายแรงงาน สิทธิแรงงาน เสน่ห์การลงทุน และภาระสาธารณสุขที่สังคมไทยต้องคิดให้รอบด้าน
ในบรรดาพรรคการเมืองไทยทั้งหมดในปัจจุบัน ปรากฏชัดว่า พรรคประชาชน เป็นพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว ที่ระบุไว้ในเอกสารนโยบายอย่างเป็นทางการว่า ประเทศไทยควรให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 และควรเปิดกว้างสิทธิในการจัดตั้งสหภาพแรงงาน โดยไม่จำกัดเชื้อชาติหรือสถานที่ทำงาน
ข้อเท็จจริงนี้ ไม่ใช่ข้อกล่าวหา ไม่ใช่การตีความ และไม่ใช่การโจมตีทางการเมือง แต่เป็นเนื้อหาที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์นโยบายของพรรคโดยตรง ( อยากรู้ลองไป search ดูนะครับ) คำถามสำคัญที่สังคมไทยควรถาม จึงไม่ใช่เรื่องเจตนารมณ์ แต่คือ
> หากนโยบายนี้ถูกนำมาใช้จริง ซึ่ง อาจเกิดผลดีคือเพิ่ม GDP ประเทศไทยอาจจะต้องเผชิญผลกระทบเชิงโครงสร้างอย่างไรบ้าง ในการแลกเปลี่ยน ประโยชน์ครั้งนี้ โดยเฉพาะในสองมิติที่เปราะบางและอ่อนไหวที่สุด คือ
เศรษฐกิจ และ สาธารณสุข
เหตุใดไทยจึง “ยังไม่ให้สัตยาบัน” ILO 87 และ 98 ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยถูกวิจารณ์ว่า ไม่เดินตามมาตรฐานสากลด้านสิทธิแรงงาน แต่ในความเป็นจริง การไม่ให้สัตยาบัน ILO 87 และ 98
อาจไม่ใช่เพราะรัฐไทย “ไม่เข้าใจ” หากแต่เป็น การเลือกเชิงยุทธศาสตร์ เพราะการให้สัตยาบันทั้งสองฉบับ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสิทธิแรงงาน แต่คือการเปลี่ยนสมดุลอำนาจระหว่างแรงงาน – ทุน – รัฐ – ระบบสวัสดิการ และการเปลี่ยนสมดุลนี้ มีต้นทุนสูงมาก
เสน่ห์เงียบของประเทศไทยในสายตานักลงทุน นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในภาคการผลิต ให้ความสำคัญกับปัจจัยหลัก 3 เรื่องเสมอ
1. ต้นทุนแรงงาน
2. ความแน่นอนและคาดการณ์ได้ของระบบ
3. ความเสี่ยงจากความขัดแย้งแรงงาน
ประเทศไทยมีจุดเด่นสำคัญข้อหนึ่งที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง คือ
> ความเสถียรด้านแรงงาน
ไทยเป็นประเทศที่ การประท้วงแรงงานขนาดใหญ่เกิดขึ้นไม่บ่อย การนัดหยุดงานระดับอุตสาหกรรมมีน้อย การปรับขึ้นค่าแรงมักเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ต้นทุนแรงงานสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่ให้สัตยาบัน ILO 87 และ 98 อย่างเต็มรูปแบบ
ซึ่งมักเผชิญกับ สหภาพแรงงานข้ามอุตสาหกรรม การประท้วงเป็นระยะ ความผันผวนของต้นทุนแรงงาน
ความ “นิ่ง” ของแรงงานไทย จึงกลายเป็น เสน่ห์เชิงโครงสร้าง ที่ช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติอย่างต่อเนื่อง
การปฏิวัติแรงงาน = ต้นทุนทุนที่สูงขึ้น
หากประเทศไทยให้สัตยาบัน ILO 87 และ 98 พร้อมเปิดกว้างสิทธิการจัดตั้งสหภาพโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ สิ่งที่เกิดขึ้นแทบจะแน่นอน คือ อำนาจต่อรองแรงงานเพิ่มขึ้น ค่าแรงเฉลี่ยสูงขึ้น สวัสดิการแรงงานเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงการนัดหยุดงานเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจสูงขึ้น นี่ไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นการ “เลือกโมเดลเศรษฐกิจใหม่” ปัญหาคือ ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงรอยต่อ
> ค่าแรงไม่ต่ำ
แต่ผลิตภาพแรงงานยังไม่สูงพอ หากต้นทุนเพิ่มเร็ว แต่ผลิตภาพไม่เพิ่มตามความสามารถในการแข่งขันย่อมลดลง
และเมื่อความเสี่ยงแรงงานสูงขึ้น
นักลงทุนบางส่วนอาจเลือก
> ย้ายฐานการผลิตไปประเทศที่ต้นทุนต่ำกว่า และระบบแรงงานนิ่งกว่า โอกาสการลงทุนที่หายไป ไม่ใช่สิ่งที่เรียกกลับมาได้ง่าย
จุดเปราะบางที่สุด: ระบบสาธารณสุข
ก่อนจะพูดถึงการขยายสิทธิแรงงาน จำเป็นต้องยอมรับข้อเท็จจริงหนึ่งร่วมกันก่อนว่า
> ระบบสาธารณสุขของไทย “ตึงมือ” อยู่แล้ว
วันนี้ ประชาชนไทยส่วนใหญ่อยู่ในระบบประกันสังคม ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ภายใต้ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ภาพที่คนไทยจำนวนมากพบเจอคือ การรอคิวตรวจและผ่าตัดนาน ห้องฉุกเฉินแออัด บุคลากรทางการแพทย์ทำงานเกินกำลัง ในหลายจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจและชายแดน โรงพยาบาลรัฐต้องรองรับคนไข้จำนวนมาก รวมถึงแรงงานต่างชาติในสัดส่วนสูง
ความคับข้องใจที่สังคมไม่ควรมองข้าม ความรู้สึกของประชาชนไทยจำนวนมากคือ
> “เราจ่ายภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย
แต่ต้องรอคิวรักษาพยาบาลในระบบที่แน่นขนัด” ในขณะที่บางพื้นที่ ห้องรอคนไข้เต็มไปด้วยแรงงานต่างชาติ ซึ่งประชาชนจำนวนหนึ่งไม่เข้าใจว่า งบประมาณมาจากไหน ใครเป็นผู้สมทบ ระบบมีแผนรองรับหรือไม่ ความรู้สึกนี้ ไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่เป็นความกังวลว่า
> ทรัพยากรที่มีจำกัด กำลังถูกแบ่งเพิ่ม
โดยที่ระบบยังไม่แข็งแรงพอ เมื่อสิทธิแรงงานขยายตัว → ภาระสวัสดิการจะขยายตาม หากแรงงานสามารถรวมตัวข้ามสถานประกอบการ และไม่ถูกจำกัดด้วยเชื้อชาติ การเรียกร้องย่อมไม่หยุดอยู่แค่ค่าแรง แต่จะขยายไปสู่สิทธิด้านการรักษาพยาบาล คุณภาพบริการ ความเท่าเทียมในการเข้าถึงสวัสดิการ ในเชิงหลักการ นี่คือเรื่องสิทธิ แต่ในเชิงระบบ นี่คือ ภาระเพิ่มเติมต่อสาธารณสุข หากงบประมาณ บุคลากร และโครงสร้างไม่เพิ่มตาม
ผลที่อาจเกิดขึ้นคือ คิวรักษาที่นานขึ้น คุณภาพบริการลดลง ความไม่พอใจของประชาชนเพิ่มขึ้น จุดตัดอันตรายของประเทศ ความเสี่ยงสูงสุดของนโยบายลักษณะนี้ คือ
> เศรษฐกิจชะลอตัวจากต้นทุนที่สูงขึ้น
แต่ภาระสาธารณสุขและสวัสดิการเพิ่มขึ้นพร้อมกัน เมื่อการลงทุนใหม่ลดลง รายได้รัฐไม่เพิ่ม แต่ความต้องการใช้บริการสาธารณสุขสูงขึ้น รัฐจะถูกบีบจากทุกด้าน และผู้ที่รับแรงกระแทกมากที่สุดคือ โรงพยาบาลรัฐ บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนผู้ใช้บริการ
บทสรุป
การให้สัตยาบัน ILO 87 และ 98 และการเปิดกว้างสิทธิจัดตั้งสหภาพแรงงานโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ไม่ใช่เรื่อง “ผิด” ในเชิงหลักการ แต่ในบริบทของประเทศไทย นี่คือการตัดสินใจเชิงโครงสร้าง ที่ต้องแลกกับเสน่ห์ด้านเสถียรภาพแรงงาน ความสามารถในการดึงดูดการลงทุน และภาระต่อระบบสาธารณสุขที่ตึงตัวอยู่แล้ว
การที่ประเทศไทยยังไม่ให้สัตยาบัน ILO 87 และ 98 อาจไม่ใช่ความล้าหลัง แต่เป็นการเลือกเพื่อรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สวัสดิการ และเสถียรภาพของระบบ
คำถามสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่ว่า “มาตรฐานสากลดีหรือไม่” แต่คือ
> ประเทศไทยพร้อมหรือยัง
ที่จะจ่ายต้นทุนของการเปลี่ยนแปลงนั้น และประชาชนไทยจะไม่ถูกบังคับให้ ‘ยอมรับสภาพ’ เพียงฝ่ายเดียวหรือไม่
กลับมาพูดถึงเรื่อง ข้อเสนอ และการใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ กระแสของ ไอซ์ ฟีเวอร์ ที่ ตีแผ่ การใช้จ่ายงบประมาณของ กองทุนประกันสังคม โดยหวังดึงคะแนนเสียงของภาคแรงงาน และคิดว่าอาจจะกำลังจะได้ผลสำเร็จ
เราขอแสดงความยินดีกับ “ด้อมส้ม” และผู้สนับสนุนนโยบายแรงงานของพรรคประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานกว่า 24 ล้านคน ของประเทศ นโยบายด้านแรงงานของพรรคประชาชน ซึ่งถูกนำเสนอด้วยถ้อยคำที่ฟังดูงดงาม และพยายามทวงคืนความเป็นธรรมในหลายมิติ แต่อาจมีรายละเอียดบางส่วนที่หลายท่านยังไม่ทันสังเกต นั่นคือ การเปิดประตูสู่โครงสร้างสหภาพแรงงานในบริบทสากล ที่ไม่ได้มีเพียงแรงงานไทยอยู่ในสมการอีกต่อไป
ภายใต้นโยบายการให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ตามที่พรรคประชาชนประกาศไว้ในเว็บไซต์ ประเทศไทยมีแนวโน้มจะกลายเป็นจุดหมายปลายทางของแรงงานต่างชาติอีกหลายแสน หรืออาจถึงระดับหลายล้านคนที่จะเข้ามาเป็น “เพื่อนร่วมงาน” ในตลาดแรงงานเดียวกับแรงงานไทย พร้อมสิทธิและอำนาจการรวมตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในการจัดตั้งสหภาพแรงงาน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...