ภาคประชาชนรณรงค์ 'เลือกตั้ง 8 กุมภา' กาเห็นชอบรัฐธรรมนูญ-ถอดถอนองค์กรอิสระทำผิดซ้ำซาก
ภาคประชาชนรณรงค์ ‘เลือกตั้ง 8 กุมภา’ กาเห็นชอบรัฐธรรมนูญ-ถอดถอนองค์กรอิสระทำผิดซ้ำซาก
เมื่อวันที่ 4กุมภาพันธ์ ที่ลานหน้าหอศิลป์ กรุงเทพมหานาคร เครือข่ายขับเคลื่อนสังคมเลือกตั้ง 69 ร่วมกับขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน จัดกิจกรรมรณรงค์เชิญชวนประชาชนออกไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญ ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีการแจกสติกเกอร์ติดรถ แผ่นพับ ปราศรัย ดนตรี และบทกวี โดยมี นางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมชายบ้านกาญจนาภิเษก น.ส.อังคณา อินทะสา ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล น.ส.สุภาภรณ์ พันธ์ประสิทธิ์ กลุ่มไรเดอร์เซ็นเตอร์ นายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน นายชูวิทย์ จันทรส เลขาธิการมูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว น.ส.เครือมาศ ศรีจันทร์ ผู้ประสานงานเครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต นายบัณฑิต แป้นวิเศษ หัวหน้าฝ่ายแรงงานมูลนิธิเพื่อนหญิง และภาคีเครือข่ายร่วมกิจกรรม
นางทิชา กล่าวว่า คนอาจจะคิดไม่เหมือนกัน แต่การประชามติรัฐธรรมนูญ มีเรื่องราวมากกว่าการกาไม่กี่วินาที ซึ่งหากมีการเห็นชอบมหาศาล ไทยก็จะเข้าสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งใช้เงินเยอะ ส่วนตัวเคยเป็นทีมยกร่างรัฐธรรมนูญชุดนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รับเงินเขียนวันละ 6 พัน ประธานฯ และรองประธานวันละ 9 พันบาท เมื่อรวมค่าใช้จ่ายอื่นอีกจำนวนมาก และมีคนตั้งคำถามว่า ทำไมต้องตั้งงบฯ มหาศาลในการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งๆ ที่มีของเดิมอยู่ แต่กลับลืมตั้งคำถามว่า รัฐธรรมนูญที่ถูกฉีกไป คนฉีกไม่เคยรับผิดชอบงบประมาณที่เสียไป หรือไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย อย่างไรก็ตาม การเขียนใหม่โดยกลุ่มหนึ่งเขาต้องไม่ลืมไปว่ายังมีประชาชนตัวเล็กๆ มากมายในประเทศนี้ ดังนั้น ครั้งนี้จึงอยากให้ประชามติเห็นชอบเพื่อทำรัฐธรรมนูญใหม่ ไปให้ถึงการยึดโยงประชาชนให้มากที่สุด แม้เข้าไปทั้ง 67 ล้านคนไม่ได้ แต่ก็มีตัวแทนเข้าไปเหมือนฉบับ 40 ทั้งนี้การเขียนครั้งนี้น่าจะมีบทเรียนหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือองค์กรอิสระต้องถอดถอนได้จริง เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้งปัจจุบันทำงานผิดพลาดซ้ำซาก แต่ไม่มีการลงโทษ จะเห็นว่าองค์กรอิสระต่างๆ ที่ตั้งขึ้นได้เงินเดือนระดับพรีเมี่ยม บวกสวัสดิการที่ดี แต่ผลงานดิ่งเหวสวนทางกับความคาดหวังประชาชน ดังนั้นการเขียนกันใหม่ ซึ่งไม่ง่ายแต่ก็ดีกว่าจมปลักอยู่กับฉบับที่มาจากเผด็จการและกักขังอนาคตของเราไว้
นายบัณฑิต กล่าวว่า วันนี้กฎหมายภายใต้รัฐธรรมนูญที่บอกว่าให้ประชาชนสามารถรวมตัวเป็นสมาคม มูลนิธิ หรือกลุ่มต่างๆ แต่ในความเป็นจริงคือการรวมตัวเจรจาต่อรองของประชาชน และแรงงานยังไม่เป็นผล เพราะรัฐบาลทุกสมัย ยังไม่รับรองอนุสัญญา ILO ฉบับ 87 และ 98 นี่คือตัวอย่างการลดทอนอำนาจการต่อรองของแรงงาน ทั้งนี้หากมีรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ร่างโดยเผด็จการ หมายถึงจิตวิญญาณแห่งการรวมตัว การพัฒนากฎหมายที่จะทำให้ประชาชน โดยเฉพาะแรงงานไม่สามารถขยับไปได้ บนพื้นฐานกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ฉบับ 2541 หรือฉบับปัจจุบันที่ยังไม่รวมแรงงานบางประเภท เช่น คนทำงานบ้าน แรงงานภาคเกษตร แรงงานภาครัฐตามสัญญาจ้าง และแรงงานลูกครึ่งหรือแรงงานตามแพลตฟอร์มที่ทำงานเยี่ยงทาสบนสัญญาจ้างที่เขาไม่ยอมเป็นนายจ้าง จะได้ไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ไม่ต้องดูแลสวัสดิการของคนทำงาน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนอยู่ภายใต้กฎหมายใหญ่อย่างรัฐธรรมนูญ แต่กลับขัดแย้งกัน ดังนั้นวันนี้ตนจึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์กาเห็นชอบแก้รัฐธรรมนูญใหม่
น.ส.เพชรลดา ศรัทธารัตนตรัย แกนนำเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน เป็นตัวแทนอ่านแถลงการณ์ ความตอนหนึ่งระบุว่า วิกฤติทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่ประเทศไทยเผชิญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีรากฐานสำคัญมาจากโครงสร้างของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ซึ่งตั้งอยู่บนฐานคิดของการรวมศูนย์อำนาจ การสืบทอดอำนาจทางการเมือง เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนถดถอย สะท้อนโครงสร้างทางการเมืองที่ไม่ยอมรับเสียงที่แตกต่าง การลดทอนการมีส่วนร่วมและการตรวจสอบของประชาชนในด้านต่างๆ เป็นการปิดปากประชาชนที่ออกมาปกป้องผลประโยชน์ชาติ และการส่งเสริมบทบาทของกลุ่มทุนขนาดใหญ่โดยขาดการกำกับจากสังคม โครงสร้างดังกล่าวทำลายหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสของประเทศ จนประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีระดับความโปร่งใสต่ำในเวทีโลก เศรษฐกิจเติบโตต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ความเหลื่อมล้ำทางรายได้และโอกาสเพิ่มสูงขึ้น
“ดังนั้นเราจึงเห็นร่วมกันว่า การใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ควบคู่กับการร่วมลงประชามติเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้จะเป็นหนทางสำคัญและจำเป็นในการคลี่คลายทางตันของประเทศ เพื่อเปิดประตูบานแรกในการคืนอำนาจการกำหนดกติกาสูงสุดให้แก่ประชาชน โดยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน โปร่งใส ตรวจสอบได้ กระจายอำนาจ รับรองและคุ้มครองสิทธิประชาชนทุกกลุ่ม คุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อเป็นฐานการพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ มุ่งไปสู่การพัฒนาที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์อย่างเสมอหน้าภายใต้ภูมิรัฐศาสตร์และปัจจัยท้าทายในโลกยุคใหม่” นางสาวเพชรลดา กล่าว
นายชูวิทย์ ได้อ่านบทกวี ชื่อ ประชามติ รัฐธรรมนูญ ก่อนจบกิจกรรม ซึ่งประพันธ์โดยนายวิสุทธิ์ ขาวเนียม เจ้าของรางวัลศิลปาธร ปี 2567 สาขาวรรณศิลป์ ใจความว่า “ขออนาคตเราคืนตื่นขึ้นเถิด อย่าให้ความมืดชักเชิดละเมิดสิทธิ์ สร้างความหวังพลังใจให้ชีวิต ล้างยาพิษที่กร่อนกัดรัฐธรรมนูญ หากยินยอมต่ออธรรมเขียนคำสาป สายลมแห่งเสรีภาพจะสิ้นสูญ บ้านเมืองยับลับล่อสิ่งสมบูรณ์ ความสุขใดจะค้ำคูนประชาชน มาปลดทิ้งปลิงทากสร้างรากฐาน เพื่อลูกหลานไม่ติดบ่วงไม่ร่วงหล่น สู่หุบเหวเปลวไฟในวังวน ซึ่งคนเพียงไม่กี่คนผูกขาดคุม มือจับมือเริ่มต้นใหม่ก้าวไปต่อ ข้ามผ่านพ้นกลล่อโคลนบ่อหลุม ขับไล่หมอกเมฆดำเวียนซ้ำคลุม มรสุมประเทศนี้ต้องคลี่คลาย ขออนาคขออนาคตเราคืนยืนยันสิทธิ์ กำหนดทิศกำหนดทางสร้างความหมาย เมื่อชาติคือประชาชนเกลื่อนกล่นกราย ประชาชนต้องเป็นฝ่ายเคลื่อนพลัง ออกไปเปิดขอบฟ้ากะลาครอบ ร่วมเห็นชอบต้อนรับแสงแห่งความหวัง ฟื้นประเทศขึ้นจากซากผุพัง ปลูกดอกไม้ให้สะพรั่งทั้งแผ่นดิน…ปลูกดอกไม้ให้สะพรั่งทั้งแผ่นดิน”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ภาคประชาชนรณรงค์ ‘เลือกตั้ง 8 กุมภา’ กาเห็นชอบรัฐธรรมนูญ-ถอดถอนองค์กรอิสระทำผิดซ้ำซาก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th