โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

เปิด 5 ลิสต์ต้องห้าม ถ้าอยากรักษาไตให้อยู่กับเราไปนานๆ

TNews

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เปิด5 ลิสต์ต้องห้าม เกี่ยวกับไตไม่ได้ถูกทำร้ายจากภายนอกอย่างเดียว แต่ถูกทำร้ายจาก “น้ำตาลในเลือด” ตลอดเวลา ต่อให้ไม่กินเค็ม ไม่ใช้ยาแรง ไตก็ยังเสื่อมได้ เพราะน้ำตาลสูงจะทำลายหลอดเลือดฝอยในไตโดยตรง ทำให้ไตรั่ว บวม และกรองของเสียได้แย่ลงแบบเงียบ ๆ เร็วกว่าคนทั่วไปหลายเท่า วันนี้ผมจะมาบอกคำตอบให้ชัด ๆ ว่าเป็นเบาหวานแล้วเสี่ยงไตเสื่อมได้ยังไงครับ

เปิด 5 ลิสต์ต้องห้าม ถ้าอยากรักษาไตให้อยู่กับเราไปนานๆ

1️.ไตต้องกรองน้ำตาลสูงตลอดเวลา

ในคนเป็นเบาหวาน ไตไม่ได้ทำงานตามความจำเป็นเหมือนคนทั่วไปครับ แต่ถูกบังคับให้กรองน้ำตาลส่วนเกินออกตลอดทั้งวัน ทั้งที่ร่างกายไม่ได้ออกแรงหรือใช้น้ำตาลจริง ๆ ผลคือแรงดันในหน่วยไตสูงขึ้น หลอดเลือดฝอยฉีกขาดง่าย ผนังกรองหนาตัวและเริ่มรั่ว โปรตีนจึงหลุดออกมาในปัสสาวะ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของไตเสื่อมที่มักไม่มีอาการเตือนเลยครับ

2️.น้ำตาลทำให้ไตอักเสบแบบเงียบ ๆ

น้ำตาลในเลือดที่สูงเรื้อรังจะกระตุ้นสารก่อการอักเสบในเนื้อไต ทำให้ไตบวม แข็ง และเสียโครงสร้างการกรองตามธรรมชาติ การอักเสบนี้ไม่ได้ปวด ไม่แสบ ไม่ฉี่ผิดปกติ แต่จะค่อย ๆ ลดความสามารถในการกรองของเสียลงทีละน้อย จนกว่าจะตรวจเลือดแล้วพบว่าไตเสื่อมไปมากแล้ว ซึ่งจุดนี้มักสายเกินแก้

3️.เบาหวานมักมาคู่กับความดันสูง

คนเป็นเบาหวานจำนวนมากมีความดันสูงร่วมโดยไม่รู้ตัว ความดันจะเพิ่มแรงกระแทกต่อหลอดเลือดในไต ทำให้หน่วยไตเสียหายเร็วขึ้น เมื่อรวมกับผลของน้ำตาลสูง เท่ากับไตถูกโจมตีจากทั้ง “แรงดัน” และ “พิษน้ำตาล” พร้อมกัน ความเสื่อมจึงเร็วและรุนแรงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า แม้จะดูแลอาหารค่อนข้างดีแล้วก็ตาม

เปิด 5 ลิสต์ต้องห้าม ถ้าอยากรักษาไตให้อยู่กับเราไปนานๆ

4️.เส้นประสาทเสื่อม ทำให้ไม่รู้สัญญาณเตือน

เบาหวานทำให้เส้นประสาทรับความรู้สึกและระบบประสาทอัตโนมัติเสื่อม หลาย ๆ คนจึงไม่รู้สึกถึงอาการเตือน เช่น บวม เหนื่อยง่าย หรือปัสสาวะผิดปกติ ไตสามารถเสื่อมไปมากโดยที่เจ้าตัวคิดว่ายังปกติดี ต่างจากคนทั่วไปที่มักมีอาการเตือนให้รีบไปตรวจได้เร็วกว่า

5️.ยาและภาวะแทรกซ้อนสะสมเพิ่มภาระไต

คนเป็นเบาหวานมักต้องใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน ทั้งยาลดน้ำตาล ยาความดัน ยาไขมัน หรือยาแก้ปวด แถมบางคนไปหายามากินเองเพิ่มต่างหาก บางคนซื้อเสริมมาหลายตัว ซึ่งยาทุกตัวต้องผ่านการประมวลผลที่ไต เมื่อใช้ต่อเนื่องเป็นปี ๆ โดยไม่ปรับขนาดตามค่าไต ภาระที่สะสมจะเร่งให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น โดยที่หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็น “ผลจากอายุ” เท่านั้น แต่ไม่ได้แปลว่าจะให้หยุดยาเองนะครับ แค่กินและปรับยาตามคำแนะนำของหมอ อย่าเพิ่มยาหรือหยุดยาเองเด็ดขาดครับ

ลดเสี่ยงเบาหวานได้ = ลดเสี่ยงไตเสื่อมด้วยวิธีนี้

• คุมน้ำตาลไม่ให้เหวี่ยง มากกว่าคุมตัวเลขอย่างเดียว
อย่าโฟกัสแค่น้ำตาลตอนเช้า แต่ให้ดูว่าหลังอาหารพุ่งแรงไหม เลี่ยงแป้งขัดขาว น้ำหวาน และของหวานช่วงเย็น เพราะน้ำตาลเหวี่ยงคือศัตรูตัวจริงของไต

• เดินหลังอาหารทุกมื้อ อย่างน้อย 10–15 นาที
การเดินช่วยดึงน้ำตาลเข้าสู่กล้ามเนื้อ ลดภาระไตทันที ทำต่อเนื่องจะลดทั้งน้ำตาลสะสมและแรงดันในหน่วยไต โดยไม่ต้องพึ่งยาเพิ่ม

• คุมความดันให้ต่ำกว่า 130/80 สม่ำเสมอ
ความดันสูงทำลายไตเร็วพอ ๆ กับน้ำตาลสูง วัดความดันเองที่บ้านบ้าง อย่ารอวัดแค่ตอนมาหาหมอ เพราะค่าที่แกว่งบ่อยคือความเสี่ยงเงียบ

• ลดเค็ม ลดอาหารแปรรูปแบบจริงจัง
โซเดียมทำให้ไตกรองหนักและความดันพุ่ง เลี่ยงของหมักดอง ไส้กรอก อาหารสำเร็จรูป แม้จะไม่หวาน แต่ทำให้ไตเสื่อมเร็วได้

• ดื่มน้ำให้พอ แต่ไม่ฝืนรวดเดียว
น้ำช่วยให้ไตขับของเสียได้ง่ายขึ้น จิบน้ำสม่ำเสมอทั้งวัน ดูสีปัสสาวะให้เหลืองอ่อน หลีกเลี่ยงการดื่มรวดเดียวทีละมาก ๆ

• นอนให้พอ เพราะไตซ่อมตัวเองตอนกลางคืน
การอดนอนทำให้ฮอร์โมนคุมน้ำตาลและความดันรวน ไตอักเสบง่ายขึ้น นอนก่อนเที่ยงคืนช่วยชะลอไตเสื่อมได้จริง

• ตรวจปัสสาวะหาโปรตีน อย่างน้อยปีละครั้ง
ไตเริ่มพังจะรั่วโปรตีนก่อนค่าเลือดเปลี่ยน ยิ่งเจอเร็ว ยิ่งชะลอไตวายได้มาก

จริง ๆ แล้วไตเสื่อมจากเบาหวานไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียวนะครับ แต่เกิดจากความชะล่าใจเล็ก ๆ ที่สะสมหลายปี คุมไม่ใช่แค่น้ำตาล แต่ต้องคุมความดัน เกลือ ยา และคอยตรวจไตสม่ำเสมอ ไตไม่เคยร้องเตือน แต่พอพังแล้ว แทบไม่มีโอกาสย้อนกลับครับ ไม่อยากให้เบาหวานมาทำร้ายไต อยากดูแลให้หายขาดสนใจปรึกษาผมได้เพียงกดลิงค์ไลน์นี้ได้เลยครับ

ขอบคุณที่มาจาก : หมอเจด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...