เปิด 10 ธุรกิจต่างชาติลงทุนสูงสุดปี 68 “ธุรกิจรับจ้างผลิต”แชมป์ “บริการคอมพิวเตอร์”รอง กรมพัฒน์ยันปี 69 อำนวยความสะดวกเต็มสูบ
ปี 2568 ที่ผ่านมา เป็นอีกหนึ่งปี ที่ต่างชาติให้ความสำคัญกับการเข้ามาลงทุนในไทย แม้ว่าสถานการณ์โลกจะมีปัญหามากมาย ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ การกีดกันทางการค้า ปัญหาภาษีสหรัฐฯ และเศรษฐกิจประเทศสำคัญ ๆ ในโลกประสบภาวะชะลอตัว แต่ไทยก็ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญของนักลงทุน มีการเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น ทั้งจำนวนนักลงทุน จำนวนเงินลงทุน ซึ่งสะท้อนได้ชัดเจนว่านักลงทุนชาวต่างชาติมีความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทย และเห็นว่าไทยเป็นฐานการผลิตและตลาดที่สำคัญในระดับภูมิภาค
โดยในปี 2568 มีนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวนสูงถึง 1,078 ราย เพิ่มขึ้น 13% เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 291 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 787 ราย มีมูลค่าเงินลงทุนรวม 324,148 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 5 ปี (2564-2568) และมีการจ้างงานคนไทย 6,647 คน เพิ่มขึ้น 32%
ส่วนยอดมูลค่าการลงทุนย้อนหลัง 5 ปี มีดังนี้ ปี 2564 มีการลงทุนรวม 8.28 หมื่นล้านบาท ปี 2565 ลงทุนรวม 1.28 แสนล้านบาท ปี 2566 ลงทุนรวม 1.27 แสนล้านบาท และปี 2567 ลงทุนรวม 2.28 แสนล้านบาท
นักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามามากสุด
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ในปี 2568 นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยสูงสุดจำนวน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ญี่ปุ่น 186 ราย คิดเป็น 17% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 85,688 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์ การให้คำปรึกษาทางเทคนิคในการปรับปรุงกระบวนการผลิต เป็นต้น ธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น เครื่องจักร ชิ้นส่วนยานพาหนะ ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนโลหะ เป็นต้น
2.สิงคโปร์ 167 ราย คิดเป็น 15% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 103,399 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจบริการ Data Center, Data Hosting ธุรกิจบริการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานพาหนะไฟฟ้า ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป Printed Circuit Board ชิ้นส่วนพลาสติก และชิ้นส่วนเครื่องจักร เป็นต้น
3.จีน 152 ราย คิดเป็น 14% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 35,046 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อการผลิตถ่านกัมมันต์ ธุรกิจบริการออกแบบทางวิศวกรรม จัดหาวัสดุอุปกรณ์ ก่อสร้าง ติดตั้งและทดสอบระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคของโรงไฟฟ้าพลังงานลม ธุรกิจบริการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ โดยเป็นการทดสอบชิ้นส่วนของอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ เป็นต้น
4.สหรัฐอเมริกา 148 ราย คิดเป็น 14% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 5,073 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจค้าปลีกสินค้า เช่น อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่ใช้ในอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และ เครื่องแต่งกาย เป็นต้น ธุรกิจกิจการโฆษณา ธุรกิจบริการออกแบบ พัฒนา ติดตั้ง และบำรุงรักษาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์ม ธุรกิจบริการรับจ้างผลิต เช่น เครื่องประดับหรือชิ้นส่วนเครื่องประดับที่ผลิตจากโลหะมีค่า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ DC Cable และโลหะผสมสำหรับผลิตเครื่องประดับ เป็นต้น
5.ฮ่องกง 113 ราย คิดเป็น 10% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 14,869 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการออกแบบทางวิศวกรรม จัดหาวัสดุอุปกรณ์ ก่อสร้าง ติดตั้งและทดสอบระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานลม ธุรกิจบริการโทรคมนาคมแบบที่หนึ่ง ธุรกิจบริการ Data Center ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น พลาสติกคอมพาวด์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป และอุปกรณ์สำหรับเครื่องจักร เป็นต้น
ลงทุนภายใต้ BOI สูงถึง 527 ราย
ทั้งนี้ ในจำนวนนักลงทุนต่างชาติทั้งหมด พบว่า มีการลงทุนภายใต้กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 527 ราย คิดเป็น 49% ของจำนวนการอนุญาตทั้งหมด 1,078 ราย มูลค่าลงทุน 241,869 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries) เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร
โดยประเภทธุรกิจที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทาง BOI สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์โลหะ พลาสติก ชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น ซึ่งสนับสนุนการพัฒนา การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง 2.กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน (TISO) ที่มีส่วนสำคัญในการเพิ่มบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนและโลจิสติกส์ในภูมิภาค 3.ธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ เช่น พัฒนาซอฟต์แวร์ และ Data Center เป็นต้น โดยตรงกับเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และการพัฒนา Data Center และ AI Services
ลงทุนใน EEC มีจำนวน 313 ราย
ส่วนการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ มีจำนวน 313 ราย คิดเป็น 29% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 4% มีมูลค่าการลงทุน 106,461 ล้านบาท คิดเป็น 33% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจากจีน 83 ราย ลงทุน 19,263 ล้านบาท ญี่ปุ่น 67 ราย ลงทุน 33,840 ล้านบาท สิงคโปร์ 46 ราย ลงทุน 23,238 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 117 ราย ลงทุน 30,120 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยการออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์ ธุรกิจบริการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ธุรกิจบริการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัล บริการ Data Center ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ยางสังเคราะห์สำหรับอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป และชิ้นส่วนยานพาหนะ เป็นต้น
เปิด 10 ธุรกิจที่ต่างชาติลงทุนสูงสุด
นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมได้ทำการวิเคราะห์การเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในไทย ในปี 2568 พบว่า ธุรกิจที่นักลงทุนชาวต่างชาติให้ความสนใจนำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทยสูงสุด 10 อันดับแรก มีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 2.82 แสนล้านบาท คิดเป็น 87.0% ของการลงทุนทั้งหมดในปี 2568 ที่มีจำนวน 3.24 แสนล้านบาท โดยเป็นการลงทุนจากนักลงทุนประเทศต่าง ๆ รวม 797 ราย คิดเป็น 74.0% ของนักลงทุนทั้งหมดในปี 2568 จำนวน 1,078 ราย
โดยประเภทธุรกิจที่นักลงทุนชาวต่างชาติสนใจที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.ธุรกิจบริการรับจ้างผลิต มูลค่าลงทุนรวม 1.19 แสนล้านบาท คิดเป็น 36.7% ของการลงทุนทั้งหมด มีจำนวนนักลงทุนรวม 354 ราย คิดเป็น 32.8% ของจำนวนนักลงทุนทั้งหมด ประเภทธุรกิจการผลิตที่ลงทุน เช่น เครื่องจักร ชิ้นส่วนยานพาหนะ ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์โลหะ ชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป Printed Circuit Board ชิ้นส่วนพลาสติก ชิ้นส่วนเครื่องจักร ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ เครื่องประดับหรือชิ้นส่วนเครื่องประดับที่ผลิตจากโลหะมีค่า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ DC Cable โลหะผสมสำหรับผลิตเครื่องประดับ พลาสติกคอมพาวด์ อุปกรณ์สำหรับเครื่องจักร เป็นต้น
2.ธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ มูลค่าลงทุนรวม 6.59 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 20.3% ของการลงทุนทั้งหมด และมีจำนวนนักลงทุนรวม 64 ราย คิดเป็น 5.9% ของจำนวนนักลงทุนทั้งหมด เช่น พัฒนาซอฟต์แวร์ พัฒนาแพลตฟอร์ม และ Data Center เป็นต้น
3.ธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่สินค้า มูลค่าลงทุนรวม 3.45 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 10.6% ของการลงทุนทั้งหมด และมีจำนวนนักลงทุนรวม 82 ราย คิดเป็น 7.6% ของจำนวนนักลงทุนทั้งหมด ประเภทธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่อาคารโรงงาน พร้อมสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวก ให้เช่าสินค้า เช่น แผ่นเหล็กปูพื้น สำหรับใช้เป็นถนนชั่วคราวในพื้นที่ก่อสร้าง และรถยกฟอร์กลิฟต์ เป็นต้น
4.ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม มูลค่าลงทุนรวม 2.73 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 8.4% ของการลงทุนทั้งหมด และมีจำนวนนักลงทุนรวม 36 ราย คิดเป็น 3.3% ของจำนวนนักลงทุนทั้งหมด ประเภทธุรกิจบริการทางวิศวกรรมในลักษณะ เช่น การออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์ การให้คำปรึกษาทางเทคนิคในการปรับปรุงกระบวนการผลิต การออกแบบและให้คำปรึกษาทางเทคนิคเกี่ยวกับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น
5.ธุรกิจบริการให้คำปรึกษาแนะนำ บริหารจัดการ มูลค่าลงทุนรวม 9.47 พันล้านบาท คิดเป็น 2.9% ของการลงทุนทั้งหมด และมีจำนวนนักลงทุนรวม 69 ราย คิดเป็น 6.4% ของจำนวนนักลงทุนทั้งหมด ประเภทธุรกิจบริการให้คำปรึกษาแนะนำ เช่น ปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษา ค่าใช้จ่าย การเดินทาง และที่พักระหว่างการศึกษาต่อ ปรึกษาแนะนำการประกอบธุรกิจด้านต่าง ๆ เป็นต้น
6.ธุรกิจการค้าส่ง มูลค่าลงทุนรวม 8.96 พันล้านบาท คิดเป็น 2.7% ของการลงทุนทั้งหมด และมีจำนวนนักลงทุนรวม 92 ราย คิดเป็น 8.5% ของจำนวนนักลงทุนทั้งหมด ประเภทธุรกิจการค้าส่งที่ลงทุน เช่น อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่ใช้ในอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อุปกรณ์โทรคมนาคม ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปสำหรับการดูแลและรักษาความปลอดภัยทางระบบคอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม ชิ้นส่วนที่ใช้สำหรับการซ่อมบำรุงเครื่องประกอบบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น
7.ธุรกิจบริการทางการเงิน มูลค่าลงทุนรวม 7.62 พันล้านบาท คิดเป็น 2.4% ของการลงทุนทั้งหมด และมีจำนวนนักลงทุนรวม 39 ราย คิดเป็น 3.6% ของจำนวนนักลงทุนทั้งหมด ประเภทธุรกิจบริการทางการเงิน เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล ให้กู้ยืมเงิน รับค้ำประกันหนี้ เป็นต้น
8.ธุรกิจบริการทางบัญชี มูลค่าลงทุนรวม 4.95 พันล้านบาท คิดเป็น 1.5% ของการลงทุนทั้งหมด และมีจำนวนนักลงทุนรวม 19 ราย คิดเป็น 1.8% ของจำนวนนักลงทุนทั้งหมด ประเภทธุรกิจบริการทางบัญชีส่วนใหญ่เป็นการให้บริการแก่บริษัทในเครือและบริษัทในกลุ่ม
9.ธุรกิจกิจการโรงแรม มูลค่าลงทุนรวม 2.56 พันล้านบาท คิดเป็น 0.8% ของการลงทุนทั้งหมด และมีจำนวนนักลงทุนรวม 8 ราย คิดเป็น 0.8% ของจำนวนนักลงทุนทั้งหมด ประเภทธุรกิจกิจการโรงแรมซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
10.ธุรกิจบริการที่เป็นคู่สัญญากับเอกชน มูลค่าลงทุนรวม 1.85 พันล้านบาท คิดเป็น 0.7% ของการลงทุนทั้งหมด และมีจำนวนนักลงทุนรวม 34 ราย คิดเป็น 3.3% ของจำนวนนักลงทุนทั้งหมด ประเภทธุรกิจบริการที่เป็นคู่สัญญากับเอกชน เช่น บริการขุดเจาะปิโตรเลียม บริการก่อสร้าง ติดตั้งและทดสอบระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานลม เป็นต้น
คาดปี 69 ต่างชาติยังมาลงทุนต่อเนื่อง
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ปี 2569 คาดการณ์ว่าชาวต่างชาติจะยังคงนำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง จากการมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยที่มีระบบโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีที่ทันสมัย และระบบเศรษฐกิจที่ดี รองรับการเข้ามาประกอบธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันให้แก่นักลงทุนชาวต่างชาติได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะ 10 ธุรกิจดาวเด่นข้างต้นที่ชาวต่างชาติยังคงให้ความสนใจเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ อาจมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง สุขภาพ และความยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์การประกอบธุรกิจของโลกอนาคตเข้ามาลงทุนเพิ่มเติมมากขึ้น เช่น ธุรกิจดิจิทัล (Cloud/Cyber Security) ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และส่วนประกอบ สุขภาพและการแพทย์ อุตสาหกรรมอาหารและสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
เดินหน้าอำนวยความสะดวกเต็มที่
นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมได้เดินหน้าอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนต่างชาติในการเข้ามาลงทุนในไทย โดยเมื่อวันที่ 29 ม.ค.2569 ที่ผ่านมา ได้เชิญหน่วยงานสถานทูต หอการค้าต่างประเทศ พันธมิตรด้านกฎหมาย ด้านบัญชี หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน กว่า 500 ราย เข้าร่วมสัมมนา “Shaping the Future of Foreign Business Facilitation in Thailand : ทิศทางการอำนวยความสะดวกสำหรับธุรกิจต่างชาติ ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542” เพื่อทำความเข้าใจเรื่องกฎหมายการขออนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในไทยอย่างถูกต้อง การกำกับดูแล และป้องกันปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย รวมถึงการอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนต่างชาติไปแล้ว
งานในวันนั้น นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดงาน และได้ย้ำว่า กระทรวงพาณิชย์มีนโยบาย “ดูแลคนดีเต็มที่ ปราบคนไม่ดีจริงจัง” โดยตั้งแต่ต้นปี 2569 ได้ออก 4 มาตรการ 2 คำสั่ง เพื่อป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินี อาทิ การเชื่อมโยงข้อมูลกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ปปง. เพื่อตรวจสอบบัญชีม้า และการใช้เทคโนโลยี AI เชื่อมข้อมูลกับกระทรวงการคลัง เพื่อตรวจสอบผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่อาจถูกนำชื่อไปใช้ทำนิติกรรมอำพราง ส่งผลให้จำนวนบริษัทเข้าข่ายต้องสงสัยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกัน ได้เร่งยกระดับบริการผ่านระบบ e-Foreign Business ลดระยะเวลาพิจารณาใบอนุญาตให้เข้าสู่กระบวนการอนุมัติภายใน 1 เดือน จัดทำคู่มือการยื่นคำขอที่ชัดเจน และอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาปรับลดประเภทธุรกิจที่ต้องขออนุญาตจำนวน 10 ธุรกิจ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ยังได้มีการชี้แจงถึงการพัฒนาระบบการให้บริการแก่นักลงทุนชาวต่างชาติ โดยเปิดให้บริการออนไลน์ยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างชาติ หรือ e-Foreign Business ครอบคลุมทุกกระบวนงานที่เกี่ยวข้องกับการยื่นขออนุญาต (end-to-end) ทำให้การขออนุญาตประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติเป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลา และลดค่าใช้จ่าย โดยหลังจากเปิดให้บริการระบบ ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้บริการเป็นอย่างดี มีการยื่นคำขอผ่านระบบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันมีการใช้งานระบบครบ 100% แล้ว
“กรมขอยืนยันเจตนารมณ์ที่จะเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนชาวต่างชาติในการส่งเสริมและยกระดับสภาพแวดล้อมการประกอบธุรกิจในประเทศไทย เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีเอื้อต่อการลงทุน และเพิ่มความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนจากนานาประเทศให้มองไทยเป็นโอกาสในการลงทุน ซึ่งประเทศไทยพร้อมต้อนรับนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาประกอบธุรกิจในไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายด้วยความยินดี และกรมพร้อมอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนชาวต่างชาติที่ประกอบธุรกิจโดยสุจริตอย่างเต็มที่ เพื่อให้เติบโตได้อย่างมั่นคง และไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการลงทุนคุณภาพในระยะยาว”นายพูนพงษ์กล่าว
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO