โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดรายละเอียด ศาลแพ่งสั่งคืนทรัพย์ 74 ล้านให้ ทนายตั้ม-ภรรยา คดีฉ้อโกง

แนวหน้า

เผยแพร่ 23 ก.พ. เวลา 17.00 น.

ศาลเเพ่งสั่งยกคำร้อง ยึดทรัพย์ทนายตั้ม -เมีย74 ล้านคดีฉ้อโกงเจ๊อ้อย จตุพร พบอัยการ นำ จนท.สืบสวนสอบสวนปปง.มาสืบเเค่ปากเดียวเท่านั้น ไม่นำเจ๊อ้อย ผู้เสียหายมาเบิกความยืนยัน ขณะที่ทนายตั้มสู้คดี เจ๊อ้อยให้เงินด้วยคว่ามเสน่ห์หา พยานหลักฐาน น้ำหนักน้อย ไม่พอที่จะยึดทรัพย์ทนายตั้มกับเมีย ด้านอัยการคดีพิเศษเตรียมยื่นอุทธรณ์ 30วัน

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ศาลเเพ่ง ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ ฟ26/2568 เเละคดีดำ ฟ145/2568ที่พนักงานอัยการ ฝ่ายคดีพิเศษ 2 สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ผู้ร้อง ยื่นคำร้องขอให้ยึดทรัพย์สิน ของนายษิทรา เบี้ยบังเกิด อดีตทนายความชื่อดัง เเละนางปทิตตา เบี้ยบังเกิด ภรรยา ผู้คัดค้านที่ 1-2 คืนแก่ผู้เสียหาย

กรณีที่คณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)คำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินเพิ่มเติมของนายษิทราจำนวน 28 รายการไว้ชั่วคราว เเละส้่งสำนวนให้พนักงานอัยการคดีพิเศษ2 ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของเเผ่นดิน คดีฉ้อโกง น.ส.จตุพร อุบลเลิศ หรือเจ๊อ้อย เศรษฐีนีชาวไทยผู้เสียหาย

กรณีปรากฏหลักฐานเป็นที่ เชื่อได้ว่า นายษิทรากับพวกเป็นผู้มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ อันเป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3(18) และความผิดฐานฟอกเงิน มาตรา 5 และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า นายษิทรากับพวกได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าวขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดที่ยึดและอายัดจำนวน 28 รายการ ของทั้งสองสำนวน รวมราคาประเมินทั้งสิ้น 74,198,527 บาทพร้อมดอกผล ไปคืนหรือชดใช้คืนแก่ผู้เสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน

ศาลแพ่งพิเคราะห์แล้วคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่าพยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบมามีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้หรือไม่ว่ามีการกระทำความผิดมูลฐานตามคำร้อง

ผู้ร้องมีพ.ต.ต.ธรินทร์ กังวลบุตร ตำแหน่งนักสืบสวนสอบสวนชำนาญการ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นพยานเบิกความว่า มีหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลธุรกรรมหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ ตามที่ได้รับมอบหมายจากเลขาธิการ ปปง. โดยพยานเป็นผู้รวบรวมเอกสารเนื่องจากสำนักงาน ปปง.ได้รับรายงานจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(บช.ก.)ว่านายษิทรา ผู้คัดค้าน กับพวกมีพฤติการณ์กระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ และความผิดฐานฟอกเงิน สืบเนื่องมาจากนางสาวจตุพร อุบลเลิศ ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ให้ดำเนินคดีแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ในความผิดฐานฉ้อโกง

ขณะนั้นน.ส.จตุพร ผู้เสียหายอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส นายษิทราชักชวนให้น.ส.จตุพร ลงทุนทำแอปพลิเคชันซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลออนไลน์ในประเทศไทย น.ส.จตุพรตกลงตามคำชักชวน โดยโอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากธนาคารตนเองที่ประเทศฝรั่งเศส จำนวน 2 ล้านยูโร เข้าบัญชีเงินฝากของนายษิทรา หรือคิดเป็นเงินไทยจำนวน 71 ล้านบาทเศษ

ต่อมานายษิทรานำสัญญาว่าจ้างเขียนและพัฒนาโปรแกรมแอปพลิเคชันซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลออนไลน์ ซึ่งมีบริษัทแห่งหนึ่ง ผู้รับจ้างเขียนโปรแกรม และต้องส่งมอบงานภายในวันที่ 1 กันยายน2566 แต่เมื่อครบกำหนดตามสัญญาปรากฏว่า น.ส.จตุพรไม่ได้รับมอบแอปพลิเคชันตามสัญญา

พนักงานสอบสวนรับคำร้องทุกข์ดำเนินการสอบสวนจนกระทั่งไปยื่นคำร้องขอออกหมายจับนายษิทราเเละภรรยา ซึ่งศาลอาญาออกหมายจับทนายตั้มในความผิดฐานฉ้อโกง ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และออกหมายจับ ภรรยาในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน

ต่อมาพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องนายษิทราและภรรยาข้อหาดังกล่าว

หลังจากนั้นพนักงานอัยการสั่งฟ้องผู้คัดค้านทั้งสองกับพวกรวม 7 คน ในข้อหาฉ้อโกง ร่วมกันฉ้อโกงโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น เป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ จึงเป็นกรณีมีเหตุควรเชื่อได้ว่าทนายตั้มกับพวกเป็นผู้กระทำความผิดมูลฐาน

ศาลแพ่งเห็นว่า นายษิทราผู้คัดค้านกระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ กรณี ชักชวนให้น.ส.จตุพรลงทุนทำแอปพลิเคชันซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลออนไลน์ในประเทศไทย จนกระทั่งน.ส.จตุพรโอนเงินลงทุน 71 ล้านบาทเศษเเต่นายษิทราไม่ส่งมอบแอปพลิเคชันให้ตามสัญญา ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ มาตรา 3(18)

อย่างไรก็ตามผู้ร้องย่อมมีกหน้าที่ในการนำพยานหลักฐานมาไต่สวนจนมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่านายษิทรากับพวกกระทำความผิดมูลฐานตามคำร้องจริง หรือมีความผิดมูลฐานตามคำร้องเกิดขึ้นจริง แม้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดินจะเป็นมาตรการทางแพ่ง ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ ที่มุ่งบังคับแก่ทรัพย์สินโดยไม่คำนึงว่าจะจับกุมผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดจะถูกลงโทษหรือไม่ หากมีทรัพย์สินเกิดขึ้นจากการกระทำความผิดนั้น แม้เจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดและไม่ถูกฟ้องคดีดำเนินการมาตรการทางแพ่งแก่ทรัพย์สินนั้นได้ก็ตาม

แต่การรับฟังข้อเท็จจริงว่าทรัพย์สินเป็นทรัพย์ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ผู้ร้องจะต้องนำพยานหลักฐานเข้าไต่สวนให้รับฟังเป็นที่ยุติว่า มีการกระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินที่เป็นมูลเหตุให้ได้มาซึ่งเงินหรือทรัพย์สิน และเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินนั้นเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินมาก่อน โดยพยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำเข้าไต่สวนไม่จำต้องมีน้ำหนักถึงขนาดรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยอย่างเช่นคดีอาญา เพียงแต่ต้องมีน้ำหนักให้รับฟังข้อเท็จจริงจนเป็นที่ยุติได้ว่าพฤติการณ์ของผู้กระทำความผิดมูลฐานตามที่ผู้ร้องอ้างนั้นครบองค์ประกอบความผิดมูลฐานแล้ว ที่ผู้ร้องนำพ.ต.ต.ธรินทร์ นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เข้าไต่สวนเป็นพยานเพียงปากเดียว แต่พยานปากนี้ไม่ใช่ประจักษ์พยาน พยานบอกเล่า หรือพยานแวดล้อมที่รู้เห็นเกี่ยวข้องกับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดมูลฐานตามคำร้อง คงเป็นเพียงผู้รวบรวมเอกสารหลักฐานที่ได้รับจากเจ้าพนักงานตำรวจในชั้นสอบสวน ข้อเท็จจริงที่เบิกความมาดังกล่าวจึงเป็นเพียงการสรุปความจากเอกสารในชั้นสอบสวนที่ได้รับมาจากเจ้าพนักงานตำรวจ มิใช่เป็นผู้สืบสวนและสอบสวนด้วยตนเอง จึงทำให้น้ำหนักน้อย

แม้ทางนำสืบของผู้ร้องจะอ้างว่ามีการดำเนินคดีอาญากับผู้คัดค้านทั้งสองในความผิดฐานฉ้อโกงและฐานฟอกเงินจนกระทั่งศาลออกหมายจับผู้คัดค้านทั้งสอง จากนั้นพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องผู้คัดค้านทั้งสองในข้อหาดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่จะให้รับฟังเป็นที่ยุติทันทีว่าผู้คัดค้านทั้งสองกระทำความผิดมูลฐานแล้วหาได้ไม่ เนื่องจากผู้คัดค้านทั้งสองให้การปฏิเสธมาโดยตลอด และการสอบสวนดำเนินคดีในชั้นสอบสวนดังกล่าวกระทำการโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่ปรากฏว่าก่อนที่จะดำเนินการยื่นคำร้องขอออกหมายจับ หรือก่อนพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องนั้น ได้เปิดโอกาสให้ผู้คัดค้านทั้งสองหรือผู้ถูกกล่าวหาอื่น ๆ ได้แย้งคัดค้านหรือไต่สวนพยานหลักฐานจากฝ่ายผู้คัดค้านทั้งสองครบถ้วนแล้ว ซึ่งแตกต่างจากการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นศาลที่กฎหมายเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้มีโอกาสไต่สวนคัดค้านหรือนำพยานหลักฐานมาแสดงหักล้างข้ออ้างหรือข้อกล่าวหาของอีกฝ่ายหนึ่ง
ศาลแพ่งจึงไม่อาจรับฟังเพียงแต่พยานเอกสารในชั้นสอบสวนซึ่งไม่มีบุคคลผู้เกี่ยวข้องในการจัดทำพยานเอกสารมาเบิกความรับรองฝ่ายเดียวได้ เมื่อในชั้นนี้นายษิทราเเละภรรยา นำสืบและแสดงพยานหลักฐานโต้แย้งคัดค้านว่า ไม่เคยชักชวนหรือหลอกลวงให้น.ส.จตุพรลงทุนทำแอปพลิเคชันซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลในประเทศไทย ส่วนเงินจำนวน 71 ล้านบาทเศษ ซึงน.ส.จตุพรส่งมอบเงินให้แก่นายษิทราโดยเสน่หาและด้วยความสมัครใจเพื่อช่วยเหลือทนายตั้มและครอบครัวด้วยความรักใคร่ชอบพอเป็นการส่วนตัว

ดังนั้นนายษิทราเเละภรรยาจึงมิได้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงน.ส.จตุพรอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ พร้อมอ้างข้อความการสนทนาทางไลน์ระหว่างน.ส.จตุพรกับผู้กับตัวนายษิทราและน.ส.ปัทมพร แสงฤทธิ์ คนสนิทของน.ส.จตุพรเป็นพยานสนับสนุนคำคัดค้านและทางนำสืบ

โดยอัยการผู้ร้องมิได้นำสืบหักล้างหรือถามค้านให้เห็นเป็นอย่างอื่น และไม่นำน.ส.จตุพรประจักษ์พยานมาเบิกความเป็นพยานเพื่อให้ยืนยันข้อเท็จจริงต่อศาล หรือนำพนักงานสอบสวนผู้สอบปากคำบุคคลทั้งสองดังกล่าวมาเบิกความรับรองคำให้การชั้นสอบสวนของน.ส.จตุพรและพยานเอกสารในชั้นสอบสวนต่อศาล เพื่อให้มีน้ำหนักมากกว่าพยานเอกสารซึ่งผู้ร้องอ้างรวมส่งศาลไว้พร้อมกับพยานเอกสารอื่น ๆ ประกอบกับผู้คัดค้านทั้งสองนำสืบคัดค้านโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องอ้างในคำร้องและในทางนำสืบดังกล่าว ลำพังพยานผู้ร้องปากพ.ต.ต.ธรินทร์เพียงปากเดียวจึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังข้อเท็จจริงจนเป็นที่ยุติได้ว่า พฤติการณ์ของนายษิทรา และภรรยา ผู้คัดค้านทั้งสองตามคำร้องและทางนำสืบของผู้ร้องครบองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน

พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบมาจึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่ามีการกระทำความผิดมูลฐาน และต้องถือว่าทรัพย์สินตามบัญชีรายการทรัพย์สิน ไม่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ที่จะต้องคืนทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่น.ส.จตุพร เจ้าของ

ศาลแพ่งจึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง และให้คืนทรัพย์สินตามบัญชีรายการทรัพย์สิน แก่เจ้าของอัยการคดีพิเศษ ยัน ไม่ได้เร่งยื่นคำร้องยึดทรัพย์ “ทนายตั้ม” ไวเกินไป ชี้ ทำตามกรอบ 90 วันตามกฎหมาย ระบุทรัพย์กว่า 73 ล้านบาทยึดไว้เพื่อคืนเจ๊อ้อย พร้อมเตรียมอุทธรณ์หลังศาลยกคำร้องภายใน 30 วัน

ด้านายสุเทพ เยี่ยมศิริ อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการคดีพิเศษ 2 เปิดเผยว่า ทรัพย์ที่ถูกยึดมี 2 ส่วน ส่วนแรก คดีหมายเลขดำที่ ฟ26/2568 อัยการรับสำนวนมาเมื่อเดือน กุมภาพันธ์68 และได้ยื่นไต่สวนคำร้องต่อศาลเมื่อ 10 มีนาคม68 ทรัพย์สินเป็นเงินในบัญชีธนาคาร บ้านพักอาศัย และที่ดิน รวมมูลค่ากว่า 71 ล้านบาท

ส่วนที่สอง คดีหมายเลขดำที่ ฟ145/2568 ปปง.ส่งมาทภายหลัง เมื่อ 30 กรกฎาคม68 เป็นทรัพย์สินส่วนตัว 23 รายการ เช่น กระเป๋า แบนรด์เนม และโน้ตบุ๊ก ที่ตรวจยึดได้ภายในบ้าน มูลค่ากว่า 2.6 ล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้ ปปง. ได้ดำเนินการยึดทรัพย์มา 2 ครั้ง แต่ในชั้นอัยการได้นำมารวมเป็นคดีเดียวกัน เนื่องจากมีมูลเหตุจากความผิดเดียวกัน คือข้อหาฉ้อโกงจน.ส.จตุพร อุบลเลิศ หรือ เจ๊อ้อย โดยยืนยันว่า การยึดทรัพย์ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเก็บรักษาทรัพย์ไว้คืนให้ผู้เสียหาย ไม่ใช่ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ในส่วนของคดีอาญาก็ต้องไปต่อสู้กันในเรื่องของ "ให้โดยเสน่หา"

นายสุเทพ ยืนยันว่า อัยการไม่ได้เร่งยื่นคำร้องเกินไป เพราะกฎหมายบังคับว่าต้องยื่นภายใน 90 วัน หลังจากวันที่ยึดทรัพย์มา และมูลฐานความผิดคดีอาญาและคดีแพ่งเป็นคนละส่วนกัน โดยหลังจากนี้ เจ้าหน้าที่จะไปคัดสำเนาคำพิพากษาเพื่อตรวจสอบเหตุผลอย่างละเอียด หากเห็นว่าเหตุผลของศาลขัดกับข้อกฎหมายหรือพยานหลักฐาน ก็จะดำเนินการยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วันตามขั้นตอนกฎหมาย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...