“กัมพูชา” อ้างกำลังพลไม่คุ้นอาวุธ ยิงลูกระเบิด 40 มม.โดนชุดลาดตระเวนไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (23 ก.พ. 69) เวลา 14.20 น. เกิดเหตุในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 โดย ส.อ.ธนพล มัดยาดำ พลลาดตระเวน สังกัดร้อย ลว.ไกล ที่ 2 พล.ร.2 รอ. ถูกสะเก็ดระเบิด จนได้รับบาดเจ็บบริเวณฝ่ามือซ้าย ปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางขาด ขณะออกลาดตระเวนบริเวณจุดหลักตรวจเขตที่ 28 รอยต่อตาพระยา จังหวัดสระแก้ว - อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ (ผาหินตัด) โดยมีรายงานว่า เกิดจากการที่พลทหารนายดังกล่าว ได้ดึงเชือกที่ถูกใบไม้ปกคลุมอยู่บนพื้นป่าจนกระทั่งเกิดระเบิดขึ้น
ล่าสุดพลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น ได้รับรายงานโดยระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ ซึ่งทำให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บ เป็นเรื่องของวัตถุระเบิดเก่าที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น ทำให้กำลังคนได้รับบาดเจ็บที่มือ โดยยืนยันว่าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับทางกัมพูชา กำลังพลก็ต้องคลุกคลีอยู่กับระเบิดหรือกระสุน ซึ่งก็ต้องใช้ความระมัดระวัง
ขณะเดียวกันล่าสุดที่มีกระแสข่าวว่า ช่วงเช้าวันนี้ (24 ก.พ.) ทหารกัมพูชาได้มีการยิงลูกระเบิดขนาด 40 มม. ใส่ชุดลาดตระเวนไทย จำนวน 1 นัด ที่บริเวณพลาญหินแปดก้อน ซึ่งฝ่ายไทยได้มีการยิงตอบโต้เพื่อป้องกันตัวด้วยปืนเล็กและปืนเอ็ม 79 นั้น
พลตรีวินธัย ระบุว่า ในกรณีนี้ได้รับรายงานเมื่อช่วงสายของวันนี้ พบว่าจุดดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีเหตุการณ์ในลักษณะแบบนี้มาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้น่ากังวลใจ โดยเป็นความไม่เรียบร้อยในการใช้อาวุธมาตกในฝั่งไทย ครั้งแรกที่เกิดขึ้นทางกัมพูชาก็อ้างว่าเป็นเรื่องของการขาดวินัยและกำลังพลที่ดื่มสุรา ซึ่งก็เป็นแบบนี้ตลอด ในตอนนั้นเราก็คิดว่ามีความเป็นไปได้ เนื่องจากกำลังพลของกัมพูชา จะมีลักษณะที่สับเปลี่ยนคนใหม่เข้ามา อีกทั้งไม่ได้ผ่านระบบการฝึกตามมาตรฐานแล้วเข้ามาอยู่ในพื้นที่ละเอียดอ่อน ซึ่งมีการเผชิญหน้ากัน ซึ่งในตอนนั้นเราก็เชื่อว่าอาจจะเป็นอย่างนั้นได้
ส่วนเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทางฝ่ายกัมพูชาก็ได้สื่อสารกลับมาว่า “กำลังพลไม่คุ้นกับอาวุธ” ซึ่งตรงกับที่เราเคยให้ข้อมูลไว้ว่าฐานกัมพูชาวินัยไม่ดีและกำลังพลไม่ได้ผ่านการฝึกมาในรูปแบบที่เป็นมาตรฐาน มาประจำอยู่ในจุดที่มีการกึ่งเผชิญหน้ากัน ซึ่งมีความละเอียดอ่อนและต้องใช้ความระมัดระวัง ไม่อย่างนั้นอาจพัฒนาไปสู่ความรุนแรงจากประเด็นเล็กๆ น้อยๆ ได้ ซึ่งทางหน่วยก็ต้องมีชุดประสานงานในพื้นที่ที่ต้องประสานงานกับทางกัมพูชา
ในขณะเดียวกันเมื่อสอบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้หลายครั้งในพื้นที่เดิมสามารถมองว่าเป็นเจตนาในการก่อกวนหรือยั่วยุได้หรือไม่ พลตรีวินธัย ระบุว่า ก็เข้าข่ายเป็นการยั่วยุ เพียงแต่ว่า “มาหนึ่งเราก็ตอบกลับไป หลังจากนั้นเขาก็นิ่งไปไม่ได้อะไรกลับมาอีก เพราะถ้าเกิดกลับมาอีกก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง” ดังนั้นถือว่าเรามีมาตรการอยู่แล้วในการที่จะเผชิญเหตุในลักษณะแบบนี้ ซึ่งการที่จะปฏิบัติการตอบโต้กลับไปอย่างไรและแค่ไหน ขึ้นอยู่กับหน่วยในพื้นที่ ซึ่งมีมาตรการอยู่แล้ว
พลตรีวินธัย ย้ำอีกว่า การยิงยั่วยุแบบนี้ก็เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งขั้นตอนหลังจากนี้ ทางกองทัพก็จะต้องมีการรายงานไปตามลำดับ โดยมีกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมในการเก็บข้อมูลไว้ในการประชุม จดนับสถิติเอาไว้ว่ามีการละเมิดในลักษณะแบบนี้แล้วกี่ครั้ง ละเมิดด้วยการยั่วยุกี่ครั้ง และภาพรวมการให้ข่าวสารที่มองว่าเป็นการยั่วยุกี่ครั้ง โดยทุกอย่างจะถูกบันทึกไว้อยู่ในระบบทั้งหมด.