โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นายกฯปัดตอบ‘ปิดดีล’- ไม่ได้ยิน‘ธรรมนัส’ตั้งรัฐบาลแข่ง – ปรับแผนก่อหนี้ใหม่ 5.2 หมื่นล้าน ใช้หนี้ FIDF 3 หมื่นล้าน

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

  • นายกฯปัดตอบปิด ‘ดีล’ ตั้งรัฐบาล
  • ยังไม่ได้ยิน ‘ธรรมนัส’ ตั้งรัฐบาลแข่ง
  • มติ ครม.ปรับแผนก่อหนี้ใหม่ 5.2 หมื่นล้าน เร่งใช้หนี้ FIDF 3 หมื่นล้าน
  • บูรณาการหน่วยงานรัฐ ปิดช่อง “นอมินีต่างชาติ” ถือครองที่ดิน
  • แก้ CMIM ยกระดับความช่วยเหลือการเงินอาเซียน+3
  • ตั้ง ‘อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง’ ผู้ว่า รฟท.

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม ครม. นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ และนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม.

ปัดตอบปิด ‘ดีล’ ตั้งรัฐบาล

นายอนุทิน ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมให้สัมภาษณ์ว่าพรรคภูมิใจไทยได้ปิดดีลจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่ จากนั้นนายอนุทิน อุทาน “หึ” แล้วพูดต่อว่า “มันต้องเป็นผมหรือเปล่า ยังไม่ได้คุยกับท่านเลย คนดีลคือคนนี้”

เมื่อถามว่าการจัดตั้งรัฐบาลเป็นอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “ก็บอกเหมือนเดิม เห็นไหมตอนนี้ ยังมีนับคะแนนใหม่อยู่เลย คะแนน สส. บัญชีรายชื่อตั้งหลายเขต กกต.ก็ออกข่าวมาแล้ว ตอนนี้ยังไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องดีลอะไรทั้งนั้น”

ถามต่อว่า ยังไม่เปิดเผยใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ยังไม่ได้เปิดเลย”

เมื่อผู้สื่อข่าวกำลังถามว่า กกต.รายงานความคืบหน้าหรือไม่ ไม่ทันถามจบ นายอนุทิน แทรกทันทีว่า “กกต.รายงานรัฐบาลไม่ได้ กกต.ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาล”

ถามต่อว่า ตอนนี้มีกระแสข่าวการเลือกตั้งอาจเป็นโมฆะ เพราะบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง นายอนุทิน ตอบทันทีว่า “ไม่ทราบ” ถามต่อว่า นายกฯ ยืนยังหลักการเดิมใช่หรือไม่ว่า โหวตเลือกนายกฯ ก่อน (ในรัฐสภา) แล้วค่อยคุยตำแหน่ง นายอนุทิน ตอบว่า “ตอนนี้รอให้ทุกอย่างนิ่งก่อน ทุกวันนี้ก็ได้แต่ประมาณเอาว่า มี สส. เท่าไร ถ้าทุกอย่างไม่นิ่งก็คุยกับใครไม่ได้ อย่าให้มันมี ‘แต่’ มี ‘ถ้า’ อะไรเลย”

ยังไม่ได้ยิน ‘ธรรมนัส’ ตั้งรัฐบาลแข่ง

จากนั้นผู้สื่อข่าวกำลังจะถามต่อ แต่นายอนุทิน รีบเดินออกจากพื้นที่แถลงข่าวและบอกว่า “ผมนัดท่านทูตรัสเซียอยู่”

ระหว่างที่นายอนุทินเดิน ผู้สื่อข่าวถึงกระแสข่าวที่ว่าร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า พรรคกล้าธรรม จะตั้งรัฐบาลแข่ง โดยนายอนุทิน ตอบว่า “ยังไม่ได้ยิน”

ถามต่อว่ากลัวโดนแฉอะไรหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “กลัว…ความหมายว่าอย่างไร”

มติ ครม.มีดังนี้

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ และนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกันแถลงผลการประชุม ครม. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

บูรณาการทุกหน่วย ปิดช่อง “นอมินีต่างชาติ” ถือครองที่ดิน

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.รับทราบสรุปผลการพิจารณา ผลการดำเนินการ และความเห็นในภาพรวมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่อข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีปัญหาการถือครอง หรือ ครอบครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ โดยตัวแทนอำพรางของคนต่างด้าว (นอมินี) ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ พร้อมกำชับทุกหน่วยงานเร่งรัดดำเนินการเชิงรุกให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

รองโฆษกฯ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ที่มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานหลัก บูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงาน อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหานอมินีอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งด้านกฎหมาย การเงิน การถือครองที่ดิน และธุรกิจอำพราง จากการรายงานของหน่วยงาน พบว่าได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกหลายด้าน ดังนี้

  • กรมที่ดิน กำชับแนวทางตรวจสอบการโอนกรรมสิทธิ์ และการถือครองที่ดินของผู้มีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าวอย่างเข้มงวด
  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า นำระบบวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ (IBAS) และเทคโนโลยี AI มาใช้คัดกรองนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง พร้อมเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน
  • ตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว และกำหนดแผนป้องกันและปราบปราม 3 ระยะ
  • ตำรวจและ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เร่งบังคับใช้กฎหมาย ตรวจสอบและดำเนินคดีกลุ่มธุรกิจเสี่ยง 6 ประเภท ได้แก่ ท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ e-Commerce เกษตร โรงแรม และก่อสร้าง
  • กระทรวงมหาดไทย สั่งการทุกจังหวัดตั้งคณะทำงานระดับพื้นที่ ตรวจสอบการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนเมือง แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่เกษตร
  • ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมและอากาศยานไร้คนขับ เพื่อติดตามการใช้ประโยชน์ที่ดินขนาดใหญ่

รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า คณะรัฐมนตรียังรับทราบข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และประมวลกฎหมายที่ดิน รวมถึงแนวคิดจัดทำกฎหมายเฉพาะ เพื่อจัดการปัญหานอมินีอย่างเป็นระบบในระยะยาว พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าดำเนินการอย่างต่อเนื่อง “รัฐบาลยืนยันเดินหน้าแก้ปัญหานอมินีอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องสิทธิในที่ดินของคนไทย สร้างความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ และรักษาเสถียรภาพด้านความมั่นคงของประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว

แก้ ‘CMIM’ ยกระดับความช่วยเหลือการเงินอาเซียน+3

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างความตกลงมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคี (Chiang Mai Initiative Multilateralisation : CMIM) ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม และอนุมัติการลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ผู้แทน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพกลไกความร่วมมือทางการเงินของกลุ่ม ASEAN+3 ในการรับมือความผันผวนเศรษฐกิจโลก รองโฆษกฯ กล่าวว่า การแก้ไขเพิ่มเติมครั้งนี้มีสาระสำคัญ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินระหว่างประเทศสมาชิก โดยเฉพาะการเพิ่มกลไกการให้ความช่วยเหลือแบบเร่งด่วน (Rapid Financing Facility) เพื่อช่วยประเทศที่ประสบปัญหาดุลการชำระเงินจากปัจจัยภายนอกที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เช่น ภัยธรรมชาติ หรือ โรคระบาด พร้อมปรับปรุงแนวปฏิบัติทางเทคนิคให้ชัดเจน และยืดหยุ่นมากขึ้น อาทิ การต่ออายุความช่วยเหลือก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ และการนิยาม “วันทำการ” สำหรับธุรกรรมสกุลเงินท้องถิ่น

ทั้งนี้ วงเงินรวมของ CMIM ยังคงเดิมที่ 240,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเงินสมทบของประเทศไทย 9,104 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย ธปท.ได้กันเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไว้ตามวงเงินดังกล่าวแล้ว ไม่มีการเพิ่มภาระงบประมาณใหม่ให้กับประเทศ

รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า การปรับปรุงความตกลงครั้งนี้ยังคงเปิดทางให้ประเทศสมาชิกสามารถเลือกสมทบ หรือ ขอรับความช่วยเหลือเป็นสกุลเงินท้องถิ่นตามความสมัครใจภายใต้กรอบวงเงินเดิม พร้อมปรับสัดส่วนการเข้าถึงความช่วยเหลือที่ไม่เชื่อมโยงกับโครงการของ International Monetary Fund (IMF) ให้มีความเหมาะสม เพื่อเพิ่มทางเลือกและความรวดเร็วในการดูแลเสถียรภาพการเงินของภูมิภาค

“การเห็นชอบร่างความตกลง CMIM ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งนี้ จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและการเงินของอาเซียน+3 ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น สร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศสมาชิกสามารถเข้าถึงสภาพคล่องได้อย่างเพียงพอในยามฉุกเฉิน และสะท้อนความร่วมมือด้านการเงินที่แน่นแฟ้นของภูมิภาคในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความท้าทายสูง” นางสาวลลิดา กล่าว รองโฆษกฯ กล่าวด้วยว่า หลังการลงนามครบทุกภาคี ความตกลงฉบับแก้ไขเพิ่มเติมจะมีผลบังคับใช้ภายใน 7 วัน และจะยกเลิกฉบับเดิมโดยอัตโนมัติ พร้อมเดินหน้ากลไกใหม่ เพื่อรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม

ปรับแผนก่อหนี้ใหม่ 5.2 หมื่นล้าน เร่งใช้หนี้ FIDF 3 หมื่นล้าน

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติและรับทราบตามที่คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ (คณะกรรมการฯ) เสนอ ดังนี้

1. อนุมัติและรับทราบตามข้อเสนอของคณะกรรมการฯ ตามมติที่ประชุมครั้งที่ 4/2568 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ดังนี้

1.1 อนุมัติการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ (แผนฯ) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1 ประกอบด้วย (1) แผนการก่อหนี้ใหม่ ปรับเพิ่มสุทธิ 52,076.12 ล้านบาท จากเดิม 1,207,306.75 ล้านบาท เป็น 1,259,382.87 ล้านบาท และ (2) แผนการชำระหนี้ ปรับเพิ่มสุทธิ 30,469.30 ล้านบาท จากเดิม 503,056.95 ล้านบาท เป็น 533,526.25 ล้านบาท

1.2 อนุมัติการบรรจุโครงการพัฒนา โครงการ และรายการเพิ่มเติมในการปรับปรุงแผนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1 จำนวน 18 โครงการ/รายการ

1.3 อนุมัติให้รัฐวิสาหกิจ จำนวน 1 แห่ง ได้แก่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่มีสัดส่วนความสามารถในการหารายได้เทียบกับภาระหนี้ของกิจการ (Debt Service Coverage Ratio : DSCR) ต่ำกว่า 1 เท่า สามารถกู้เงินและบริหารหนี้ภายใต้แผนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ปรับปรุงครั้งที่ 1 โดยให้ รฟท. รับความเห็นและข้อสังเกตของคณะกรรมการฯ ไปดำเนินการ รวมทั้งเห็นควรให้หน่วยงานที่บรรจุกรอบวงเงินกู้ภายใต้แผนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ปรับปรุงครั้งที่ 1 เร่งรัดการดำเนินการตามแผนฯ ดังกล่าวด้วย

1.4 รับทราบการปรับปรุงแผนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1 ได้แก่ แผนการบริหารหนี้เดิม ปรับลดสุทธิ 232,484.05 ล้านบาท จากเดิม 1,876,915.14 ล้านบาท เป็น 1,644,431.09 ล้านบาท

2. อนุมัติการกู้เงินของรัฐบาลเพื่อการก่อหนี้ใหม่ การกู้มาและการนำไปให้กู้ต่อ การกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และการค้ำประกันเงินกู้ให้กับรัฐวิสาหกิจ ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 มาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2541 มาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ระยะที่สอง พ.ศ. 2545 และมาตรา 8 แห่งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 รวมทั้งขออนุมัติการกู้เงินของรัฐวิสาหกิจเพื่อลงทุนในโครงการ พัฒนา และการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ภายใต้กรอบวงเงินของการปรับปรุงแผนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1 และให้กระทรวงการคลัง (กค.) เป็นผู้พิจารณาการกู้เงิน วิธีการกู้เงิน เงื่อนไข และรายละเอียดต่าง ๆ ของการกู้เงิน การค้ำประกันและการบริหารความเสี่ยงในแต่ละครั้งได้ตามความเหมาะสมและจำเป็น ทั้งนี้ หากรัฐวิสาหกิจสามารถดำเนินการกู้เงินได้เองก็ให้สามารถดำเนินการได้ตามความเหมาะสมและจำเป็นของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า การปรับปรุงแผนฯ ในครั้งนี้ มีสาระสำคัญ เช่น (1) เงินกู้ในประเทศปรับเพิ่ม 33,222.66 ล้านบาทเพื่อรองรับความก้าวหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ และรถไฟฟ้าชานเมือง ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จำนวน 8 โครงการ รวมวงเงิน 28,920 ล้านบาท และเงินกู้เพื่อลงทุนในโครงการพัฒนาของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) (2) เงินกู้ต่างประเทศปรับเพิ่ม 18,853.46 ล้านบาท จากการบรรจุโครงการใหม่ในแผนฯ ให้สอดคล้องกับแผนการดำเนินงานได้แก่ โครงการสร้างเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนระดับพลังงาน 3 GeV และห้องปฏิบัติการวงเงิน 12,359.46 ล้านบาท และโครงการเมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอน วงเงิน 6,494 ล้านบาท

(3) การปรับเพิ่มแผนการชำระหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) จำนวน 35,486 ล้านบาท และ (4) การปรับลดวงเงินการปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้รัฐบาลที่ครบกำหนดในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงิน 226,972.88 ล้านบาท และการปรับเพิ่มวงเงินบางส่วนสำหรับการบริหารความเสี่ยงหนี้เงินกู้รัฐบาลที่ครบกำหนดในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 – 2573 เพื่อกระจายภาระหนี้และรองรับการออกพันธบัตรรัฐบาลในอนาคต

“การปรับปรุงแผนฯ ในครั้งนี้มีโครงการพัฒนา โครงการ และรายการที่ขอบรรจุเพิ่มเติมและต้องเสนอขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี จำนวน 18 โครงการ/รายการ และมีรัฐวิสาหกิจ จำนวน 1 แห่ง ที่มีสัดส่วนความสามารถในการหารายได้เทียบกับภาระหนี้ของกิจการ ต่ำกว่า 1 เท่า ได้แก่ รฟท. (0.48 เท่า) ที่ต้องเสนอขออนุมัติการกู้เงินต่อคณะรัฐมนตรี และมีรัฐวิสาหกิจ จำนวน 19 แห่ง ที่ต้องขออนุมัติการกู้เงินของรัฐวิสาหกิจเพื่อลงทุนในโครงการพัฒนา และการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ต่อคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ คาดการณ์ว่า ระดับประมาณการหนี้สาธารณะคงค้างต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ภายหลังการปรับปรุงแผนฯจะอยู่ที่ร้อยละ 68.48 (กรอบไม่เกินร้อยละ 70) และยังอยู่ภายในกรอบกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

รับทราบผลการส่งเสริมความเสมอภาคเด็ก-สตรี ตามข้อเสนอวุฒิ

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่าที่ประชุม ครม.รับทราบผลการพิจารณารายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ข้อเสนอแนะระบบทางสังคมสำหรับสตรี เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) เป้าหมายที่ 5 : การส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ และเพิ่มบทบาทของสตรีและเด็กหญิงทุกคน (Achieve gender equality and empower all women and girls) ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ และแจ้งให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาทราบต่อไป นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา เรื่อง ข้อเสนอแนะระบบทางสังคมสำหรับสตรี เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) เป้าหมายที่ 5 : การส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ และเพิ่มบทบาทของสตรี และเด็กหญิงทุกคน (Achieve gender equality and empower all women and girls) พร้อมทั้งข้อเสนอแนะ ซึ่งสรุปผลการพิจารณาได้ ดังนี้

1. ด้านกฎหมายและการบังคับใช้ เช่น กระทรวงแรงงาน แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยเพิ่มสิทธิการลาคลอดบุตร การจ่ายค่าจ้างในระหว่างการลาคลอดบุตร และการลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสซึ่งคลอดบุตร กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 ให้มีความเหมาะสมมากขึ้น และกระทรวงยุติธรรม ได้กำหนดแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ 5 กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ในการสร้างความรู้ ความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่รัฐในการปฏิบัติต่อกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศอย่างเหมาะ

2. ด้านสิทธิและสวัสดิการ เช่น กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมได้มีการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น โครงการทุนการศึกษา เพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ (Outstanding Development Opportunity Scholarship) (โครงการ ODOS) โดยการให้ทุนการศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ต่อเนื่องจนถึงระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และ/หรือระดับปริญญาตรี ในประเทศและต่างประเทศด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สาขาวิชา STEM) และกระทรวงแรงงาน มีการดำเนินการต่าง ๆ เช่น

(1) มีแนวทางการพัฒนาสตรีที่เกี่ยวข้องในด้านสิทธิและสวัสดิการ ได้แก่ โครงการพัฒนาฝีมือแรงงานสตรีเพื่อยกระดับศักยภาพวัยแรงงาน

(2) ให้โอกาสทางการศึกษาแก่บุคลากร (หญิง) ให้ศึกษาต่อระดับปริญญาตรี และปริญญาโท

(3) จัดทำโครงการประกวดคลิปสั้นประกันสังคม เพื่อสนับสนุนเยาวชนในด้านเทคโนโลยีให้มีโอกาสในการพัฒนาศักยภาพสูงขึ้น

(4) กำหนดนโยบายกระทรวงแรงงาน เพื่อส่งเสริมให้แรงงานได้รับสิทธิประโยชน์ทางประกันสังคมอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม และ (5) กำหนดให้ผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพ (ผู้ประกันตน ผู้ทุพพลภาพ) สามารถสมัครเรียนหลักสูตรฝึกอาชีพที่ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงาน 5 แห่ง

3. ด้านการสร้างความตระหนักรู้ เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ส่งเสริมให้หน่วยงานต่าง ๆ นำ AI ไปประยุกด์ใช้ตามการกิจของหน่วยงานนั้น ๆ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มีการดำเนินการต่าง ๆ เช่น

  • กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ อยู่ระหว่างการพัฒนา “น้องพัฒน์” ที่เป็นโปรนกรม Chat Bot ที่ออกแบบขึ้นมาสำหรับให้บริการข้อมูลการขอรับการช่วยเหลือและข้อมูลการบริการต่าง ๆ และ
  • กรมกิจการสตรี และสถาบันครอบครัวได้ดำเนินการระบบเพื่อครอบครัว : Family Line โดยได้มีการขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่อง
  • กระทรวงยุติธรรมมีการดำเนินการต่าง ๆ เช่น พัฒนา AI Chatbot เพื่อให้ความรู้และคำปรึกษาทางกฎหมายเบื้องต้น , เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสิทธิ เสรีภาพ สิทธิมนุษยชน สิทธิของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ การขจัดการเลือกปฏิบัติ รวมถึงช่องทางและการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและเยียวยา , ประชาสัมพันธ์ระบบและช่องทางการให้ความช่วยเหลือตามแต่ละภารกิจผ่านหลากหลายช่องทาง และ ดำเนินการจัดกิจกรรม รวมทั้งผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ความรู้ด้านสิทธิเสรีภาพ และสิทธิมนุษยชนแก่ทุกภาคส่วนทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง และกระทรวงมหาดไทยมีการดำเนินการจัดทำหลักสูตรเรื่องความเท่าเทียมระหว่างเพศในหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนทั้งในระดับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและระดับผู้บริหาร สอดแทรกเนื้อหาเรื่องความเสมอภาคระหว่างหญิงชายไว้ในบางหลักสูตรของการฝึกอบรม/สัมมนาที่เหมาะสม

4. ด้านมาตรการ กลไก และการบริหารจัดการ เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มีการดำเนินการต่าง ๆ เช่น

(1) กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวได้ดำเนินการพัฒนาระบบคุ้มครองช่วยเหลือเด็ก สตรี และผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว (Violence against children, women and domestic violence Information System : VCIS)

(2) กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวมีระบบในการประสานส่งต่อผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรง

(3) เปิดช่องทางให้ประชาชนที่พบเห็นผู้ประสบปัญหาทางสังคม คนเร่ร่อนคนไร้ที่พึ่ง และผู้ทำการขอทาน สามารถโทรแจ้งสายด่วน 1300 และ

(4) กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวได้ดำเนินการและขับเคลื่อนการจัดทำงบประมาณ ที่คำนึงถึงมิติเพศภาวะ (Gender Responsive Budgeting – GRB) เพื่อส่งเสริมการจัดทำงบประมาณ ที่คำถึงถึงมิติเพศภาวะ Gender Responsive Budgeting และเปิดโอกาสให้เครือข่ายสตรีมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายงบประมาณอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมมีการดำเนินการต่าง ๆ เช่น

(1) ส่งเสริมให้หน่วยงานต่าง ๆ นำปัญญาประดิษฐ์ ไปประยุกต์ใช้ตามภารกิจของหน่วยงานนั้น และ

(2) ให้การสนับสนุนเรื่องการเชื่อมโยงข้อมูล โดยมีหน่วยงานในกำกับ ได้แก่ สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) ทำหน้าที่สนับสนุน การเชื่อมโยงข้อมูลในลักษณะ Big Data และกระทรวงยุติธรรมได้มีการอบรมให้ความรู้สิทธิมนุษยชน แก่เจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงได้มีการแก้ระเบียบปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะได้มีการปฏิบัติที่เหมาะสม

ยกเลิกคำสั่ง คสช.แก้ปัญหาธรรมาภิบาล มทร.ตะวันออก

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบ ในหลักการร่างประกาศดังกล่าว ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมาย และร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไป

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ร่างประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง กำหนดการยกเลิกการใช้บังคับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 39/2559 เรื่องการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา ลงวันที่ 12 กรกฎาคม พุทธศักราช 2559 แก่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเสนอ เป็นการยกเลิกการใช้บังคับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 39/2559 เรื่อง การจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา ลงวันที่ 12 กรกฎาคม พุทธศักราช 2559 แก่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เนื่องจากสถาบันอุดมศึกษาดังกล่าวได้มีการแก้ไขปัญหาอันเป็นเหตุในการบังคับใช้คำสั่งดังกล่าว โดยได้ดำเนินการให้ได้มาซึ่งนายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้ทรงคุณวุฒิ และอธิการบดีแล้ว ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเห็นว่า สถาบันอุดมศึกษา ดังกล่าวได้แก้ไขปัญหาอันเป็นเหตุในการใช้บังคับตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติดังกล่าวแล้ว

ทั้งนี้ อาศัยอำนาจตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 9/2562 และมติคณะรัฐมนตรี (9 ธันวาคม 2568) ร่างประกาศฉบับนี้จะส่งผลให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก สามารถดำเนินการบริหารจัดการกิจการของมหาวิทยาลัยได้ ตามอำนาจหน้าที่ที่ได้กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัย และขับเคลื่อนการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่สังคมโดยรวมต่อไป

ตั้ง ‘อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง’ ผู้ว่า รฟท.

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติ/เห้นชอบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐมีรายละเอียดดังนี้

1. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเสนอแต่งตั้ง นายปริญญวัฒน์ วัชรอาภากร ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนเชี่ยวชาญ) ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน กปร. ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

2. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เสนอแต่งตั้งนางสาวจิรัสยา พีรานนท์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง อัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศดังกล่าว ได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับและนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

3. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงคมนาคม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเสนอแต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัด กระทรวงคมนาคม ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

1. นายเสกสม อัครพันธุ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

2. นายเกียรติชัย ชัยเรืองยศ รองอธิบดีกรมท่าอากาศยาน ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี(นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

4. เรื่อง ขอความเห็นชอบการแต่งตั้ง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (กระทรวงคมนาคม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้ง นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง เป็นผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญาจ้างเป็นต้นไปและไม่ก่อนวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้พิจารณาเห็นชอบด้วยแล้ว

อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...