โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

จีนใช้เวลา 70 ปีพัฒนาขึ้นมาเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 1 ของโลก

China Media Group

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“จีนใช้เวลา 70 ปีพัฒนาขึ้นมาเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 1 ของโลก”

โดย รศ.วิภา อุตมฉันท์

จีนเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์อันดับหนึ่งของโลกต่อเนื่องกันหลายปี ปี 2024 ผลิตและจำหน่ายได้กว่า 31 ล้านคัน ครองตำแหน่งผู้นำโลก 16 ปีซ้อน และเป็นผู้นำด้านรถยนต์พลังงานใหม่ด้วยยอดการผลิตเกิน 10 ล้านคัน เป็นผู้ส่งออกมากที่สุดในโลกเช่นกัน

รถยนต์คันแรกปรากฏตัวขึ้นในประเทศจีนในปี 1902 หยวนซื่อไข่ เสนาบดีในยุคราชวงศ์ชิง ซื้อมาจากฮ่องกงเพื่อถวายให้กับพระนางซูสีไทเฮา ในระหว่างนั้นบริษัทรถยนต์หลายบริษัทเช่นฟอร์ด เบนซ์ เจเนรัลมอเตอร์ ได้ไปเปิดโรงงานที่จีนกันบ้างแล้ว แต่สงครามญี่ปุ่นบุกจีนเป็นอุปสรรคไม่ให้กิจการเหล่านั้นเติบโตขึ้นได้ จนหลังการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนในปี 1949 แล้ว รัสเซียได้เข้ามาเป็นผู้จุดประกายให้กับกิจการยานยนต์ของจีนให้ลุกโชติช่วงขึ้น กล่าวคือในช่วง 30 ปีแรก จีนผลิตรถยนต์ได้ปีละประมาณ 200,000 คัน และผลิตได้เกิน 1 ล้านคันเป็นครั้งแรกในปี1992 จำนวนที่ผลิตทวีขึ้นเรื่อย ๆ จนเมื่อจีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) จีนเร่งสปีดการผลิตขึ้นมาได้ถึงปีละกว่า 2 ล้านคัน แซงหน้าญี่ปุ่นได้ครองแชมป์ทั้งในแง่ยอดขายและเป็นเจ้าของธุรกิจยานยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลก

รถยนต์ที่ผลิตได้ในช่วงแรกเกือบทั้งหมดขายให้แก่หน่วยงานราชการ (ตันเหว่ย) ชาวบ้านแทบจะไม่เคยเห็นไม่เคยรู้จักกันเลย ด้วยการผลิตที่มีปริมาณจำกัดมาก สวนทางกับรถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศซึ่งมีปริมาณสูงขึ้นเป็นเท่า ๆ ตัว ส่วนใหญ่จากญี่ปุ่นซึ่งได้ดุลการค้าเข้ากระเป๋านับไม่ถ้วน สุดท้ายผู้นำจีนจำต้องแตะเบรกปรับนโยบายนำเข้าและเก็บภาษีนำเข้าเพิ่ม ขณะเดียวกันต้องสั่งระงับการนำเข้าเกือบทั้งหมดเป็นเวลา 2 ปี

แม้ได้จำกัดจำนวนการนำเข้าแล้วก็ยังแก้ปัญหาไม่ตก จึงต้องมองหาวิธีอื่นที่จะช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตให้เพียงพอกับความต้องการในประเทศ ปี 1979 จีนประกาศกฎหมายว่าด้วย กิจการร่วมค้า ซึ่งประกอบด้วยเงินทุนของ 2 ฝ่ายรวมกัน กฎหมายฉบับนี้มีผลอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเปิดช่องให้จีนในการดูดซับเทคโนโลยีจากประเทศคู่ค้าเป็นอย่างดี เช่น ทำสัญญา 20 ปีผลิตรถจี๊ปกับบริษัทไครสเลอร์ 25 ปีกับ Volkswagen ฯลฯ จนถึงปลายปี 1990 มีบริษัทร่วมค้า 8 แห่งผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิดขึ้นแล้วในประเทศจีน

ปี 1986 ในช่วงจังหวะที่สภาประชาชนจีนเปิดประชุมแผน 5 ฉบับที่ 7ที่ประชุมมีมติให้ยกระดับอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ขึ้นมาเป็น “อุตสาหกรรมหลัก” อุตสาหกรรมยานยนต์ของจีนจึงค่อย ๆ เปลี่ยนไปสู่การใช้เทคโนโลยีชั้นสูงแบบตะวันตก เป็นจังหวะให้ผู้ผลิตแบบต่าง ๆ ทั้งร่วมค้าและบริษัทเอกชนผันตัวเข้าสู่วิสาหกิจที่มีความมั่นคงและอนาคต

ปี 2001 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ของจีน ภาษีศุลกากรลดลงอย่างมาก รถยนต์นำเข้าก็ถูกลง รถยนต์ยี่ห้อต่าง ๆ เกิดการแข่งขันกันอย่างดุเดือด ผู้บริโภคมีความสามารถที่จะเข้าถึงตัวสินค้า ความต้องการและการแข่งขันภายในวงการสูงขึ้นทันที

เดือนมกราคม 2007 จีนแซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นเป็นตลาดยานยนต์อันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ โดยมียอดซื้อรถยนต์เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 จากจำนวน 7.2 ล้านคัน จีนพยายามดำเนินนโยบายต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นการซื้อรถยนต์ รวมถึงโครงการ “เก่าแลกใหม่” และการลดภาษีการขายสำหรับยานยนต์ขนาดเล็ก ส่งผลให้ในปีถัดมาคือปี 2008 จีนกลายเป็นผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลก

จีนเป็นประเทศที่มีตราสินค้ารถยนต์หลากหลายที่สุดในโลก อย่างไรก็ตามตลาดส่งออกยังคงมีขนาดค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับตลาดในประเทศ ต่อมาในปี 2009 คณะมนตรีแห่งรัฐได้ออก “แผนปรับปรุงฟื้นฟูอุตสาหกรรมยานยนต์” เน้นการใช้พลังงานใหม่เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ในปี 2010 จำนวนรถพลังงานใหม่มีอยู่ประมาณ 5,000 คัน ภายใน 5 ปี ก็พุ่งขึ้นเป็น 331,000 คัน กลยุทธ์นี้จึงถูกเรียกว่า “กลยุทธ์แซงทางโค้ง” ตามรายงานของเดอะนิวยอร์กไทมส์ ในปี 2025 อุตสาหกรรมยานยนต์ของจีนได้รับการต้อนรับอย่างกว้างขวาง ว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีนวัตกรรมล้ำสมัยที่สุดในโลก ก้าวข้าม ญี่ปุ่น เยอรมนี และ สหรัฐอเมริกา

ด้วยปัญหามลพิษทางอากาศที่รุนแรง การผลิตรถยนต์พลังงานทางเลือกจึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ในหลาย ๆ เมืองมีการมอบป้ายทะเบียนรถให้ฟรีแก่เจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า ซี่งปกติจะต้องมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ยิ่งสร้างความสนใจอย่างยิ่งให้กับผู้ใช้รถยนต์ นอกจากนี้ จีนยังเป็นตลาดรถบัสไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภายในปี 2020 คาดว่าจะมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 50 ของรถบัสไฟฟ้าทั่วโลก จีนส่งเสริมการพัฒนายานพาหนะที่สะอาดและประหยัดเชื้อเพลิง โดยจะลดการใช้เชื้อเพลิงลงร้อยละ 10 ต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร

( หมายเหตุ : ผู้เขียนเคยนั่งรถ BYD ของจีนที่ใช้พลังงานสะอาด เพื่อนเจ้าของรถบอกว่า ปกติถ้าใช้รถน้ำมัน ต้องเติมน้ำมัน 9,000 บาทต่อเดือน ค่าไฟฟ้าที่ใช้งานในบ้านของเขาตกเดือนละ 2,000 บาท หลังติดตั้งเครื่องชาร์จไฟฟ้ารถยนต์ขึ้นที่บ้าน ปรากฎว่า ค่าไฟฟ้าประจำเดือนเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกประมาณ 2,000 บาท จุดอ่อนของรถไฟฟ้าอยู่ที่แบตเตอรี่ราคาแพง ตัวละประมาณ 5-6 แสนบาท (แต่มีประกันการใช้งาน 8 ปี) แบตเตอรี่ราคาแพงพลอยทำให้ค่าประกันรถแพงขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม หักลบกลบหนี้กันแล้ว กว่าแบตฯ จะเสีย เจ้าของรถก็ได้กำไรทบต้นทุกปี คุ้มเกินคุ้มไปแล้ว )

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...