โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กีฬา

ลิเวอร์พูล เล่นดีขึ้นจริงไหม? แล้วทำไมยังไม่ชนะ

SIAMSPORT

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
“ทำไมไม่ชนะวะ”

นั่นคือเสียงในหัวหรือใครที่แพ้ก็คงสบถมันออกมา

มันเป็นเกมที่พอจบ 90 นาทีแล้ว เหมือนมีอะไรแน่นอยู่ตรงอก

ถามว่า ลิเวอร์พูล เล่นดีขึ้นไหม ? ใช่

แต่ผลการแข่งขันดันตอกกลับมาว่า "แล้วไง?" พร้อมเสียงโห่จากผู้ชมแฟนสีแดงเพลิงในสนาม

พวกเขาคงแยกไม่ออกแล้วว่า ตกลงเราควรเชื่อในกระบวนการ (Process) หรือหันไปเชื่อผลลัพธ์ (Result) แบบไม่ต้องคิดเยอะ

เมื่อคำว่า "เล่นดี" เริ่มไม่พออีกต่อไป

แม้จะไม่แพ้ใคร 12 นัด แต่สิ่งที่ต้องมองหาไม่ใช่แค่ผลการแข่งขันที่ออกหัวออกก้อย มันคือกระบวนการ

ถ้าทีมคุณสร้างโอกาสเยอะ, คุมเกมได้, สมดุลดี, ตัวเลขคุณเหนือกว่า คุณก็ควรจะชนะบ่อยกว่าแพ้ และสิ่งที่ทำจะกลายเป็นเรื่องดีในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือ ที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล มีผลการแข่งขันที่ไม่แพ้ แต่ภาพฟุตบอลมันยังไม่น่าเชื่อ

ตอนชนะบาร์นสลีย์ 4-1 หรือเกมที่เกือบชนะ ฟูแล่ม มันยังไม่ใช่ทีมที่สร้างสรรค์และคุมเกมแบบทีมใหญ่จริง ๆ

แต่การเจอ เบิร์นลีย์ กลับตรงกันข้าม กระบวนการดีขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งสุดท้ายจยที่ผลลัพธ์มันไม่ตามมา

เกมนี้ ลิเวอร์พูล ทำทุกอย่าง ยกเว้นปิดเกมให้มันจบ

ตัวเลขมันโหดมากแบบที่คุณแทบไม่ต้องอธิบายเพิ่ม

  • ยิงทั้งหมด 32 ครั้ง (เบิร์นลี่ย์ 7)
  • ยิงเข้ากรอบ 11 ครั้ง (เบิร์นลี่ย์ 1)
  • xG 2.95 (เบิร์นลี่ย์ 0.4)
  • ลิเวอร์พูล ยิงเข้ากรอบ 11 ครั้ง ได้ 1 ประตู ณะที่ เบิร์นลี่ย์ ยิงเข้ากรอบ 1 ครั้ง ได้ 1 ประตู

มันควรจบ 3-0 หรือ 4-1

มันเป็นอาการของทีมที่กำลังอยู่กลาง ๆ ตาราง ทีมที่ทำดีเยอะ แต่ชนะไม่เป็น

ทีมที่สร้างโอกาสได้เหมือนทีมใหญ่ แต่จบสกอร์เหมือนทีมที่ยังไม่พร้อม

มันเหมือนคุณอ่านหนังสือมาทั้งคืน ทำข้อสอบได้แทบหมด แล้วผลออกมาผ่านแบบเฉียดฉิว

คุณไม่ได้เสียใจเพราะตัวเองไม่เก่ง คุณเสียใจเพราะมันควรได้มากกว่านี้

หนึ่งในโจทย์ที่ทรมาน ลิเวอร์พูล ทั้งฤดูกาลคือทีมรับลึก Low Block ที่มานอนเรียงเป็นชั้น ๆ แล้วรอให้หัวเสีย

เกมนี้ ลิเวอร์พูล แก้โจทย์ได้ดีขึ้น ด้วยรูปแบบที่เรียกว่า ช้า-ช้า-เร็ว (slow-slow-quick)

ไม่ใช่ครองบอลไปเรื่อย ๆ แบบทื่อ ๆ แต่เป็นการสะสมจังหวะ ลากแนวรับให้เคลื่อน แล้วค่อยเร่งสปีดในวินาทีที่คู่แข่งเสียรูป

อีกจุดที่น่าสนใจคือการใช้ฟูลแบ็กสอดหลังให้วิ่ง แทงพื้นที่ไปกดความกลัวในไลน์สุดท้าย และที่สำคัญที่สุดคือการบีบ เบิร์นลี่ย์ ให้ติดอยู่ในแดนตัวเองนาน ๆ

ภาพรวมคือ ลิเวอร์พูล ขังคู่แข่งไว้ได้ กดดันจนอีกฝ่ายไม่มีทางออก นี่คือสิ่งที่ทีมที่ลุ้นท็อปโฟร์ควรทำได้ในบ้าน และเกมนี้ พวกเขาทำได้จริง

แต่ฟุตบอลมันตัดสินด้วยการจบสกอร์

ปัญหาแบบเดิมที่โผล่ซ้ำ ๆ คือทีมอื่นยิงครั้งเดียว…พัง

ลิเวอร์พูล มีนิสัยหนึ่งที่น่ากังวลมาก คือเสียประตูจากโอกาสแทบจะครั้งเดียว

มันทำให้ทีมดูเป็นทีมอันดับ 6-8 มากกว่าทีมที่ควรยึดท็อปโฟร์ เพราะทีมระดับสูงมักมีความแน่นอนบางอย่าง อย่างน้อยคือไม่ปล่อยให้คู่แข่งมาเจาะครั้งเดียวแล้วเอาคืนได้ทันที

ยุคคล็อปป์ เกมแบบนี้อาจถูกเรียกว่าวันซวย ส่วนสถานการณ์ปัจจุบัน ลิเวอร์พูล ยังขาดความสม่ำเสมอ ทั้งฟอร์มและผลลัพธ์

คำว่า "วันซวย" เลยไม่ค่อยมีเครดิต เพราะมันเริ่มเกิดบ่อยเกินไป

เสียงโห่หลังเกม ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะแฟนบอลไม่เห็นความพยายาม แต่เพราะความอดทนมันถูกกินไปทีละนิดจากผลเสมอที่ควรชนะ

ไม่แพ้ 12 นัดก็จริง แต่ พรีเมียร์ลีก เสมอมา 4 นัดติด

คู่แข่งคือทีมหนีตกชั้น แต่ ลิเวอร์พูล กลับทำแต้มหล่นในบ้าน

แฟนบอลเริ่มจำไม่ได้แล้วว่า ครั้งสุดท้ายที่ทีมเล่นดีและชนะขาดคือเมื่อไหร่

และเมื่อความรู้สึกนี้สะสม คำถามมันก็ไหลไปที่คนคุมทีมโดยอัตโนมัติ

อนาคตของ อาร์เน่อ ถูกตั้งคำถามแรงขึ้น ทั้งจากการที่สโมสรยังไม่ยื่นสัญญาใหม่ และจากการที่เสียงไม่พอใจลามจากโซเชียลลงมาถึงอัฒจันทร์จริง

นี่คือจุดที่อันตรายที่สุดสำหรับกุนซือคนไหนก็ตาม เสมอแบบนี้ทำให้แฟนบอลรู้สึกเหมือนแพ้

แม้ผลจะน่าหงุดหงิด แต่เกมนี้มีหลายคนที่แสดงพัฒนาการให้เห็นจริง

ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ ปรับตัวกับสปีดและแรงปะทะของ พรีเมียร์ลีก ได้ดีขึ้น

ประตูของเขามาจากความมั่นใจ การตัดสินใจเร็วขึ้น การเล่นในพื้นที่แคบเริ่มไม่โดนกลืน

นี่คือข่าวดีในระยะยาว เพราะถ้า ลิเวอร์พูล จะเปลี่ยน process ให้เป็น result พวกเขาต้องมีคนที่เปลี่ยนโอกาสครึ่งจังหวะให้เป็นประตูได้

เจเรมี่ ฟริมปง โดดเด่นทั้งรุกและรับ สปีดของเขาไม่ใช่แค่พาบอลไปข้างหน้า แต่มันคืออาวุธในการกดดันคู่แข่งตั้งแต่จังหวะสอง และเป็นทางออกเวลาทีมติด low block

มิลอส เคอร์เคซ พัฒนาต่อเนื่อง มีพิษสงในเกมรุก และเกมรับไม่หลุด

เขาไม่โดนเลี้ยงผ่านในเกมนี้ แปลว่าไม่ใช่แค่บุกอย่างเดียว แต่เริ่มมีวินัยในการยืนตำแหน่ง

ลิเวอร์พูล ยังอยู่อันดับ 4 แต่สถานการณ์มันเป็นแบบเฉียดฉิวสุด ๆ

คือบางพอที่จะโดนแซงได้ ถ้าทีมข้างหลังเริ่มเครื่องติด โดยเฉพาะถ้า แมนยู ภายใต้ ไมเคิล คาร์ริค เร่งฟอร์มได้จริง

และที่โหดคือ โปรแกรมข้างหน้าไม่ได้ใจดี ไปเยือน มาร์เซย เจอ คาราบัค เพื่อพยายามติดท็อป 8 แชมเปี้ยนส์ ลีก

เกมลีกเยือน บอร์นมัธ ที่ไม่ใช่งานง่าย

นี่คือสัปดาห์ที่ผลการแข่งขันสำคัญพอ ๆ กับกระบวนการ เพราะโปรแกรมยุโรปหนักขึ้นแล้วมันจะลากความล้าไปกิน พรีเมียร์ลีก ทันที

และ ลิเวอร์พูล ตอนนี้ไม่ใช่ทีมที่มีขุมกำลังเหลือเฟือให้สลับแบบสบาย ๆ

ลิเวอร์พูล ตอนนี้ เหมือนทีมที่เริ่มสร้างบ้านได้ถูกวิธี โครงสร้างดี วางแบบดี วัสดุดีขึ้น

แต่ยังปิดประตูบ้านไม่สนิท เลยโดนลมพายุพัดเข้ามาที…บ้านก็สั่นทั้งหลัง

และเมื่อมันสั่นบ่อยเข้า แฟนบอลก็เริ่มถามว่า "คนคุมงานก่อสร้าง…ควรได้เวลาเพิ่มไหม?"

คำตอบของคำถามนั้น ไม่ได้อยู่ในสถิติ 32 ครั้ง แต่อยู่ในเกมต่อ ๆ ไปที่ต้องแปลงกระบวนการให้เป็นสามแต้มให้ได้เสียที

#HOSSALONSO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...