โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เช็กคลังอาวุธเตรียมพร้อม

ไทยโพสต์

อัพเดต 27 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 3.56 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“อนุทิน” ไม่ประมาทเช็กคลังอาวุธกองทัพรับมือเหตุไม่คาดฝันชายแดน หลัง “งบกลาง” ใกล้หมด ขณะที่ “สีหศักดิ์” ทัวร์ยุโรปแจงไทยต้องการรักษาสันติภาพกับกัมพูชา ยืนยันปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด ด้าน “ทร.” พาคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนตรวจหลักฐานทุ่นระเบิดใหม่ในเขตไทย ตอกย้ำสถานะผู้ถูกรุกล้ำอธิปไตย

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ห้องทำงาน ตึกไทยคู่ฟ้า ตั้งแต่เวลา 08.30 น. โดยมี พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก เข้าพบนายกฯ บนตึกไทยคู่ฟ้า จากนั้นนายอนุทินเปิดเผยว่า ได้สอบถามความพร้อมเรื่องชายแดนทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องเฉพาะกัมพูชา แต่ชายแดนทั้ง 4 ด้านเลย ซึ่งตอนนี้ไม่มีอะไรน่ากังวล ทางเสนาธิการทหารบกยืนยันความพร้อม ซึ่งการที่ตนต้องถาม เพราะเราอยู่ในช่วงที่งบกลางเหลืออยู่นิดเดียวจะมีอะไรที่ไม่คาดฝันหรือไม่ ถ้ามีแล้วจะทำอย่างไรเกี่ยวกับการเงิน ในช่วงที่เราเป็นรัฐบาลรักษาการอยู่เราก็ต้องมีความพร้อมทุกอย่าง

เมื่อถามว่า ช่วงนี้สามารถจัดซื้อยุทโธปกรณ์ที่จำเป็นเตรียมพร้อมไว้ได้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “พร้อมครับ ส่วนไหนพร่องท่านก็บอกว่าในงบประมาณปกติกองทัพเขามีอยู่แล้ว ก็เติม ทุกอย่างมีความพร้อม”

ขณะที่ นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในโอกาสที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางปฏิบัติภารกิจที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และนครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 23-25 ก.พ.2569 นอกจากจะได้พบและหารือกับนาย Khaled Ahmed El-Enany Ali Ezz ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) และนายฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศสแล้ว ยังมีโอกาสได้พบกับ นายโวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เพื่อหารือ ถึงความร่วมมือในการร่วมกันแก้ปัญหามนุษยชนในภูมิภาค

โดยเฉพาะการช่วยเหลือเหยื่อจากขบวนการออนไลน์สแกม รวมทั้งหารือถึงสถานการณ์เมียนมาที่ไทยจะเข้าไปมีบทบาทในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในเมียนมาหลังการเลือกตั้ง เช่น การปล่อยตัวนักโทษการเมือง หรือการส่งเสริมให้ชนกลุ่มน้อยในเมียนมาได้มีโอกาสในการแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี

ขณะเดียวกัน นายสีหศักดิ์ยังได้ใช้โอกาสนี้ชี้แจงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาด้วย โดยยืนยันว่า การหยุดยิงยังเปราะบาง พร้อมย้ำท่าทีของไทย ว่าต้องการให้เกิดสันติภาพระหว่างกัน และยืนหยัดตามข้อตกลงหยุดยิงที่ได้ทำร่วมกันไว้ เพื่อรื้อฟื้นความสัมพันธ์และสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ไม่มีการรุกล้ำดินแดนฝ่ายใด และเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมของคณะกรรมการปักปันเขตแดนโดยทันที ที่มีกำหนดการประชุมอย่างเป็นทางการ ซึ่งฝ่ายไทยก็พร้อมเข้าร่วมทันที ระหว่างนี้มีการเตรียมการไว้ตลอด ฝากถึงฝ่ายกัมพูชาให้ใจเย็นๆ ยืนยันว่าฝ่ายไทยจะไม่รุกล้ำเขตแดนอย่างที่กล่าวหาแน่นอน อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่า นายโวลเกอร์ เติร์ก เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ส่วนเหตุการณ์ที่ฝั่งกัมพูชายิงปืนเข้ามาในฝ่ายไทยอีกครั้งเมื่อวันก่อน กระทรวงการต่างประเทศได้ทำหนังสือประท้วงไปยังรัฐบาลกัมพูชาแล้ว และจะออกแถลงการณ์ตามมาอีก

นอกจากนี้นายสีหศักดิ์ยังได้โทรศัพท์ไปหารือกับ นางกายา กัลลัส ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรปด้านการต่างประเทศและนโยบายความมั่นคง และรองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ในระหว่างเดินทางจากกรุงปารีสไปยังนครเจนีวาหลายเรื่อง ทั้งสถานการณ์รัฐเซีย-ยูเครน รวมทั้งได้มีโอกาสชี้แจงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาด้วย ย้ำท่าทีของไทยหลังการหยุดยิงที่ต้องการให้เกิดสันติภาพร่วมกัน แต่ก็ยอมรับไปว่าฝ่ายกัมพูชายั่วยุอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะหยุดยิงไปแล้วก็ตาม ไทยตอบโต้อย่างมีสัดส่วน ขอบเขตตามหลักสากล ซึ่งถือเป็นสิทธิในการตอบโต้ตามกฎบัตรสหประชาชาติ

รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ให้ความเห็นต่อบทบาทของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ในเวทีการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) ว่า แนวทางการดำเนินการของไทยถือว่ามาถูกทางและเป็นการดึงความชอบธรรมกลับมาอยู่ในฝั่งประเทศไทยในสายตาประชาคมโลก ซึ่งไทยจำเป็นต้องตอบโต้ข้อกล่าวหาของกัมพูชา เพราะที่ผ่านมาอีกฝ่ายพยายามใช้เวทีระหว่างประเทศกล่าวหาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดทอนความชอบธรรมของไทย ดังนั้นการชี้แจงข้อเท็จจริงผ่านเวทีสากลจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำ และบทบาทของรัฐมนตรีต่างประเทศครั้งนี้ ไม่ทำให้คนไทยผิดหวัง ในการวางสถานะของประเทศบนเวทีโลกอันนี้น่าจะมาจากประสบการณ์ของนายสีหศักดิ์ที่รู้จักองค์การสหประชาชาติเป็นอย่างดีจากบทบาทหน้าที่ที่ผ่านมาเลยสามารถใช้วิธีนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ จุดสำคัญคือ แม้ไทยจะถูกยั่วยุ แต่ยังสามารถรักษาความเป็นกลางทางการทูตไว้ได้ โดยไม่เลือกเข้าข้างมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาวมากกว่าการเลือกข้างอย่างชัดเจน พร้อมมองว่าไทยกำลังใช้กลไกระหว่างประเทศและกติกาสากลเป็นเครื่องมือ มากกว่าการตอบโต้เชิงอารมณ์ การที่ไทยโต้ตอบผ่านเวทีสากลด้วยข้อเท็จจริง ไม่อิงฝ่ายใด แสดงให้เห็นว่ามีการวางเกมทางการทูตมาดี ขณะที่กัมพูชาใช้วิธีการกล่าวหาอย่างต่อเนื่อง แต่ไทยแก้เกมด้วยการชี้แจงข้อมูล ทำให้ภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือกลับมาอยู่กับไทย อย่างไรก็ตาม เห็นว่าอีกประเด็นที่ต้องติดตามควบคู่กันคือสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดน โดยไทยจำเป็นต้องรักษาพื้นที่และยึดข้อตกลงปัจจุบันให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้ปัญหาบานปลาย แนวทางดังกล่าวถือเป็นการบาลานซ์ ระหว่างนโยบายต่างประเทศกับความมั่นคง เพราะในขณะที่ไทยใช้การทูตสร้างความชอบธรรมในระดับนานาชาติ ก็ยังต้องดูแลเสถียรภาพชายแดนอย่างรอบคอบควบคู่กันไป

ทางด้าน พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 ก.พ.ที่ผ่านมา กองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้มอบหมายให้หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมกองทัพเรือ (นปท.ทร.) ต้อนรับคณะผู้สังเกตการณ์จากสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เดินทางมาเข้าร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีตรวจพบการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลใหม่ในพื้นที่บ้านหนองรี (บ้านสามหลัง) ต.ชำราก อ.เมืองตราด จ.ตราด ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้มีขึ้นภายหลังเจ้าหน้าที่ทหารเรือตรวจพบการลักลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลและระเบิดแสวงเครื่องจากฝ่ายกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยลึกประมาณ 500 เมตร ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน และเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน

โดย นปท.ทร.ได้ดำเนินการตรวจพิสูจน์ตามขั้นตอนทางเทคนิคและมาตรฐานสากล ทั้งการรวบรวมเอกสารและวัตถุพยาน การวิเคราะห์ข้อมูลโดยผู้เชี่ยวชาญ การตรวจสอบพิกัดกริดทางทหาร และการพิสูจน์ชนิดวัตถุระเบิดภาคสนาม จากการรวมทั้งได้พบเอกสารทางทหารที่สำคัญ ได้แก่ คู่มือการสอนการใช้ทุ่นระเบิด แผนผังสนามทุ่นระเบิด และเอกสารคำสั่งปฏิบัติการที่ระบุพิกัดและช่วงเวลาการดำเนินการในเขตแดนไทย ซึ่งหลักฐานทั้งหมดได้ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ทั้งด้านการแปลเอกสาร การวิเคราะห์พิกัดระบบ UTM และการตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด โดยผลการตรวจสอบยืนยันว่าพิกัดในเอกสารสอดคล้องกับพื้นที่ตรวจพบจริง และลักษณะการวางทุ่นระเบิดมีรูปแบบเป็นระบบ อยู่ในสภาพใหม่ จึงยืนยันได้ว่าเป็นการวางทุ่นระเบิดใหม่ มิใช่ทุ่นระเบิดตกค้างจากสถานการณ์สู้รบในอดีต

นอกจากนี้ จากการปฏิบัติในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตลอดหลายปีที่ผ่านมา ยังพบการขัดขวางจากฝ่ายทหารกัมพูชาหลายครั้งอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน ส่งผลให้พื้นที่ตามแนวชายแดนยังคงมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย โดยพฤติการณ์ดังกล่าวสะท้อนความพยายามใช้การวางทุ่นระเบิดเป็นเครื่องมือสร้างสภาพพื้นที่ไม่ปลอดภัย เพื่อชะลอกระบวนการปักปันเขตแดนที่ทั้ง 2 ฝ่ายมีกรอบความร่วมมือร่วมกัน ในการนี้กองทัพเรือได้นำคณะผู้สังเกตการณ์เข้าเยี่ยมชมศูนย์ราชการุณย์ของสภากาชาดไทย ณ บ้านเขาล้าน อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เพื่อสะท้อนบทบาทด้านมนุษยธรรมของประเทศไทยที่ได้ให้ความช่วยเหลือผู้อพยพชาวกัมพูชาหลายแสนคนในช่วงสถานการณ์ความไม่สงบในอดีต แสดงถึงแนวทางการดำเนินนโยบายที่ยึดหลักมนุษยธรรมและสันติวิธีมาอย่างต่อเนื่อง.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...