โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

พาราสาวะถี

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 01 เม.ย. เวลา 10.27 น. • เผยแพร่ 01 เม.ย. เวลา 23.20 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ยืนยันจากปากของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ให้เรียกคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ว่า “ครม.หนู2” นั่นหมายความว่า บรรดาการดำเนินการใด ๆ จากครม.หนู 1 ที่ผ่านมา แม้ว่าจะเป็นความต่อเนื่อง เพราะรัฐมนตรีส่วนใหญ่ยังประจำการที่กระทรวงเดิม บางรายอาจต้องมีการปรับเปลี่ยนหัวโขน ซึ่งท่านผู้นำใช้คำว่า เพื่อความสบายใจของประชาชนชัดเจนว่าสิ่งที่พูดย่อมหมายถึงรายของ พิพัฒน์ รัชกิจประการรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ที่ในรัฐบาลอายุสั้นได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลกระทรวงพลังงาน และมีบทบาทอย่างสูงยิ่งในฐานะประธานศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก.ต่อการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันที่กลายเป็นจุดวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงมาจนถึงวันนี้ ย่อมรู้ดีและเป็นการยอมรับว่า การวางตัวบุคคลดังกล่าวโดยอ้างความเชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรงนั้น มันมีเส้นแบ่งที่สำคัญยิ่งว่าด้วยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

แน่นอนว่า หลังการขึ้นราคาน้ำมันแบบลักหลับ ถึงสองหนซ้อนไม่นับรวมที่ขึ้นราคาไปก่อนหน้าลิตรละ 2 บาท คนที่อนุทินมองว่ามีความเชี่ยวชาญช่ำชองนั้น ถูกทัวร์ลงยับ แต่น่าจะคุ้มค่ากับการยอมเป็นกระโถนท้องพระโรง เพราะผลประโยชน์ตอบกลับจากผลของการปรับขึ้นราคาน้ำมันนั้น มันเข้ากระเป๋าธุรกิจน้ำมันของครอบครัวรัฐมนตรีผู้เชี่ยวชาญแบบเต็ม ๆเช่นนี้แล้ว การบอกว่ามีเปลี่ยนตัวคนกำกับดูแลกระทรวงพลังงานเพื่อความพอใจของประชาชน จึงเป็นตัวบ่งชี้ที่ชัดเจนว่า ไม่ใช่การยอมรับว่าตัดสินใจผิดพลาด แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึง ความไม่ชอบมาพากลของการได้รับผลประโยชน์อันเกี่ยวพันกับมิติทางการเมือง

ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งความผิดปกติที่ทำให้เกิดข้อกังขาจากสังคมเป็นอย่างมาก กรณีการอ้างสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ต้องมีการประชุมและเคาะขึ้นราคากันแบบหลักลับ ผนวกเข้ากับพฤติกรรมย้อนแย้ง เรื่องน้ำมันขาดแคลนหน้าปั๊ม การอมพะนำต่อประเด็นกักตุน มันยิ่งทำให้ยิ่งฟังคำชี้แจงขององคาพยพที่เกี่ยวข้อง มันเหมือนการใช้หลักการมาแก้ตัวแถไถไปแบบน้ำขุ่น ๆอย่างน้อยวันนี้ก็มีปมให้คนส่วนใหญ่ได้ร่วมกันฉุกคิด และช่วยกันติดตามให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

นั่นก็คือ เมื่อ 31 มีนาคม วีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟูรองปลัดกระทรวงพลังงาน กับ พรชัย จิรกุลไพศาลผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตั้งโต๊ะแถลงร่วมกันถึงเหตุผลที่ต้องประกาศขึ้นราคาน้ำมันกลางดึก โดยอ้าง ตลาดโลกผันผวนหนัก ต้องรอปิดตามราคาตลาดสิงคโปร์ช่วงค่ำ พร้อมเรียกร้องความเห็นใจว่าต้องลุ้นกันรายคืนราคาจะนิ่งหรือพุ่ง แต่พอฟัง เอกนัฏ พร้อมพันธุ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกลับเห็นถึงวิสัยทัศน์อันแตกต่าง

ความจริงเรื่องนี้ยังมีปมที่ ณัฏฐา มหัทธนาอดีตนักเคลื่อนไหวยุครัฐบาลเผด็จการสืบทอดอำนาจที่เข้ามารับตำแหน่งโฆษก ศบก.คนใหม่ ย้อนถามนักข่าวด้วยว่า ไม่ทราบว่าใครคอนเฟิร์มว่าจะไม่ขึ้นราคาน้ำมันกลางคืนทั้งที่พิพัฒน์เพิ่งไปออกรายการโทรทัศน์ช่องหนึ่งแล้วบอกเองว่า จะไม่ให้มีการลักหลับขึ้นราคาอีก มันก็เป็นภาพสะท้อนการสอดประสานการทำงานกันเป็นอย่างดี สิ่งนี้เอกนัฏเห็นคือ การประกาศราคาหรือมาตรการในช่วงเวลากลางดึกสร้างความสับสนและความตื่นตระหนกให้ประชาชน

ในมุมของรัฐมนตรีพลังงานคนใหม่ ที่เคยไปอภิปรายในการเสนอญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่องปัญหาวิกฤตพลังงานโดยเฉพาะราคาน้ำมัน ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อสัปดาห์ก่อนฐานะ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคภูมิใจไทย มองว่า การแก้ปัญหาในภาวะวิกฤตต้องอาศัยความโปร่งใสเป็นหัวใจสำคัญมากกว่าการยึดติดกับการอ้างอิงราคาตลาดต่างประเทศแบบวันต่อวัน ยาที่จะรักษาความตื่นตระหนกคือความโปร่งใส การทำงานและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต้องโปร่งใสมากขึ้น

เรื่องการอ้างว่าต้องรออัพเดทรอตลาดสิงคโปร์ ตนเห็นว่าดึกไปไม่ต้องรอกันถึงขนาดนั้น น่าสนใจตรงแง่คิดที่ชี้ว่า กรณีขึ้นราคาน้ำมันไม่ต้องรีบรออีกวันได้ แต่ถ้าจะลดราคาควรประกาศทันที จะดึกแค่ไหนก็ควรประกาศคิดต่างแค่นิดเดียวและไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงที่จะทำกันได้ ถ้าถามในแง่ความรู้สึกและการยอมรับของประชาชน อย่างไหนที่ประชาชนจะให้การเชื่อถือ ไว้วางใจมากกว่ากัน ต้องรอดูว่าเมื่อเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการแล้ว อดีตแกนนำม็อบนกหวีดรายนี้จะทำได้อย่างที่พูดหรือไม่

ไม่เพียงแต่ปัญหาการขึ้นราคาแบบลักหลับเท่านั้น เอกนัฏยังบอกว่า การกำหนดกรอบค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงผิดปกติจากเดิมเฉลี่ยราว 2-3 บาทต่อลิตร แต่ปัจจุบันพุ่งขึ้นถึง 7-13 บาทต่อลิตร ซึ่ง เกินกว่าความเหมาะสมในภาวะวิกฤตจึงเสนอให้มีการกำหนดเพดาน (cap)ทบทวนกลไก เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการได้กำไรเกินควร หากสามารถลดค่าการกลั่นได้ ควรนำไปลดราคาน้ำมันให้ประชาชนฟังอย่างนี้ก็สมกับที่เคยถอดหัวโขนไปเป็นแกนนำกลุ่มเคลื่อนไหวมา แต่ไม่รู้ว่า จะสะดุดตอพอถึงเวลาต้องตัดสินใจทำหรือเปล่า

เช่นเดียวกับการบอกว่า การปรับค่าการกลั่นจาก 2 บาทไป 7 บาทมันเกินไป ใครที่อ้างตลาดเสรี ก็ทราบกันดีฉะนั้นทั้งหมดนี้ต้องมารีแคป เชื่อแน่ว่าด้วยความที่เคยอยู่กับ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาคที่เข้าใจเรื่องกฎหมายทะลุปรุโปร่งมาก่อน เอกนัฏน่าจะได้ข้อมูลเชิงลึกมาเยอะพอสมควร อีกปมที่น่าพิจารณาคือสูตรคำนวณราคาหน้าโรงกลั่น ที่ พันตำรวจเอกทวี สอดส่องหัวหน้าพรรคประชาชาติ ตั้งข้อสังเกต เป็นการบวกต้นทุนแฝงเข้าไปในราคาน้ำมันทุกลิตร

ยังมีการใช้หลักการ Import Parity หรือการสมมติว่าไทยไม่มีโรงกลั่น บังคับให้คนไทยจ่ายเงินเสมือนว่านำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์ ทำให้ประชาชนต้องแบกรับค่าขนส่งและค่าประกันภัยทิพย์ รวมถึงค่าสำรองน้ำมันที่ผู้ค้าควรเป็นผู้แบกรับตามกฎหมาย นอกจากนี้ ค่าสูญเสียน้ำมัน (0.3%) ยังกลายเป็นรายได้แฝงของกลุ่มทุน ทั้งที่ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันถึง 6 แห่ง และมีกำลังการผลิตเกินความต้องการจนสามารถส่งออกไปขายต่างประเทศได้ รู้ปัญหาแต่จะกล้าชนกับกลุ่มทุนผู้มากบารมีขนาดไหน

อรชุน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...