โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘วิกฤตอ่าวอาหรับ’ สะท้านธุรกิจท่องเที่ยว.!

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 29 มี.ค. เวลา 10.24 น. • เผยแพร่ 29 มี.ค. เวลา 23.40 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

สำนักงานที่ปรึกษาด้านการบินชั้นนำ อย่าง Altonและ Bloombergเปิดเผยตัวเลขที่สร้างความตะลึงให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลก นั่นคือการพุ่งขึ้นของราคาตั๋วเครื่องบินเส้นทาง เอเชีย-ยุโรปสูงถึง 560%ช่วงเดือนมีนาคม 2569 ถือเป็นสถิติการปรับตัวขึ้นรุนแรงสุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การบินสมัยใหม่

สาเหตุมาจากชนวนเหตุความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเหตุการณ์สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ “อ่าวเปอร์เซีย” ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการบินโลก ต้องตกอยู่ในสภาวะอัมพาต น่านฟ้าที่เคยคลาคล่ำด้วยเครื่องบินนับพันลำต่อวัน กลับกลายเป็นพื้นที่อันตราย

ทำให้สายการบินยักษ์ใหญ่ จำเป็นต้องประกาศยกเลิกเที่ยวบินรวมกว่า 70,000 เที่ยวความวุ่นวายนี้ไม่ได้กระทบแค่การเดินทาง แต่ยังเผยให้เห็นถึง “ความเปราะบาง” ของเครือข่ายการบินโลก ที่พึ่งพาจุดเชื่อมต่อ (Transit Hub) ในตะวันออกกลางมากเกินไป

ข้อมูลจาก Ciriumระบุว่า เส้นทางยอดนิยมเดือนมิถุนายน มีราคาเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 70% โดยเฉพาะเส้นทางระยะไกลอย่าง ซิดนีย์ไปลอนดอนที่ราคาตั๋วพุ่งขึ้นกว่า 1,500 ดอลลาร์ หรือคิดเป็น 2 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ถือเป็นภาระหนักของผู้โดยสาร ไม่เพียงแต่ขาออกจากเอเชียเท่านั้น แต่เที่ยวบินจาก ยุโรปมาเอเชียพุ่งขึ้น 79%

สาเหตุที่ราคาขยับตัวสูงขึ้นอย่างมหาศาลเช่นนี้ เกิดจากปัจจัยลบที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน

ประการแรกคือ “ระยะทางบินที่ยาวขึ้น” เมื่อน่านฟ้าอิหร่านและพื้นที่ใกล้เคียงถูกปิด สายการบินต้องปรับเส้นทางบินอ้อมไปยังน่านฟ้าอื่นที่ปลอดภัยกว่า ซึ่งใช้เวลานานขึ้น

ประการที่สองคือ “ต้นทุนเชื้อเพลิง” ที่พุ่งสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก บวกกับการที่เครื่องบินต้องใช้เชื้อเพลิงมากขึ้นจากการบินอ้อม ทำให้ต้นทุนต่อเที่ยวบินดีดตัว

ประการสุดท้ายคือ “ปริมาณที่นั่งที่ลดลง” (Supply Shortage) จากการยกเลิกเที่ยวบิน เมื่อความต้องการเดินทางยังมีอยู่แต่จำนวนเที่ยวบินน้อยลง ราคาจึงถูกดันให้สูงขึ้นตามกลไกตลาด

ผลกระทบนี้รุนแรงที่สุดกับสายการบินที่ใช้โมเดลธุรกิจแบบเชื่อมต่อผ่านศูนย์กลาง (Hub-and-Spoke) โดยเฉพาะสนามบินใน ดูไบ, อาบูดาบี และโดฮาซึ่งเป็นจุดแวะพักของเที่ยวบินกว่า 75% ระหว่างเอเชียและยุโรป เมื่อศูนย์กลางเหล่านี้เกิดปัญหา โครงข่ายการบินทั่วโลกจึงรวนไปหมด

ไบรอัน เทอร์รี่” ผู้บริหารของ Altonให้ทัศนะที่น่ากังวลว่า แม้สงครามหรือความขัดแย้งจะยุติลงวันนี้ แต่ราคาตั๋วเครื่องบิน จะยังไม่ลดลงทันที เนื่องจากระบบห่วงโซ่อุปทานเชื้อเพลิงมีภาวะหน่วง (Time Lag) ประมาณ 3 เดือนกว่าที่ต้นทุนการดำเนินงานของสายการบิน จะปรับตัวลดลงจนสามารถสะท้อนมายังราคาตั๋วได้

นั่นหมายความว่า นักท่องเที่ยวอาจต้องเผชิญกับตั๋วราคาแพงจนถึงเดือนตุลาคมเป็นอย่างน้อย สถานการณ์นี้เริ่มส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค โดยพบว่ายอดจองตั๋วเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด คนเริ่มชะลอการเดินทาง หรือเปลี่ยนจุดหมายปลายทางเพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่สูงเกินรับไหว สะท้อนให้เห็นว่าวิกฤตการณ์ตะวันออกกลางครั้งนี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ความมั่นคง แต่กำลังสั่นคลอนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบินโลกระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...