โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

SFLEX มั่นใจคุมวิกฤตบรรจุภัณฑ์ได้ แม้ต้นทุนพุ่ง-ตลาดเข้าสู่สงครามเงินสด

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 20 มี.ค. เวลา 09.58 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. เวลา 09.58 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ท่ามกลางความกังวลของตลาดต่อแนวโน้มการขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคในช่วงต้นเดือนเมษายน วิกฤตดังกล่าวกำลังส่งแรงสั่นสะเทือนลึกไปตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ต้องรับแรงกดดันพร้อมกันทั้งด้านวัตถุดิบ ต้นทุน และความต่อเนื่องของการผลิต

ดร.สมโภชน์ วัลยะเสวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตาร์เฟล็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SFLEX เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” ว่า สถานการณ์ในเวลานี้ถือว่าอยู่ในระดับวิกฤต แต่ยังเป็นวิกฤตที่บริษัทสามารถบริหารจัดการได้ โดยปัจจัยกดดันหลักมาจากความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานปิโตรเคมีต้นน้ำจากภาวะสงคราม รวมถึงการหยุดเดินเครื่องของโรงงานระยองโอเลฟินส์ ซึ่งยิ่งทำให้อุปทานวัตถุดิบในประเทศตึงตัวมากขึ้น

ผู้บริหาร SFLEX ระบุว่า แม้สงครามจะยุติลงในทันที ระบบการผลิตต้นน้ำก็ยังต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 3-5 เดือนในการฟื้นตัว และมีความเป็นไปได้ว่าบางส่วนอาจไม่กลับสู่ภาวะปกติเดิมได้อย่างเต็มที่ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการปลายน้ำต้องเร่งปรับตัว ทั้งในเชิงการจัดหาวัตถุดิบและการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดรับกับข้อจำกัดที่เกิดขึ้น

หนึ่งในปัญหาสำคัญที่สุดขณะนี้คือการขาดแคลน “โซลเวนต์” หรือสารทำละลายที่ใช้ในกระบวนการผสมสีและหมึกพิมพ์สำหรับบรรจุภัณฑ์ ส่งผลให้หลายแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคอาจต้องปรับรูปแบบบรรจุภัณฑ์ โดยหันไปใช้ซองใสหรือบรรจุภัณฑ์ที่ลดการพิมพ์ลวดลายลง และใช้สติ๊กเกอร์กระดาษแปะรายละเอียดสินค้าแทน เพื่อให้ยังสามารถส่งสินค้าเข้าสู่ตลาดได้ต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีแนวโน้มลดจำนวนความหลากหลายของสินค้า หรือ SKU ลงอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ลดจำนวนกลิ่น ลดขนาดบรรจุภัณฑ์ หรือคงไว้เฉพาะสินค้าหลักที่ขายดีที่สุด เพื่อยืดระยะเวลาการเดินเครื่องผลิต ลดเวลาหยุดเปลี่ยนแม่พิมพ์และลดของเสียในกระบวนการผลิต ทั้งหมดนี้เป็นมาตรการบริหารความเสี่ยงเพื่อรักษาสินค้าไว้บนชั้นวางให้ได้มากที่สุด

อย่างไรก็ดี SFLEX ประเมินว่า สินค้าอาจไม่ได้หายไปจากตลาดทั้งหมด เพียงแต่ผู้บริโภคอาจเห็นทางเลือกบนเชลฟ์ลดลงในบางหมวดสินค้า จากเดิมที่มีหลายสูตร หลายกลิ่น หรือหลายขนาด อาจเหลือเพียงรูปแบบที่จำเป็นต่อการรักษาความต่อเนื่องของอุปทาน

ประเด็นที่น่าจับตาในเชิงธุรกิจและการลงทุน คือ การเปลี่ยนแปลงของเงื่อนไขซื้อขายวัตถุดิบที่เข้าสู่ภาวะ “สงครามเงินสด” อย่างเต็มรูปแบบ ผู้บริหาร SFLEX ระบุว่า ตลาดวัตถุดิบในเวลานี้แทบไม่เปิดโอกาสให้ใช้สินเชื่อการค้าแบบเดิมอีกต่อไป ซัพพลายเออร์ต้องตัดสินใจซื้อภายในเวลาอันสั้น และต้องชำระเงินสดล่วงหน้าในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง

เงื่อนไขเช่นนี้กลายเป็นบททดสอบสำคัญของผู้ประกอบการทั้งอุตสาหกรรม เพราะบริษัทที่มีสภาพคล่องต่ำหรือมีข้อจำกัดด้านฐานะการเงินจะเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก และอาจไม่สามารถเข้าถึงวัตถุดิบได้ทันท่วงที ขณะที่ SFLEX มองว่า บริษัทมีข้อได้เปรียบจากฐานะการเงินที่แข็งแรง อัตราหนี้สินต่อทุนอยู่ในระดับต่ำราว 1 เท่า ทำให้ยังมีความยืดหยุ่นในการบริหารสภาพคล่อง และสามารถแข่งขันในตลาดวัตถุดิบที่ใช้เงินสดเป็นตัวชี้ขาดได้

นอกจากความพร้อมทางการเงินแล้ว บริษัทยังได้รับการสนับสนุนจากลูกค้ารายใหญ่ ซึ่งยอมเร่งรอบการชำระเงินเพื่อช่วยให้ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์มีสภาพคล่องเพียงพอสำหรับจัดหาวัตถุดิบในจังหวะที่ตลาดผันผวน สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ระหว่างผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กับเจ้าของแบรนด์สินค้าในภาวะที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันประคองห่วงโซ่อุปทาน

สำหรับแรงกดดันด้านต้นทุน ผู้บริหารยอมรับว่าวัตถุดิบบางรายการปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 40% ไปจนถึง 200% ขณะที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอีก 4-5% แต่ในภาวะปัจจุบัน ลูกค้าส่วนใหญ่ให้น้ำหนักกับ “การมีของ” มากกว่าระดับราคา กล่าวคือ สิ่งที่แบรนด์ต้องการมากที่สุดไม่ใช่ต้นทุนต่ำสุด แต่คือการมีบรรจุภัณฑ์เพียงพอสำหรับบรรจุสินค้าและส่งขึ้นเชลฟ์ได้ตามกำหนด

SFLEX ระบุว่า บริษัทมีข้อตกลงกับลูกค้ารายใหญ่ที่สามารถส่งผ่านต้นทุนวัตถุดิบไปยังราคาขายได้ตามกลไกที่กำหนดไว้ ทำให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่กระทบผลประกอบการโดยตรงทั้งหมด อย่างไรก็ดี บริษัทเลือกบริหารความสัมพันธ์ทางธุรกิจในระยะยาวด้วยการไม่ผลักภาระทั้งหมดไปยังลูกค้า แต่จะร่วมรับภาระต้นทุนบางส่วน เพื่อรักษาความร่วมมือและเสถียรภาพของคำสั่งซื้อในระยะต่อไป

อีกด้านหนึ่ง ผู้บริหารยังชี้ให้เห็นข้อจำกัดเชิงเทคนิคของอุตสาหกรรมไทยในการหาแหล่งวัตถุดิบทดแทนจากภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะกรณีการนำน้ำมันดิบจากรัสเซียหรือเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นน้ำมันดิบชนิดหนัก เข้ามาทดแทนน้ำมันจากตะวันออกกลาง เนื่องจากโรงกลั่นในประเทศไทยส่วนใหญ่ถูกออกแบบให้รองรับน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก จึงไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างง่ายดาย

ขณะเดียวกัน “โซลเวนต์” ยังเป็นวัตถุอันตรายที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดทางกฎหมายด้านการจัดเก็บ ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถซื้อตุนระยะยาวได้เหมือนวัตถุดิบทั่วไป แต่ต้องอาศัยการบริหารสต๊อกแบบเดือนต่อเดือน ยิ่งทำให้ความเสี่ยงด้านความต่อเนื่องของอุปทานเด่นชัดขึ้นในภาวะวิกฤต

โดยสรุป SFLEX มองว่าวิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงบททดสอบด้านต้นทุน แต่เป็นบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน ความสามารถในการจัดหาวัตถุดิบ และความยืดหยุ่นในการทำงานร่วมกับลูกค้า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ บริษัทที่มีสภาพคล่องสูงและมีระบบบริหารต้นทุนที่ดีจะมีโอกาสยืนระยะได้เหนือคู่แข่ง ขณะที่ SFLEX เชื่อว่าบริษัทอยู่ในกลุ่มที่พร้อมผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ โดยอาจรักษาเสถียรภาพของผลประกอบการไว้ได้ดีกว่าที่ตลาดกังวล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...