โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท่องเที่ยว

ทำไมโตเกียวถึงมี “เนินหรือทางลาด” เยอะกันนะ?

conomi

อัพเดต 29 เม.ย. เวลา 13.01 น. • เผยแพร่ 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • conomi.co

ถ้าใครเคยไปที่โตเกียว เชื่อว่าจะต้องรู้สึกแน่นอนว่าที่โตเกียวมีชื่อสถานที่ที่ลงท้ายด้วยคำว่า “ซากะ” (Zaka = 坂) ซึ่งแปลว่า “เนินหรือทางทางลาด” อยู่เป็นจำนวนมาก ถึงขนาดที่ว่าบางแห่งถูกนำไปใช้เป็นชื่อของสถานที่หรือชื่อของวงไอดอลกันเลยทีเดียว และถ้าถามว่ามีเป็นจำนวนมากขนาดไหนน่ะหรือ? เท่าที่ทราบในปัจจุบันก็มีอย่างน้อย 740 แห่งค่ะ โดยเฉพาะในเขตมินาโตะมีมากถึง 118 แห่ง และที่เขตบุนเคียวก็มีมากถึง 117 แห่ง ซึ่งถือว่ามากเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น ๆ ในโตเกียวเลยค่ะ

fujimi เนินหรือทางลาด

นอกจากนี้ แม้จะไม่แน่ชัดว่าเป็นเรื่องจริงทั้งหมดหรือไม่ แต่ผู้คนก็ต่างพากันเล่ากันว่า เนินหรือทางลาดใดที่สามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้ มักถูกตั้งชื่อว่า “ฟูจิมิซากะ” (Fujimizaka = 富士見坂) หรือแปลว่า “เนินชมฟูจิ” โดยในโตเกียว 23 เขตก็มีสถานที่ที่เรียกว่า “ฟูจิมิซากะ” อย่างน้อยถึง 16 แห่งเลยค่ะ

แล้วทำไมจึงมีคำว่า “ซากะ” หรือ “เนินหรือทางทางลาด” มากมายขนาดนี้?

ice age

แท้จริงแล้วเหตุผลก็มาจากลักษณะภูมิประเทศของโตเกียวนั่นเองค่ะ ซึ่งแต่เดิมลักษณะภูมิประเทศของโตเกียวนั้น จะค่อย ๆ ลาดต่ำลงจากทางฝั่งทิศตะวันตกบริเวณทามะไปทางทิศตะวันออก โดยเรียงลำดับจากเขตภูเขา ที่ราบสูงตะกอนเก่าหรือที่ราบสูงยุคน้ำแข็ง ไปจนถึงที่ราบลุ่มตะกอนใหม่ ซึ่งในสมัยยุคน้ำแข็ง ธารน้ำแข็งที่ไหลออกมาจากแถบโอคุทามะได้กัดเซาะภูเขาบริเวณนี้ และค่อย ๆ ถมทะเลที่เคยเว้าแหว่งลึกเข้ามาถึงแผ่นดินด้านใน เกิดมาเป็นบริเวณฝั่งตะวันออกโตเกียว 23 เขตในปัจจุบัน และเมื่อปี ค.ศ.1961 ริมฝั่งแม่น้ำทามะในเมืองอากิชิมะ ซึ่งอยู่บริเวณตอนในของลุ่มแม่น้ำทามะ ได้เคยมีการขุดค้นพบซากฟอสซิลของปลาวาฬ โดยสันนิษฐานว่าฟอสซิสดังกล่าวมีอายุราว 1.6 ล้านปี ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ตรงนี้เคยเป็นทะเลมาก่อน ดังนั้นนครเอโดะซึ่งเป็นต้นกำเนิดของมหานครโตเกียวในปัจจุบัน จึงถือว่าเป็นเมืองที่ถูกพัฒนาขึ้นบนผืนดินที่มีความสูงต่ำสลับกันไปมา และมีแนวชายฝั่งเว้าแหว่ง ต่อมามนุษย์เราก็ได้เข้าไปปรับเปลี่ยนและพัฒนาอย่างจริงจังจนพื้นที่ดังกล่าวนี้ ได้กลายเป็นเมืองใหญ่อย่างที่เราเห็นกันในทุกวันนี้

kagurazaka

เมื่อผู้คนเริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ที่มีความสูงต่ำไม่เท่ากันนี้ ผลลัพธ์ คือ เมืองที่เต็มไปด้วยเนินหรือทางลาดชันจึงค่อย ๆ เกิดขึ้น และทุกคนทราบกันไหมคะว่าในโตเกียวซึ่งมีสถานที่ที่ใช้ชื่อเกี่ยวกับซากะเยอะมาก จนขนาดที่ว่าได้มีการจัดตั้งกลุ่มผู้หลงใหลในซากะหรือที่เรียกว่า “สมาคมศึกษาซากะ” (坂学会 = Zaka Gakkai) กันเลยนะคะ

idol

ในส่วนของซากะหรือเนินหรือทางลาดที่มีชื่อเสียงในโตเกียวที่หลายต่อหลายคนรู้จักกันเป็นอย่างดี ยกตัวอย่างเช่น “โนกิซากะ” (Nogizaka = 乃木坂) หรือ “เนินหรือทางลาดโนกิ” ซึ่งปัจจุบันถูกนำไปใช้เป็นชื่อวงไอดอล “โนกิซากะ46” นั้นเองค่ะ แล้วที่มานั้นมาจากอะไร? ว่ากันว่าในเดือนกันยายน ปี ค.ศ. 1912 หลังจากที่พลเอกโนกิ มาเรสึเกะ ได้ถึงแก่อสัญกรรมโดยการปลิดชีพตนเองตามนายหรือพระจักรพรรดิเมจิ หรือ“จุนชิ” (Junshi =殉死) เพื่อแสดงความไว้อาลัยต่อการจากไปของพระองค์ ทางสภาเขตอากาซากะในขณะนั้นจึงได้มีมติให้ตั้งชื่อเนินหรือทางลาดดังกล่าวว่า “โนกิซากะ” เพื่อเป็นเกียรติแก่พลเอกโนกิเนื่องจากบริเวณนั้นเป็นที่ตั้งบ้านพักของเขานั้นเองค่ะ

*เกร็ดความรู้*

โนกิ มาเรสึเกะ (ปี ค.ศ. 1849 – ปี ค.ศ. 1912)

โนกิ มาเรสึเกะ (Nogi Maresuke = 乃木希典) เป็นบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นในยุคสมัยเมจิ (ปี ค.ศ. 1868 – ปี ค.ศ. 1912) มาจนถึงยุคสมัยไทโช (ปี ค.ศ. 1912 – ปี ค.ศ. 1926) โดยเฉพาะในด้านการทหารและความจงรักภักดีต่อพระจักรพรรดิเมจิ เขาเกิดในตระกูลซามูไร เติบโตในช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคศักดินาสมัยเอโดะเข้าสู่ยุคสมัยใหม่หรือยุคสมัยเมจิ โดยเคยเข้าร่วมฝ่ายสนับสนุนพระจักรพรรดิในสงครามล้มล้างโชกุนตระกูลโทกูงาวะ และยังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างรัฐบาลเมจิอีกด้วย

russia and japan

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเคยเป็นแม่ทัพกองทัพที่ 3 ในการนำทัพญี่ปุ่นบุกพอร์ตอาร์เทอร์ (Port Arthur) หรือท่าเรือหลู่ว์ซุ่นของจีน ในสมัยที่ยังเป็นของรัสเซีย โดยสงครามบุกพอร์ตอาร์เทอร์ ถือเป็นหนึ่งในสงครามที่โหดและสำคัญที่สุดของสงครามรัสเซีย – ญี่ปุ่น เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นที่ตั้งฐานทัพเรือหลักของรัสเซียในเอเชีย โดยเป็นท่าเรือน้ำอุ่นที่ใช้ได้ตลอดปี มีป้อมปราการแข็งแรงและปืนใหญ่จำนวนมาก โดยเชื่อกันว่าถ้าใครสามารถครอบครองที่นี่ได้เท่ากับสามารถคุมทะเลเหลืองได้ โดยสงครามครั้งนี้ญี่ปุ่นได้รับชัยชนะเหนือรัสเซีย แต่เป็นการได้รับชัยชนะที่ต้องแลกด้วยด้วยการสูญเสียทหารญี่ปุ่นไปเป็นจำนวนมากกว่าครึ่งแสนคนเลยทีเดียว)

nogi2

หลังสงครามสิ้นสุดลงเขาได้รับยศเป็นพลเอกสูงสุด และยังได้รับตำแหน่งสำคัญเป็นถึงอาจารย์ใหญ่โรงเรียนกากุชูอิน (Gakushuin Primary School) ที่ซึ่งมกุฎราชกุมารฮิโรฮิโตะ ซึ่งต่อมาคือจักรพรรดิโชวะทรงเข้าศึกษาอีกด้วย โดยโนกิได้รับความไว้วางใจและสนิทสนมกับพระจักรพรรดิเมจิและมกุราชกุมารเป็นอย่างมาก สอนหรือบอกให้ทำอะไรมกุราชกุมารก็ยอมทำตาม เช่น เมื่อโนกิบอกว่าท่านไม่ควรประทับรถยนต์พระที่นั่งมาที่โรงเรียนกากุชูอิน ควรเสด็จพระราชดำเนินมาที่โรงเรียนเอง พระองค์ก็ไม่ทรงขัดข้องยอมทำตามที่โนกิบอก ไม่ว่าสภาพอากาศในวันนั้นจะแดดออก ฝนตก หิมะตก พระองค์ก็ยอมเสด็จพระราชดำเนินทางเท้าจากที่ประทับที่อากาซากะมาที่โรงเรียนกากุชูอินซึ่งตั้งอยู่ที่เมจิโระเองทุกวัน

nogizaka

ทั้งนี้ โนกิ เป็นคนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นแบบอย่างของบูชิโดหรือซามูไรญี่ปุ่นอย่างแท้จริง ที่เน้นด้านความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และความจงรักภักดีต่อพระจักรพรรดิ โดยในปี ค.ศ. 1912 เมื่อพระจักรพรรดิเมจิสวรรคต ตัวเขาและภรรยาได้ตัดสินใจทำการคว้านท้อง (การฆ่าตัวตายแบบซามูไร) ปลิดชีพตนเองตายตามพระจักรพรรดิเมจิ เมื่อเหตุการณ์นี้ถูกประกาศออกไป ได้ทำให้คนญี่ปุ่นต่างพากันตกใจและเสียใจกันเป็นอย่างมาก ขนาดที่ว่ามีประชาชนทั้งคนญี่ปุ่นและคนต่างชาติกว่า 2 แสนคนเข้าร่วมยืนไว้อาลัยขบวนเคลื่อนย้ายศพของเขา และข่าวการเสียชีวิตของเขายังถูกสื่อต่างประเทศหลายแห่งพากันออกข่าว ขนาดที่ว่านาย Richard Barry นักข่าวสงครามผู้คอยทำข่าวเกี่ยวกับสงครามรัสเซีย – ญี่ปุ่นจาก The New York Times ของสหรัฐอเมริกา ได้เขียนบทความเล่าถึงชีวประวัติรวมถึงเขียนถ้อยความแสดงความไว้อาลัยแก่พลเอกโนกิยาวถึง 2 หน้ากระดาษด้วยกัน ยิ่งไปกว่านั้น มกุราชกุมารเองเมื่อได้ทราบข่าวการเสียชีวิตของเขาก็ทรงพระกันแสงและได้ว่า “ช่างเป็นเรื่องที่น่าเสียดายยิ่งนัก…” พร้อมทั้งทรงปัสสาสะ (ถอนหายใจ) เลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม ได้มีกลุ่มคนบางส่วนที่ต่อต้านและไม่เห็นด้วยกับการปลิดชีพตนเองตามนายหรือพระจักรพรรดิเมจิของเขา โดยมองว่าเป็นเรื่องโง่เขลา แต่โนกิก็ได้รับการยกย่องว่า “เป็นผู้ภักดีสูงสุดต่อราชวงศ์ดอกเบญจมาศ” ซึ่งตัวเขาได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของ “จิตวิญญาณซามูไรยุคสุดท้ายของญี่ปุ่น” ในเวลาต่อมา

dougenzaka

เนินหรือทางลาดอาจเป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่เผลอแป๊บเดียวเราก็อาจจะเดินผ่านไปโดยไม่ทันสังเกตเห็นหรือรู้ตัว แต่ทว่าเนินหรือทางลาดแต่ละแห่งล้วนมีที่มาที่ไปทางประวัติศาสตร์หรือมีลักษณะเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังเป็นที่รักและผูกพันของผู้คนในท้องถิ่นนั้น ๆ โดยเฉพาะเนินหรือทางลาดที่สำคัญมักจะมีป้ายบอกหรือคำอธิบายติดหรือตั้งไว้ ดังนั้นหากเราลองหยุดอ่านดู ก็อาจทราบหรือมองเห็นภาพสะท้อนของวัฒนธรรม เหตุผลหรือที่มาที่ไปที่ซ่อนอยู่ในสถานที่นั้น ๆ ก็เป็นได้นะคะ คราวหน้าถ้าใครมีโอกาสไปโตเกียว ลองสังเกตเนินหรือทางลาดใกล้ตัว อาจจะได้พบเจออะไรที่แปลกใหม่ก็เป็นได้ค่ะ

สรุปเนื้อหาจาก : mag.japaaan

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...