Parentese เชื่อมหัวใจด้วยภาษาแห่งรักจากพ่อแม่
คนเป็นพ่อแม่เคยสังเกตตัวเองหรือไม่ว่า ระหว่างที่คุยกับลูกน้อยเคยได้เผลอทำเสียงเล็กเสียงน้อย เสียงหวาน หรือเสียงอ้อแอ้พึมพัมตอบกลับทารกกันอยู่บ้างหรือเปล่า ไม่เพียงเท่านั้น ทารกกลับทำเสียงอ้อแอ้ตอบกลับพร้อมกับรอยยิ้ม สิ่งนั้นหมายถึงอะไร และทารกสามารถฟังพ่อแม่รู้เรื่องจากเสียงแบบนั้นได้จริง หรือเป็นเพียงสัญชาตญาณของการสนทนากันแน่
เรามาต้อนรับการมาถึงของ “เจนเบต้า” ด้วยการไปทำความรู้จักและหาคำตอบของ “Parentese” หรือ “ภาษาพ่อแม่ที่เอาไว้สำหรับสื่อสารกับทารก” เพราะน้ำเสียงเสียงอ้อแอ้ที่ดูเหมือนจะไม่เป็นภาษาจริงจังนั้น กลับกลายเป็นหัวใจสำคัญของการสื่อสารระหว่างพ่อแม่และลูกน้อยเลยก็ว่าได้ ทั้งยังเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ทารกเติบโตและมีพัฒนาการทางด้านภาษาที่ดีอีกต่างหาก
(Sai De Silva / Unsplash)
รู้จักภาษาดอกไม้ของคนเป็นพ่อเป็นแม่
“Parentese” หรือที่อาจจะเรียกกันว่า “ภาษาเฉพาะของพ่อแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยทารก” คือวิธีที่พ่อแม่ส่วนใหญ่ใช้ในการสื่อสารโต้ตอบกับลูกน้อย โดยมักจะเลียนเสียงจากเสียงโต้ตอบของเด็ก อันประกอบด้วยเสียงสูง ๆ ต่ำ ๆ เป็นจังหวะ และการใช้คำหรือวลีที่มีสระยาวขึ้นและช้าลง หรือเป็นคำพูดเดียวกันซ้ำไปซ้ำมา คล้ายกับเสียงของท่วงทำนองเพลงเพื่อเรียกความสนใจจากทารก โดย “Parentese” นั้นมีความแตกต่างจาก “Baby Talk” หรือ “ภาษาทารก” ที่มักจะเกิดขึ้นด้วยคำที่สมมติขึ้น ในขณะที่ภาษาพ่อแม่จะเป็นคำจริงและมีลักษณะเด่นด้วยการใช้สระที่ยาวขึ้น พร้อมด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะของผู้เป็นพ่อแม่ ซึ่งไม่เพียงเป็นรูปแบบการสนทนาที่สนับสนุนการเชื่อมโยงถึงกันระหว่างพ่อ แม่ และลูก แต่ยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาของเด็กได้อีกหนึ่งวิธี และเป็นการกระตุ้นการรับรู้และการเรียนรู้ทางการได้ยินของทารกอีกด้วย
ทำไมต้องใช้ Parentese
เพราะพ่อแม่คือครูคนแรกของลูกและเป็นครูที่มีอิทธิพลมากที่สุดในช่วงแรกเกิด การสร้างพื้นฐานในการสื่อสารให้กับลูกตั้งแต่แรกเริ่มจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยการใช้ภาษาพ่อแม่สนทนากับทารกนั้นมีประโยชน์อย่างมาก เพราะเป็นการวางรากฐานคำศัพท์และทักษะทางด้านภาษาที่แข็งแกร่ง เพื่อทำให้เด็กเข้าใจเรื่องเสียงและโครงสร้างของภาษาได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขาในทุก ๆ ช่วงวัยของการเจริญเติบโตจวบจนตลอดชีวิต
นอกจากภาษาและน้ำเสียงของพ่อแม่ที่ใช้พูดแล้ว ในการสื่อสารยังมีอวัจนภาษาที่ประกอบไปถึงรอยยิ้มในน้ำเสียง ประกายในดวงตา และความรักที่ถูกส่งผ่านออกมาทางน้ำเสียงที่ใช้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่แสดงให้ลูกเห็นถึงความสุขในการเรียนรู้ที่จะสื่อสาร และการได้สัมผัสกับบทสนทนาที่เต็มไปด้วยอารมณ์อันลึกซึ้งซึ่งจะเปลี่ยนช่วงเวลาสุดแสนธรรมดาให้พิเศษขึ้นมาได้ในทันที
ในทางด้านวิทยาศาสตร์ มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ได้เปิดเผยถึงประสิทธิภาพของการใช้ภาษาพ่อแม่ โดยการศึกษาวิจัยที่มีชื่อเสียงจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันได้เผยว่า ทารกที่ได้ยินหรือได้รับการสื่อสารด้วยภาษาพ่อแม่มีแนวโน้มที่จะพัฒนาคำศัพท์และทักษะในการออกเสียงได้ดีเมื่อมีอายุ 14 เดือน เมื่อเทียบกับเพื่อนในวัยเดียวกัน ทั้งยังช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ทางด้านอารมณ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นระหว่างพ่อแม่และลูก ซึ่งนับเป็นรากฐานสำคัญของครอบครัวสำหรับการเรียนรู้ของเด็กในอนาคต
(Lawrence Crayton / Unsplash)
กระตุ้นพัฒนาการด้วยเสียงแห่งรัก
งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า ทารกนั้นชอบฟังเสียงเพลงที่มีระดับเสียงสูงและอ่อนโยนของ Parentese เนื่องจากทารกสามารถแยกแยะเสียงที่ประกอบเป็นคำได้ง่ายกว่า โดยนักวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์โดยการสแกนสมองเพื่อดูคลื่นสมองของทารก และพบว่าคลื่นสมองและการสั่นของระบบประสาทของทารกนั้นสอดคล้องไปกับจังหวะของ Parentese หรือภาษาพ่อแม่จริง ๆ
ในการศึกษาวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ในวารสารชีววิทยาร่วมสมัย Current Biology: Cell Press นักวิจัยได้ใช้เทคนิคการถ่ายภาพสมองที่ปลอดภัยและไม่เป็นอันตรายที่เรียกว่า “การสร้างภาพประสาท” (Magnetoencephalography หรือ MEG) เพื่อตรวจสอบการทำงานของสมองทารกในขณะที่มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และพบว่า เมื่อผู้ใหญ่พูดคุยหรือเล่นกับทารกวัย 5 เดือน การทำงานของสมองทารกจะเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งนับเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาการทางด้านภาษาของทารกจะมีโอกาสเพิ่มขึ้นได้ในอนาคต
เทคโนโลยีการสร้างภาพประสาทยังช่วยให้พบว่า ทารกสามารถเคลื่อนไหวและโต้ตอบกับพ่อแม่ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งทำให้นักวิจัยสามารถติดตามการทำงานของเซลล์ประสาทในหลายส่วนของสมองทารกในขณะที่พ่อแม่พูดคุย เล่น และยิ้มให้ โดยการกระทำเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อสมองของทารกอย่างมีนัยสำคัญ แสดงให้เห็นว่าพัฒนาการทางภาษาของทารกที่เกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่นี้ จะเพิ่มขึ้นเมื่อทารกมีอายุ 5 เดือนขึ้นไป เช่นในช่วงวัย 18, 21, 24, 27 ไปจนถึง 30 เดือน โดยผลการทดลองยังพบว่า คำและประโยคที่ได้ยินจากทารกมีความเชื่อมโยงระหว่างการตอบสนองของสมองในช่วงแรกและภาษาของเด็กทารกในช่วงเวลาต่อมาเช่นกัน
แอนดรูว์ เมลต์ซอฟฟ์ (Andrew Meltzoff) ผู้อำนวยการร่วมของ I-LABS (Institute for Learning and Brain Sciences) และศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา กล่าวว่า เหตุที่นักวิจัยเลือกทารกอายุ 5 เดือนสำหรับการศึกษาครั้งนี้ เพราะอายุดังกล่าวอยู่ในช่วงก่อน “ช่วงอ่อนไหว” ของการเรียนรู้ภาษาพูดที่จะเริ่มในช่วงอายุประมาณ 6 เดือนขึ้นไป
อย่างไรก็ตาม การวิจัยนี้ยังแสดงให้เห็นว่า การใช้ภาษาพ่อแม่ในการสนทนากับทารก พร้อมไปด้วยรอยยิ้มและสัมผัสที่อ่อนโยน รวมไปถึงการตอบสนองอย่างอบอุ่นของทารกนั้น มีผลต่อสมองของทารกอย่างเห็นได้ชัดในโลกแห่งความเป็นจริง และทฤษฏีพฤติกรรมของพ่อแม่ของทาง I-LABS ที่เรียกว่า “Social Ensemble” สามารถดึงดูดความสนใจของทารกได้และยังสามารถกระตุ้นการเรียนรู้ให้กับทารกในช่วงเวลาสำคัญของพัฒนาการอีกด้วย
(Barbara Verge / Unsplash)
ฮาวทูใช้ภาษา Parentese กับเด็กรุ่นใหม่
เป็นที่ทราบกันดีว่าการใช้ภาษา Parentese นั้นเหมาะสำหรับเด็กทารกอายุ 0 - 18 เดือน ที่จะมีการตอบสนองและได้รับการพัฒนาทักษะด้านการสื่อสาร สามารถดึงดูดความสนใจของเด็กเล็ก ทั้งยังมีประโยชน์ต่อเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน “คิด” จึงอยากชวนบรรดาคุณพ่อคุณแม่มือใหม่มาเรียนรู้วิธีในการใช้ Parentese หรือภาษาพ่อแม่ ในการพูดคุยกับลูกน้อยอย่างเหมาะสม เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการในการสื่อสาร พร้อมกับสร้างรากฐานทางภาษาที่มั่นคง และนำไปพัฒนาต่อได้ในอนาคต
- ในขั้นตอนแรก พ่อแม่ควรพยายามอยู่ใกล้ชิดกับลูกน้อยให้ได้มากที่สุด เนื่องจากในขณะที่พูด หากพ่อแม่อยู่ไกลเกินไป อาจทำให้เด็กทารกได้ยินเสียงไม่ชัด การอยู่ใกล้ ๆ จะช่วยให้เด็กสามารถประมวลผลเสียงของพ่อแม่ได้ดีที่สุด นอกจากนี้ การแสดงสีหน้าช่วยในขณะที่พูด ก็จะทำให้เด็ก ๆ สามารถรับรู้และเข้าใจสิ่งที่พ่อแม่ต้องการจะสื่อสารมากขึ้นได้ ทั้งยังช่วยให้กระตุ้นการมีส่วนร่วมในการสื่อสารกับพ่อแม่อีกด้วย
- ในส่วนของรูปแบบการใช้เสียง ควรมีทั้งโทนสูงและต่ำสลับกันไป เพราะเสียงที่เปล่งออกมาจะมีความคล้ายกับทำนองเพลง ทั้งยังช่วยให้สามารถเน้นคำสำคัญในประโยคจากการพูดได้ และน้ำเสียงที่คล้ายกับท่วงทำนองนี้ก็จะยิ่งดึงดูดความสนใจจากลูกน้อยได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงอย่าลืมลดความเร็วในการพูดลง เพราะการพูดให้ช้าลงนั้น จะช่วยเพิ่มความเข้าใจและเพิ่มการเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น
- เน้นย้ำคำพูดสำคัญเหล่านั้นซ้ำ ๆ เพื่อดึงดูดความสนใจของทารกไปที่คำสำคัญของประโยค ให้ลูกน้อยได้มีโอาสฟังและเรียนรู้คำสำคัญเหล่านั้นอีกครั้ง โดยทั่วไปแล้ว เด็ก ๆ จะต้องฟังคำหนึ่งคำหลาย ๆ ครั้ง เพื่อให้เกิดความสนใจ เรียนรู้ความหมาย และเข้าถึงบริบทของประโยค เด็ก ๆ จึงจะสามารถออกเสียงตามได้ด้วยตัวเอง
- เพิ่มเสียงต่าง ๆ ให้ดูน่าตื่นเต้นมากขึ้น เช่น “ว้าว” “โอ้” หรือเลียนเสียงสัตว์ ยานพาหนะ และสิ่งรอบตัว เสียงเหล่านี้เพื่อให้เป็นเสียงที่ฟังดูน่าสนใจและเลียนแบบตามได้ง่าย
- หลังจากใช้ภาษาพ่อแม่พูดกับลูกน้อยแล้ว ควรมีช่วงเวลาพักให้เด็ก ๆ ได้ประมวลผลเสียงที่เพิ่งได้ยินไปเพื่อตอบสนองกับสิ่งพ่อแม่พูด โดยการตอบสนองนั้นอาจมาในรูปแบบของรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ท่าทาง หรือการแสดงออกทางสีหน้า
ถึงแม้ว่า “ภาษาพ่อแม่” (Parentese) จะมีใช้กันมานานแล้ว ทว่าในยุคดิจิทัลที่มีการพัฒนาในเรื่องของเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ อาจทำให้การเลี้ยงดูเด็กทารกมีความสะดวกสบายผ่านสื่อและอุปกรณ์ทันสมัยมากขึ้น แต่การสื่อสารในแบบภาษาพ่อแม่นั้น ก็ยังถือว่ามีความสำคัญต่อพัฒนาการด้านการสื่อสารของเด็กรุ่นใหม่อยุ่เสมอ…เพราะคุณคงไม่อยากให้ “เมจิกโมเมนต์” เกิดขึ้นผ่านอุปกรณ์เสริมที่ไม่อาจสื่อสารอารมณ์ที่ลึกซึ้งของพ่อแม่ที่มีต่อลูกน้อยได้เป็นแน่
ที่มา : บทความ “Baby Talk Made Easy: Tips & Tricks for Using Parentese Effectively” โดย Rajini D
บทความ “‘Parentese’ chatter improves baby’s language later” จาก futurity.org
บทความ “Role of Parentese in Early Child Development” จาก rayitoschools.com
บทความ “Is speaking in baby talk good for babies' language learning?” จาก bbc.co.uk
บทความ “Is baby talk good for babies?” จาก bbc.co.uk
บทความ “นักสมองพบ แพเรนตีส (Parentese) เสียงแห่งรักกระตุ้นเด็กให้พัฒนา” โดย วิลาสินี ไตรยราช
เรื่อง : ณัฐนิธิ ประเสริฐแท่น