โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไมกีฬาบางประเภทต้องเรียกเป็นภาษาอังกฤษและมีอักษรคะตะกะนะ ในขณะที่กีฬาบางประเภทต้องเรียกเป็นภาษาญี่ปุ่นและมีอักษรคันจิ?

conomi

อัพเดต 22 มี.ค. 2567 เวลา 12.31 น. • เผยแพร่ 19 มี.ค. 2567 เวลา 00.00 น. • conomi.co

(เผยแพร่ครั้งแรก 6 ก.พ. 2022) ในซีรีส์ญี่ปุ่นหรือในมังงะและอนิเมะ เรามักจะเห็นฉากที่ตัวละครในเรื่องพอเลิกเรียนแล้วก็ต้องไปเข้าชมรม ซึ่งชมรมเหล่านี้ก็อาจจะมีทั้งชมรมเชิงวัฒนธรรมหรือชมรมกีฬาก็ได้ หรืออาจเป็นทั้ง 2 แบบคือเป็นชมรมกีฬาที่เป็นกีฬาเชิงวัฒนธรรมด้วย คือกีฬาประจำชาติญี่ปุ่น อะไรลักษณะนั้น แต่สิ่งที่ผู้เขียนเคยข้องใจมาตลอด ก็คือทำไมกีฬาบางประเภทในภาษาญี่ปุ่นถึงต้องเรียกด้วยภาษาอังกฤษ ในขณะที่กีฬาบางประเภทกลับจะเรียกด้วยภาษาญี่ปุ่น วันนี้เลยไปค้นคว้ามาเล่าสู่กันฟังดังนี้

จุดเปลี่ยนสำคัญคือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ปิงปอง กีฬาที่ปัจจุบันยังคงนิยมเรียกด้วยภาษาญี่ปุ่นว่าทัคคิว

หากจะแบ่งกีฬาออกเป็น กีฬาสากลที่ประเทศอื่น ๆ เล่นกัน และ กีฬาประจำชาติญี่ปุ่น บอกได้คำเดียวว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นส่งผลกับกีฬาทั้ง 2 ประเภทอย่างมาก

สำหรับกีฬาสากลนั้น ส่วนใหญ่จะถ่ายทอดมาจากตะวันตกเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 (คือประมาณช่วงต้น ๆ ปี 190X ไปจนถึงช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2) แต่เดิมกีฬาทุกประเภทมีคำเรียกญี่ปุ่นและมีอักษรคันจิเกือบทั้งหมด เช่น ฟุตบอลใช้อักษร 蹴球 (ลูกกลมที่ไว้เตะ) บาสเก็ตบอลใช้อักษร 籠球 (ลูกกลมตะกร้า) วอลเลย์บอลใช้อักษร 排球 (ลูกกลมแหวกทาง) เป็นต้น แต่เนื่องจากกีฬาเหล่านี้ในยุคแรก ๆ นั้นความนิยมยังไม่มากนัก ยกเว้นแค่กีฬา 2 ชนิด คือเบสบอลที่เข้ามาในญี่ปุ่นตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1871 คือเข้ามาก่อนกีฬาประเภทอื่นหลายทศวรรษ ทำให้มีความนิยมแพร่หลายในญี่ปุ่นก่อนกีฬาชนิดอื่น ๆ และกีฬาปิงปองที่ค่อนข้างฮิตในญี่ปุ่นมานานจนถึงขั้นมีการพัฒนาอุปกรณ์และโต๊ะปิงปองแบบฉบับญี่ปุ่นเองขึ้น ทำให้เบสบอลและปิงปองเลยกลายเป็นกีฬาที่ยังคงนิยมเรียกด้วยภาษาญี่ปุ่นและมีอักษรคันจิมาจนกระทั่งปัจจุบัน เบสบอลจะเรียกว่า ยะคิว (野球) ส่วนปิงปองจะเรียกว่า ทัคคิว (卓球)

ส่วนกีฬาสากลประเภทอื่นนั้น หลังจากญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 (ค. ศ. 1939-1945) และประเทศย่อยยับอย่างหนัก อเมริกาเข้ามาวางรากฐานของญี่ปุ่นให้ใหม่ทั้งหมด ทำให้กีฬาสากลหลายประเภทที่เคยไม่ฮิตในระดับเกิดเป็นกระแส (เพราะช่วงก่อนสงครามโลกเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นต่อต้านตะวันตกด้วย ถึงขั้นห้ามใช้ภาษาอังกฤษในคำศัพท์หลาย ๆ คำก็มี) กลับมาฮิตอีกครั้งด้วยอิทธิพลของอารยธรรมอเมริกัน กีฬาสากลพวกฟุตบอลก็เริ่มหันมาเรียกด้วยภาษาอังกฤษแบบอเมริกันว่าซ็อกเกอร์ (サッカー) และกีฬาสากลประเภทอื่น ๆ ก็เลยเรียกทับศัพท์ด้วยภาษาอังกฤษมากขึ้นผ่านการใช้อักษรคะตะกะนะเป็นสื่อกลาง อีกทั้งมีกระแสการใช้กีฬาเพื่อกระตุ้นขวัญและกำลังใจของคนในชาติที่หดหู่สิ้นหวังหลังสงคราม รัฐบาลญี่ปุ่นและหน่วยงานหลายภาคส่วนจึงหันมารณรงค์ใช้กีฬาเพื่อรวมใจคนในชาติ มีผลให้กีฬาทุกประเภทเกิดเป็นระบบองค์กรขึ้นและสืบเนื่องการเล่นกีฬาแบบวิชาชีพมาจนปัจจุบัน

เคนโด้ กีฬาที่เป็นหนึ่งในศิลปะประจำชาติของญี่ปุ่น

อีกด้านหนึ่งคือ กีฬาประจำชาติญี่ปุ่น แต่เดิมก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น กีฬาเหล่านี้ยังไม่ถูกนับว่าเป็นกีฬา เพราะใกล้เคียงกับศิลปะการต่อสู้ หรือศิลปะประจำชาติ มากกว่าจะเป็นกีฬา แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เริ่มรณรงค์เรื่องกีฬา ทำให้ศิลปะประจำชาติเหล่านี้ก็ค่อย ๆ เป็นที่ยอมรับว่าเป็นกีฬามากขึ้นเรื่อย ๆ รวมทั้งมีการใช้การบริหารจัดการแบบตะวันตกในการวางมาตรฐานศิลปะเหล่านี้ ประกอบกับการใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาช่วย จึงทำให้ศิลปะประจำชาติเหล่านี้หลายประเภทกลายเป็นกีฬาขึ้นมา เช่น ยูโด (柔道) คาราเต้ (空手) เคนโด้ (剣道) คิวโด (弓道) บุโด (武道) คะคุโทงิ (格闘技)

สถานการณ์ของกีฬาประเภทต่าง ๆ ในญี่ปุ่นปัจจุบัน

ชื่อกีฬาภาษาญี่ปุ่น - กีฬาญี่ปุ่นในปัจจุบัน

ระบบชมรมกีฬาของญี่ปุ่นตามโรงเรียนและมหาวิทยาลัยนั้นค่อนข้างจริงจังมาก หรือแม้แต่ระดับบริษัทก็เข้มงวดพอสมควร มีการเช็คชื่อ มีระบบโค้ช ระบบฝึกซ้อมอย่างจริงจัง ราวกับเป็นทีมชาติ ส่วนในระดับนักกีฬาอาชีพก็มีการสร้างระบบนิเวศน์ของธุรกิจกีฬาในญี่ปุ่น มีการสร้างอาชีพต่าง ๆ ในวงการกีฬา ไม่ใช่เพียงแค่สำหรับนักกีฬาเท่านั้น แต่มีอาชีพอื่น ๆ เกี่ยวกับกีฬาอีกมากมาย เช่น โค้ช เทรนเนอร์ นักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา นักวิจัยด้านอุปกรณ์การกีฬา แพทย์เฉพาะทางด้านกีฬา สื่อมวลชนที่เน้นทำข่าววงการกีฬา ฯลฯ ซึ่งระบบนิเวศน์ของธุรกิจกีฬาเหล่านี้แข็งแกร่งพอที่จะทำให้เกิดเป็นอาชีพได้จริง ในญี่ปุ่นจึงไม่แปลกเวลามีใครบอกอาชีพตัวเองว่าเป็น “นักสู้” หรือ “นักดาบ” เพราะมันคืออาชีพ ๆ หนึ่งจริง ๆ ที่นอกเหนือไปกว่าการเป็นนักฟุตบอล หรือ นักบาสเก็ตบอล (ถ้าเป็นเมืองไทย ใครบอกว่ามีอาชีพเป็นนักสู้ หรือ นักดาบ คนคงจะงงกันไม่น้อย)

เกี่ยวกับผู้เขียน

วีรยุทธ พจน์เสถียรกุล เป็นคนไทยเพียงไม่กี่คนที่เคยศึกษาที่มหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่นมาแล้วถึง 4 แห่ง โดยเคยได้รับทุนแลกเปลี่ยนระหว่างที่ว่าการจังหวัด Okinawa และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปศึกษาที่ The University of the Ryukyus รวมทั้งเคยได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นแบบสอบผ่านสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ไปศึกษาที่ 1) Tokyo University of Foreign Studies / 2) International Christian University / และ 3) Keio University มีประสบการณ์ทำงานที่หลากหลาย เคยเป็นผู้สื่อข่าวและผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ให้บริษัท Nippon Production Service (บริษัทในเครือสถานีโทรทัศน์ NHK) / เป็นผู้สอนภาษาไทยที่สถาบันภาษาไทยหลายแห่งในโตเกียว / เป็นผู้เชี่ยวชาญภาษาไทยสำหรับชาวต่างชาติที่สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) / เป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจและการตลาดให้บริษัท Corporate Directions Inc. ของประเทศญี่ปุ่น / เป็นผู้ก่อตั้งสาขาภาษาญี่ปุ่นธุรกิจของคณะศิลปศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ / เป็นผู้อำนวยการบริษัท AIRA Capital และเป็นทีมงานก่อตั้งบริษัท AIRA and AIFUL รวมทั้งบัตรกดเงินสด A-Money / เป็นที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์ของบริษัท TOYO Business Service / เป็นที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์ของบริษัท JECC ประเทศญี่ปุ่น / เป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจของบริษัท Business Consultants South East Asia / มีประสบการณ์สอนในมหาวิทยาลัยมากกว่า 10 แห่งในประเทศไทย / เป็นที่ปรึกษาและจัดฝึกอบรมให้องค์กรหลายแห่ง

ปัจจุบันมีธุรกิจเล็ก ๆ ของตัวเองคือ บริษัท Consulting Agency for Talent จำกัด ทำธุรกิจให้คำปรึกษาด้านพัฒนาองค์กรและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (HROD และ HRD) / เป็นนักวิชาการอิสระ / วิทยากรอิสระ / นอกจากเขียนคอลัมน์ที่ Conomi แห่งนี้แล้ว ก็เขียนคอลัมน์ให้ธนาคารไทยพาณิชย์ / เขียนคอลัมน์ให้ The PEOPLE Online Magazine / เขียนคอลัมน์ให้ Marumura และยังคงใฝ่เรียนรู้สิ่งใหม่ต่าง ๆ อยู่เสมอแม้ว่าจะมีปริญญา 7 ใบแล้วก็ตาม

ติดตามผลงานเขียนทั้งหมดของวีรยุทธได้ที่

Facebook : รวมผลงานของวีรยุทธ – Weerayuth’s Ideas

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...