โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ห้ามให้รัก (มี E-book)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 26 พ.ค. 2567 เวลา 05.30 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2567 เวลา 05.30 น. • วิมมาร์
เธอเก็บแมวจรตัวหนึ่งกลับบ้านมา ใครจะคิดว่ามันจะนำพาโชคชะตาแปลกประหลาดมาให้เป็นของแถม เธอเรียกมันว่า 'เฉาก๊วย' แต่เขากลับเรียกมันว่า 'แมวผี'

ข้อมูลเบื้องต้น

E-book วางจำหน่ายแล้วค่ะ

เธอรักเขาไม่ได้…เลยต้องห้ามใจ

เขารักเธอไม่ได้…เดี๋ยวนะ ใครบอก?

เธอแอบชอบคนคนหนึ่งมาเกือบสิบปี ในที่สุดก็ถึงคราวต้องมูฟออน แต่เขากลับขยันเข้ามาทำให้หวั่นไหวทั้งๆ ที่ห่างเหินกันไปแล้วตั้งหลายปี แล้วแบบนี้เธอจะตัดใจอย่างไรไหว

เหมือนฟ้ารับรู้ถึงความลำบากใจและความพยายามตลอดหลายปีของเธอ สุดท้ายเลยส่งตัวช่วยมาให้ ทว่าฟ้าคงลืมให้หมายเหตุมาด้วยว่าช่วยที่ว่า คือช่วยให้รอดจากหลุมรักเสียที หรือช่วยให้ร่วงลึกลงไปกว่าเดิม

พบกับนิยายเรื่องที่สองของวิมมาร์ เรื่องนี้พล็อตเยอะและปมหนักกว่าเรื่องแรก เป็นรอมคอมที่ผสมความแฟนตาซีเข้ามา แต่ยังคงสไตล์นิยายรักอบอุ่น จบแฮปปี้ ตามสไตล์วิมอยู่ค่ะ เชิญไปลองชิมรสชาติใหม่ๆ ที่วิมภูมิใจนำเสนอได้เลยค่า

Cover by Mawmiaomao

Typo by Waiwi

Trigger Warning

แสดงสปอยล์

เนื้อหามีการกล่าวถึง Manipulation, เรื่องเหนือธรรมชาติ, หลักการที่น่าสงสัย, การสิงร่าง, ความตาย, ความรุนแรงในครอบครัว, การเจ็บป่วยระยะสุดท้าย, การใช้ความรุนแรง, อาชญากรรม, สารเสพติด และการทารุณกรรมเด็ก โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

เนื้อหาไม่มีการ romanticize ทุกการกระทำที่ไม่ถูกต้องได้รับบทลงโทษ

มีการใช้ภาษาปาก คำหยาบคาย เพื่ออรรถรสในการอ่าน

อัปให้อ่านฟรีจนจบเฉพาะตอนหลัก ตอนพิเศษมีแค่ในอีบุ๊กเท่านั้นค่ะ

หลังอัปตอนสุดท้ายครบ 48 ชั่วโมงจะติดเหรียญถาวรนะคะ

กำหนดอัป

อัปให้อ่านฟรี 4 ตอน/สัปดาห์ ปลดเหรียญทุกวัน พุธ พฤ ส และอา เวลา 13.00 น.

ตอนติดเหรียญล่วงหน้า อัปเดตตอนใหม่ทุกวันค่ะ

***เรื่องนี้ไม่มีแพลนจะทำรูปเล่มค่ะ

ติดตามวิมได้ที่เพจ วิมมาร์ นักเขียนนิยาย

https://www.facebook.com/profile.php?id=61553488409229&locale=th_TH

บทนำ

คำเตือนก่อนอ่าน

นิยายเรื่องนี้เกิดขึ้นจากจินตนาการของนักเขียน บุคคล สถานที่ และเหตุการณ์ต่างๆ ในเรื่องล้วนสมมติขึ้นเพื่อความบันเทิง ไม่ได้มีเจตนาจะทำให้บุคคล สถานที่ หรืออาชีพใดๆ เสื่อมเสีย ใครยังไม่อ่าน Trigger warning ในหน้าข้อมูลเบื้องต้น วิมแนะนำกลับไปอ่านนิดนึง เพื่อประโยชน์ของคุณนักอ่านทุกท่านนะคะ แต่ถ้าใครไม่ชอบสปอยล์ข้ามเลยก็ได้เช่นกันค่า ด้วยรักและหวังดี

“พี่ตัดเหอะ ผมไม่กล้าหรอก มันมีผ้าสามสีผูกอยู่ด้วยนะ พี่ไม่เห็นเหรอ”

ที่จริงนอกจากผ้าสามสีที่ผูกอยู่ใกล้กันยังมีศาลไม้ผุๆ ที่มีรูปปั้นแมวตัวจิ๋วนอนแอ้งแม้งอยู่ด้านใน แม้จะโทรมและผุพังแต่ก็ยังดูน่ากลัวอยู่ไม่น้อย คนงานหนุ่มเห็นแล้วพลันหน้าขาวซีด ขนลุกซู่อย่างห้ามไม่อยู่

“เห็นสิวะ แต่เขาสั่งแล้วว่าต้องตัดต้นไม้ทิ้งให้หมด มึงจะเอาไหมค่าจ้างอะ” คนเป็นหัวหน้าทำเสียงดุ เขาเองก็กลัวไม่ต่างกัน แต่ในเมื่อรับงานกับเงินมาแล้ว จะไม่ทำก็ไม่ได้ มีแต่ต้องทำใจดีสู้เสือปลอบใจตัวเองกับลูกน้องไป

“แต่พี่ ของแบบนี้มันแรงนะ ผมยังมีลูกมีเมีย มีแม่แก่ๆ ต้องเลี้ยง พี่ตัดไปคนเดียวได้ไหม” เขาแทบอยากจะโยนเลื่อยไฟฟ้าในมือทิ้งแล้ววิ่งหนี

ตอนรู้ว่าตัวเองต้องมาตัดต้นจามจุรีใหญ่ที่ใครต่างก็อยากเลี่ยงจนต้องจับฉลาก เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าคงไม่ง่าย ยิ่งได้มายืนมองใกล้ๆ ยิ่งสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่แตกต่างจากต้นไม้ต้นอื่น

“ไอ้เวรนี่ แล้วกูไม่มีหรือไงวะ เอางี้ มึงไปซื้อธูปมาจุดหน่อย อย่างน้อยก็บอกกล่าวกันก่อนตัด ท่านคงเข้าใจแหละ”

คนงานรุ่นน้องได้ยินก็รีบพยักหน้า วิ่งออกไปหาซื้อธูปอยู่พักใหญ่จึงวิ่งกลับมา

“มาแล้วพี่ อะพี่จัดเลย” เขาส่งธูปที่จุดแล้วหนึ่งดอกให้หัวหน้า

“ป๊อดจริงๆ มึงนี่” คนอายุมากกว่ารับธูปมาก่อนจะพนมมือ พลางตั้งสมาธิแล้วกล่าว

“ท่านเจ้าที่เจ้าทางหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ก็ตามที่สิงสถิตอยู่ในต้นไม้ต้นนี้ ผมต้องขอขมาท่านจริงๆ ที่ต้องตัดต้นไม้ของท่านทิ้ง ผมแค่รับค่าจ้างเขามาอีกที ไม่ได้มีเจตนาจะดูหมิ่นหรือลบหลู่ท่านนะครับ ถ้าท่านจะโกรธให้ไปโกรธคนที่สั่งผมแทนนะครับ ผมกับลูกน้องและครอบครัวไม่เกี่ยวด้วย ได้โปรดเข้าใจและอย่าถือโทษโกรธผมเลย” เขาขอขมาด้วยความจริงใจ ก่อนจะปักธูปลงพื้นดินบริเวณโคนต้นไม้ใหญ่

ควันบางเบาลอยเอื่อยเฉื่อยไปทางต้นไม้ แม้แต่ลมที่พัดอยู่เมื่อครู่ก็เหมือนจะหยุดนิ่งเสียดื้อๆ พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะหายใจด้วยซ้ำ แต่ยึกๆ ยักๆ กันได้ไม่นานก็จำต้องยกเลื่อยไฟฟ้าขึ้นมาอีกครั้ง วันนี้พวกเขาต้องตัดต้นไม้ทั้งหมดในที่ดินผืนนี้ ขืนมัวชักช้าได้เสียทั้งเงินทั้งเวลาจนต้องมาทำพรุ่งนี้ต่อ กลายเป็นว่าจะขาดทุนหมดเพราะคิดเงินแบบเหมาไปแล้ว

เสียงเลื่อยไฟฟ้าเฉือนเนื้อไม้ดังก้องที่ดินโล่ง เศษไม้ปลิวว่อนไปทั่ว ไม่นานต้นจามจุรีที่ยืนหยัดมายี่สิบกว่าปีก็ถูกโค่นลง คนงานวัยฉกรรจ์ขนท่อนไม้ที่ตัดเป็นท่อนขึ้นท้ายรถบรรทุก กว่าจะเรียบร้อยหมดก็มืดค่ำเสียแล้ว ที่ดินรกร้างว่างเปล่าไม่ได้ใช้ประโยชน์มาหลายสิบปีบัดนี้กลายเป็นพื้นที่โล่งเตียน พร้อมก่อสร้างคอนโดมิเนียม

มุมหนึ่งของพงหญ้ามีเศษผ้าสามสีชิ้นเล็กชิ้นน้อยกระจายอยู่ ลมหอบหนึ่งพัดมันปลิวกระจายไป ในความเงียบสงัดคล้ายมีเสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวดังก้อง

เมี้ยว!

ปันปรีดาหันมองตามเสียงจึงเจอเข้ากับลูกแมวจรจัดสีดำสนิทจนแทบจะกลืนหายไปในความมืด มันคล้ายไม่คุ้นเคยกับแมวจรจัดตัวอื่นจึงยืนหลบอย่างกล้าๆ กลัวๆ ไม่รีบเข้ามากินอาหารเม็ดที่เธอเอามาให้

“ไงตัวเล็ก เพิ่งมาอยู่ใหม่เหรอ พวกเขาคงยังไม่รับเข้ากลุ่มละสิ มานี่สิ มากินตรงนี้ เดี๋ยวเทให้กินตัวเดียวเลย” หญิงสาวพูดพลางลุกขึ้น เดินห่างออกมาระยะหนึ่งจากกลุ่มแมวจรจัดสารพัดสีที่รุมแย่งอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย แล้วค่อยเทอาหารเม็ดอีกกองให้เจ้าตัวเล็ก

“มาเร็วเจ้าหนู มากินตรงนี้” เธอร้องเรียกเจ้าเหมียวผอมโซตัวนั้น นัยน์ตาสีอำพันคล้ายลังเล แต่พอเห็นเธอเทอาหารเม็ดใส่ถ้วยพลาสติกที่พกมาด้วยก็ยอมเดินเข้ามาใกล้

เธอคิดว่าเจ้าตัวเล็กคงหิวแย่แล้วแต่ไม่กล้ากินเพราะกลัวคนแปลกหน้าจึงเดินออกห่างมันมา ใครจะคิดว่าเจ้าเหมียวกลับไม่ยอมก้มลงกินอาหาร แต่ใช้เท้าเล็กป้อมเดินตามเธอมาแทน

“เดินตามมาทำไมฮึ กินอาหารตรงนั้นสิ” ปันปรีดาขมวดคิ้วขณะพูดกับมัน

ดวงตากลมโตสีเหลืองนวลของมันจ้องเธอแป๋ว พร้อมร้องเหมียวเบาๆ เหมือนกำลังอ้อนให้เธอพากลับไปด้วย

หญิงสาวเลยต้องยิ้มแหยให้มัน “ไปด้วยไม่ได้หรอก อยู่นี่แหละ เดี๋ยววันหลังเอาอาหารมาให้อีกนะ”

เธอพูดพร้อมขยับตัวหนีทันทีเมื่อมันทำท่าจะเข้ามาคลอเคลีย ไม่ใช่ว่าเธอแพ้ขนแมวหรอก แต่กลัวจะใจอ่อนน่ะสิ

ปันปรีดาชอบสัตว์หน้าขนจำพวกสุนัขและแมวอยู่แล้ว เพียงแต่เธอคิดว่าตัวเองยังไม่พร้อมจะรับผิดชอบอีกหนึ่งชีวิตเล็กๆ นี้ให้ดีได้ จึงหักห้ามใจตัวเองมาตลอด

บริเวณที่เธออาศัยมีแมวจรจัดอยู่ไม่น้อย แม้คนในชุมชนร่วมลงขันกันจ้างสัตวแพทย์มาทำหมันให้แมวในซอยทุกปี แต่เพราะพวกมันมาจากต่างถิ่นบ้าง มีคนแอบเอามาปล่อยทิ้งบ้าง จำนวนแมวในซอยจึงแทบจะไม่ลดลง ตอนเช้าๆ จะเห็นพวกมันออกมานอนอาบแดดกันเป็นกลุ่มๆ มองแล้วช่วยเติมพลังใจก่อนไปทำงานได้เป็นอย่างดี

แม้ปันปรีดาจะไม่ได้รับอุปการะแมวจรเหล่านี้ ทว่าเธอก็มักจะซื้ออาหารเม็ดมาให้พวกมันเป็นประจำ แมวหลายตัวคุ้นเคยกับเธอดี พอเห็นเธอมาก็รีบเดินเข้ามาคลอเคลีย หัวเล็กๆ ที่มีขนนุ่มๆ ถูไถข้อเท้าเธออย่างออดอ้อน

หญิงสาวนั่งลงเล่นกับพวกมันจนกระทั่งกองทัพแมวขนาดย่อมกินอาหารหมดถึงลุกขึ้น เก็บชามใส่อาหารเพื่อเอากลับไปล้างที่บ้านเหมือนทุกที ระหว่างหมุนตัวเตรียมจะเดินกลับ เธอกลับเจอคนรู้จักเข้ามาทักทายเสียก่อน

“ป้อนมาให้อาหารพวกมันอีกแล้วเหรอ ตั้งแต่ป้อนซื้ออาหารเม็ดแพงๆ มาให้ พวกมันก็มานอนรวมกันอยู่ตรงนี้ประจำ ไล่ยังไงก็ไม่ไป” ชายวัยกลางคนเดินเอามือไพล่หลังเข้ามาพูดคุยด้วยอย่างคุ้นเคย

“ป้อนทำให้หลังบ้านลุงเอกสกปรกไหมคะ ขอโทษด้วยค่ะ ป้อนลืมนึกไป” หญิงสาวบอกอย่างรู้สึกผิด

แม้ลานโล่งตรงนี้จะเป็นที่สาธารณะ แต่ที่อยู่ติดกันคือหลังบ้านของ ‘ลุงเอก’ ผู้เปรียบเสมือนผู้ใหญ่บ้านของชุมชนนี้ เธอพากองทัพแมวจรมาอยู่ตรงนี้ก็เหมือนสร้างความเดือดร้อนให้ลุงเอกทางอ้อม

เอกพลเห็นหญิงสาวรุ่นลูกทำหน้าตกใจก็รีบบอก “เปล่าๆ ลุงไม่ได้จะมาว่า พวกมันมาอยู่นี่ก็ดี แถวนี้ไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว รถวิ่งเข้าออกเยอะแยะ ลุงกลัวพวกมันโดนรถชน นอนอยู่นี่ก็ดีแล้ว”

“ไม่เป็นไรแน่นะคะ ป้อนกลัวพวกมันจะทำให้ลุงเอกกับป้าพิศรำคาญ”

“ยายคนนั้นน่ะชอบแมวจะตาย มีแต่จะอุ้มไปเลี้ยงน่ะสิ ไม่ว่าหรอก สบายใจได้” เขาโบกมือปัดๆ ให้เธอไม่ต้องคิดมาก

“งั้นป้อนขอบคุณมากนะคะ”

“ป้อนชอบแมวขนาดนี้ทำไมไม่เอาไปเลี้ยงสักตัวล่ะ” เขาถามเพราะเห็นเธอมาเล่นกับแมวประจำ แต่ที่บ้านก็ยังไม่มีหมาหรือแมวสักตัว มิหนำซ้ำยังอยู่คนเดียว ถ้ามีสัตว์เลี้ยงอยู่เป็นเพื่อนให้คลายเหงาก็คงจะดี

ในฐานะที่รู้จักกับปรเมศร์บิดาของปันปรีดามาตั้งแต่วัยรุ่น จึงเห็นเธอเป็นเหมือนลูกเหมือนหลานคนหนึ่งและอดเป็นห่วงไม่ได้

“ป้อนกลัวจะเลี้ยงไม่ไหวค่ะ”

“ทุกวันนี้ก็มาเลี้ยงอยู่บ่อยๆ จะเลี้ยงไม่ไหวอะไร พวกมันเป็นแมวจรทั้งนั้น เลี้ยงไม่ยากเหมือนแมวพันธุ์แพงๆ หรอก มีอะไรให้กินมันก็กิน ไม่มีให้มันก็หากินเอาเอง”

“เอาไว้ป้อนจะลองคิดดูนะคะ” เธอตอบแบ่งรับแบ่งสู้

“เออ วันอาทิตย์นี้อย่าลืมมาประชุมหมู่บ้านนะ ลุงจะพูดเรื่องไอ้คอนโดฯ ที่มันกำลังจะสร้างท้ายซอยเรา มาช่วยกันออกความเห็น”

“สรุปแล้วที่ดินของลุงตั้งเขาขายให้คนเอาไปทำคอนโดฯ เหรอคะ” เธออยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิด ย่อมรู้ว่าที่ดินท้ายซอยนั้นเป็นของใคร และยังรู้ด้วยว่าลุงตั้งเจ้าของที่ไม่ยินดีขายให้ใครเพราะหวงต้นจามจุรีต้นหนึ่งมาก

“ใช่ เมื่ออาทิตย์ก่อนลุงไปดูเห็นเขาตัดต้นจามจุรีกับต้นไม้ต้นอื่นทิ้งหมด นี่ถ้าตาตั้งแกไม่ยกที่ดินให้ลูกชายก็คงดี รายนั้นน่ะพอได้มรดกปุ๊บก็ขายทิ้งปั๊บ แล้วขายให้ใครไม่ขาย ดันไปขายให้นายทุนอสังหาฯ ทีนี้ก็เดือดร้อนกันหมด” เอกพลเอ่ยหนักแน่นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเมื่อต้องพูดถึงเรื่องนี้

“ตัดทิ้งหมดเลยเหรอคะ เสียดายแย่ ต้นใหญ่ขนาดนั้นน่าจะเก็บไว้หรือไม่ก็ย้ายไปไว้ที่อื่นก็ได้”

“ย้ายก็เสียเวลาน่ะสิ พวกนี้น่ะตัดทิ้งอย่างเดียว นี่ลุงยังคิดนะว่ามันจะเจออาถรรพ์อะไรหรือเปล่า ป้อนก็รู้ใช่ไหมว่าแต่ก่อนมีศาลเจ้าแม่แมวอยู่ตรงนั้น ถึงยุคสมัยจะเปลี่ยนไปแล้ว แต่เมื่อก่อนตรงนั้นศักดิ์สิทธิ์มาก ป้อนยังเคยไปบนขอให้สอบผ่านประจำเลย จำไม่ได้เหรอ”

คนที่เมื่อก่อนไปฝากชีวิตไว้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกเทอมยิ้มเขิน “จำได้สิคะ แต่ก่อนยังไปวิ่งเล่นตรงนั้นทุกเย็น พูดแล้วก็ใจหายนะคะ”

ตอนปันปรีดายังเด็กเธอก็ซนไม่ต่างจากเด็กคนอื่น ที่ดินท้ายซอยเป็นที่ที่เด็กๆ ในซอยไปรวมตัววิ่งเล่นกันเป็นประจำ กระทั่งเริ่มโตขึ้น สังคมเริ่มเปลี่ยนไปจากการมีอินเทอร์เน็ต เธอกับพวกเพื่อนๆ ก็เลิกออกไปวิ่งเล่นแล้วขลุกกันเล่นเน็ตอยู่ที่บ้านแทน

“นี่ป้อนกินข้าวหรือยัง ไปกินข้าวเย็นบ้านลุงสิ วันนี้ยายพิศทำห่อหมกปลาช่อนตัวเบ้อเริ่ม ไปช่วยกันกินหน่อย”

“ป้อนซื้อกับข้าวมาแล้วน่ะสิคะ ถ้าไม่กินก็เสียดาย”

“งั้นแบ่งเอาไปกินที่บ้านก็ได้ มาๆ เข้าบ้าน ลุงจะห่อให้” เอกพลกวักมือเรียกปันปรีดาเข้าไปในบ้าน ด้วยท่าทางขึงขังไม่ยอมให้ปฏิเสธ เธอจึงได้แต่เดินตามอีกฝ่ายไปอย่างไม่มีทางเลี่ยง

พิศมัยเป็นช่างตัดผมมือฉมังประจำซอย เมื่อเห็นว่าสามีพาใครมาด้วยก็ยิ้มกว้างทันที

“ครูป้อนมาพอดี ป้ากำลังคิดว่าจะเอาห่อหมกไปให้ที่บ้านอยู่ เต๋เอ๊ย มาหวัดดีครูป้อนเร็วเข้า” เธอร้องเรียกหลานชายที่กำลังเล่นเกมอย่างเมามันอยู่ในห้องให้ออกมาทักทายครูประจำชั้น

ปันปรีดาได้ยินเสียงซาวนด์เอฟเฟกต์ดังทะลุกำแพงห้องออกมา ก่อนประตูห้องจะเปิดผลัวะออก พร้อมเด็กชายร่างท้วมเจ้าของชื่อเต๋โผล่หน้าออกมายกมือไหว้เธอ

“ครูป้อนหวัดดีฮะ ผมทำการบ้านเสร็จแล้วนะ เล่นเกมได้ใช่ไหม” พอเห็นครูประจำชั้นเขาก็ทำเสียงอ่อนทันที

“เล่นแต่พอดีก็เล่นได้ครับ นี่พ่อเรายังไม่มารับอีกเหรอ”

“วันนี้พ่อเลิกดึกฮะ สี่ทุ่มถึงจะมา”

“อ๋อ งั้นไปเล่นเกมต่อเถอะ ครูไม่กวนแล้ว”

“ครับ หวัดดีฮะครู” เด็กชายรีบยกมือไหว้ด้วยท่าทางดีใจเพราะจะได้กลับไปเล่นเกมกับเพื่อนต่อ ไม่ทันไรก็หายวับเข้าไปในห้อง พร้อมเสียงซาวนด์ในเกมดังขึ้นอีก

“เด็กสมัยนี้นะ กลับบ้านมาก็นั่งหน้าคอมฯ ป้าบอกให้ออกไปวิ่งเล่นกับเพื่อนข้างนอกก็ไม่ยอมไป” พิศมัยบ่นหลานชายวัยเก้าขวบของตัวเองให้คุณครูสาวฟัง

“ข้างนอกเดี๋ยวนี้ก็อันตรายค่ะ เล่นอยู่บ้านบางทีก็ปลอดภัยกว่า”

“เออ ก็จริง สังคมเดี๋ยวนี้คนบ้าจะเยอะกว่าคนดีแล้ว เฮ้อ เอ้านี่ ห่อหมกกับต้มจืดฟัก ข้างบนสุดมีสังขยาฟักทองด้วย ใส่ให้มันเต็มปิ่นโตไป ครูป้อนเอาไปกินนะ”

“ทำไมให้ป้อนเยอะจังคะ ป้อนเกรงใจ” เธอไม่ยอมยื่นมือไปรับ

“จะมาเกรงจงเกรงใจอะไร ดูครูป้อนสิ ผอมจนลมจะพัดปลิวได้แล้ว กินเยอะๆ จะได้มีแรงไปสู้กับไอ้เด็กแสบพวกนั้น” พิศมัยเอาปิ่นโตยัดใส่มืออีกฝ่ายไปเสียเลย

“ขอบคุณค่ะ เดี๋ยวไว้พรุ่งนี้ป้อนจะเอาปิ่นโตมาคืนนะ”

“เอามาคืนวันไหนก็ได้ ป้าไม่หวงหรอก”

“งั้นเดี๋ยวป้อนกลับบ้านก่อนนะคะ ลุงเอกคะ ป้อนกลับแล้วนะ เดี๋ยววันอาทิตย์ป้อนไปประชุมด้วยค่ะ” เธอไหว้ลาคู่สามีภรรยาวัยกลางคนพลางหิ้วปิ่นโตอันใหญ่เตรียมจะกลับ

“เอ้อ กลับดีๆ ล่ะ เดินออกไปทางหลังบ้านลุงนะ” เจ้าของบ้านไม่วายกำชับอีก ด้วยเห็นว่าฟ้ามืดแล้ว ถ้าเดินไปทางหน้าบ้านจะเจอพวกคนงานขี้เมาตั้งวงกินเหล้ากันอยู่ เดินไปทางหลังบ้านแม้จะรกหน่อยแต่ปลอดภัยดีเพราะเป็นที่ของเขาทั้งนั้น ไม่มีใครเข้ามาได้

“ค่า” ปันปรีดารับคำด้วยรอยยิ้มอ่อนใจ เหตุผลหนึ่งที่เธอเลือกจะกลับมาอยู่ซอยนี้แม้รู้ว่าจะต้องอยู่คนเดียวก็เพราะคนที่นี่ดีกับเธอมาก เธอไม่เคยรู้สึกโดดเดี่ยวหรือไร้ที่พึ่ง ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกหรือไม่เป็นที่ต้อนรับจากใคร

ตอนเธออายุสิบแปดปีบิดาก็จากโลกนี้ไปด้วยโรคมะเร็งปอด เธอที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะจึงต้องไปอยู่กับมารดาซึ่งแต่งงานมีครอบครัวใหม่ไปแล้วอยู่ราวแปดปี แต่ก็ยังไม่รู้สึกว่ามันคือบ้าน หลังสอบบรรจุได้ที่โรงเรียนใกล้บ้านตามที่หวังจึงรีบย้ายมาอยู่บ้านหลังเก่าที่บิดาเหลือทิ้งไว้ให้แทน

ที่จริงครอบครัวใหม่ของมารดาไม่มีอะไรไม่ดี เพียงแต่เธอโตมากับบิดาแค่สองคน หน้าตาแม่บังเกิดเกล้าเป็นอย่างไรก็แทบจะลืมไปแล้ว การที่จู่ๆ ต้องกลับไปอยู่ร่วมชายคาก็ไม่ต่างจากการอยู่กับคนแปลกหน้า อีกทั้งนิสัยของพวกเธอก็เข้ากันไม่ค่อยได้ แค่ทนอยู่ด้วยกันได้แปดปีก็นับว่าปาฏิหาริย์แล้ว

เมี้ยว!

ปันปรีดาได้ยินเสียงร้องก็สะดุ้ง รีบหันไปมองต้นเสียงที่อยู่ข้างหลังด้วยความตกใจ

“ตามมาได้ยังไงเนี่ย”

เธอมองลูกแมวจรสีดำตัวนั้นอย่างแปลกใจ มันหยุดมองเธอด้วยดวงตาสีเหลืองแวววาว เมื่อเห็นเธอยืนนิ่งไม่ขยับก็เริ่มเดินเข้ามาหาอย่างไม่เกรงกลัว

ตอนให้อาหารแล้วมันไม่กินเธอยังคิดว่ามันกลัวคนแปลกหน้าถึงไม่ยอมกินอาหารที่เธอให้ แต่ดูจากที่เดินตามพลางจ้องตาแป๋วแบบนี้ไม่เหมือนกำลังกลัวเธอสักนิด

“จะไปด้วยเหรอ ไม่ได้หรอก ยังไม่พร้อมรับภาระเพิ่ม”

แมวน้อยไม่สนใจคำปฏิเสธของเธอ อุ้งเท้ากลมป้อมยังคงขยับเดินเข้ามาจนห่างกับเธอเพียงสองก้าวพร้อมร้องเมี้ยวๆ เหมือนกำลังตื๊อให้เธอพากลับไปด้วย

“ก็บอกว่าไม่ได้ไง อยู่ที่นี่แหละ เดี๋ยววันหลังมาเล่นด้วยใหม่นะ เด็กดี”

ปันปรีดาพยายามห้ามใจไม่ให้ตัวเองก้มลงไปลูบหัวที่ปกคลุมไปด้วยขนนิ่มๆ ของมันเล่น ให้ตายเถอะ เห็นมันจ้องเธอตาแป๋วขนาดนี้ก็อดใจอ่อนไม่ได้แฮะ

หญิงสาวตัดใจหมุนตัวหันหลังเพื่อไม่ให้ดวงตาแป๋วแหววคู่นั้นทำเธอไขว้เขว เธอเลี้ยงไม่ได้ ท่องไว้

เมี้ยว

ยังไม่หยุดตามอีก

ปันปรีดาหันหน้ากลับไปมองทั้งๆ ที่ยังไม่หยุดเดินหนี เมื่อเห็นแมวน้อยตัวนั้นพยายามวิ่งตามเธอทั้งขาสั้นป้อมก็ใจอ่อนยวบทันที ขาเพรียวก้าวช้าลงจนกระทั่งหยุดนิ่งอย่างยอมแพ้

“ก็บอกว่าไม่เลี้ยงไง พูดไม่รู้เรื่องเหรอ” เธอเท้าเอวแสร้งทำเสียงดุ แต่แววตากลับฉายแววหวั่นไหว โดนน้องตกอย่างแรง ฮือออ ทำยังไงดี

แมวน้อยคล้ายดูออกว่าเธอกำลังจะใจอ่อนจึงอ้าปากร้องเหมียวๆ เสียงเบาเป็นการอ้อนซ้ำอีก ทั้งยังล้มตัวนอนแผ่พุงเล็กๆ ให้เธออย่างเชิญชวน คล้ายจะบอกว่ามาจกพุงผมสิ ผมน่ารักมากนะ

สีขนของมันดำสนิทแทบจะกลืนไปกับความมืด ทว่าดวงตาแวววาวกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตที่สื่อออกมาอย่างแรงกล้าจนเธอไม่อาจละสายตาแม้แต่วินาทีเดียว

“ไม่ได้นะป้อน แกห้ามใจอ่อนเด็ดขาด หันหลังแล้วเดินกลับบ้านเดี๋ยวนี้” เธอพยายามสะกดจิตตัวเองอย่างยากลำบาก ค่อยๆ หันกายกลับอย่างช้าๆ ทว่าเดินไปได้สามก้าวก็ต้องหันกลับมามองเจ้าแมวน้อยอีกครั้งอย่างอดไม่ไหว

เมื่อเห็นมันยังคงเดินตามเธอมาเงียบๆ อย่างไม่ยอมแพ้ กำแพงในใจของเธอก็พังทลายทันที

“โอเค แกชนะแล้ว เลี้ยงก็เลี้ยง”

tbc.

ปากบอกไม่เลี้ยง แต่เจอน้องทำตาแป๋วหน่อย ใจอ่อนทันที

ใครทาสแมวยกมือขึ้น!

ห้ามตกหลุมรัก-1

นั่นคือจุดเริ่มต้นของปันปรีดากับ ‘เจ้าเฉาก๊วย’ แมวจรพันธุ์ผสมสีดำสนิท สัตว์เลี้ยงตัวแรกของเธอ

หลังตัดสินใจอุ้มมันกลับบ้านมาด้วย หญิงสาวก็เริ่มศึกษาวิธีการเลี้ยงแมวที่ถูกต้อง อย่างแรกคือเรื่องอาหารต้องห้ามต่างๆ ข้อมูลมากมายมีให้ศึกษาตามอินเทอร์เน็ต แต่ปันปรีดายังไม่มั่นใจว่ามันเชื่อถือได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ พอวันเสาร์มีเวลาว่างจึงอุ้มเจ้าเฉาก๊วยไปยังคลินิกรักษาสัตว์ใกล้บ้าน

“ไหนป้อนว่าจะไม่เลี้ยงไง แล้วนี่คือ?” คุณิตาผู้เป็นสัตวแพทย์ประจำคลินิกพ่วงตำแหน่งเจ้าของคลินิกเอ่ยถามเพื่อนทันที

“ตอนแรกก็ว่าจะไม่เลี้ยงแหละ แต่น้องเดินตามกลับบ้านไง เป็นเคทจะใจแข็งไหวเหรอ” เธออุ้มแมวน้อยส่งให้เพื่อนพลางยิ้มแหย

ก็เพราะเพื่อนสนิทเคยถามแล้วถามอีกว่าจะเอาสัตว์ไปเลี้ยงเป็นเพื่อนสักตัวไหม เพราะที่คลินิกมักจะมีสัตว์ที่ถูกเจ้าของทิ้งเพราะค่ารักษาไม่คุ้มทุกปี เธอยืนกรานปฏิเสธมาตลอด มาตกม้าตายตอนเจอเจ้าเฉาก๊วยนี่แหละ

“เพิ่งจะไม่กี่เดือนเองนี่ ไหนดูสิว่าแข็งแรงดีไหม” สัตวแพทย์สาวพาแมวน้อยขึ้นเตียงตรวจโดยมีผู้ช่วยคอยอำนวยความสะดวกอยู่ข้างกาย

“ไม่มีเห็บหมัดเลย สะอาดมากเลยนะเนี่ย ไม่เหมือนแมวจรเลยแฮะ แต่ต้องเจาะเลือดไปตรวจนะ เผื่อมีโรคอะไรแฝงอยู่ จะได้รักษาแต่เนิ่นๆ”

“ตรวจเลย เอาให้ละเอียดที่สุดนะ แล้ววัคซีนนี่ต้องฉีดเลยไหม”

“จริงๆ ตามอายุแล้วฉีดเลยได้ แต่ป้อนลองเลี้ยงดูสักอาทิตย์สองอาทิตย์ก่อนแล้วกัน ถ้าไม่มีอาการผิดปกติอะไรค่อยพามาฉีด”

คุณิตาจับแมวน้อยตรวจนั่นตรวจนี่อยู่นานถึงได้กลับสู่อ้อมอกเจ้าของ

“ร่างกายแข็งแรงมาก ไม่มีโรคอะไรเลย โชคดีมากนะเนี่ย เดี๋ยวเราส่งไฟล์คู่มือการเลี้ยงให้ในไลน์นะ ในนั้นจะมีบอกว่าต้องให้อาหารยังไงให้น้ำยังไงเท่าไหร่”

“อาหารนี่เคทมีแนะนำไหมว่าต้องยี่ห้อไหนถึงจะดี เราอยากให้น้องแข็งแรง ขนเงาๆ สวยๆ”

“พวกที่ขายในห้างก็โอเคหมดแหละ ลองไปเลือกดู มันจะมีสูตรให้เลือกอยู่แล้ว แต่อย่าไปเหมาซื้อมาทีเดียวนะ ลองให้กินไปทีละอย่าง สัตว์เลี้ยงก็เหมือนคนแหละ มีที่ชอบกับไม่ชอบ ตัวอื่นชอบแบบนี้ ตัวนี้อาจจะไม่ชอบก็ได้ ค่อยๆ สังเกตดูไปก่อน”

“แล้วถ้าเราอยากทำอาหารให้กินเองล่ะ ได้ไหม”

คุณแม่มือใหม่มีข้อสงสัยมากมายจนคนเป็นหมอได้แต่ยิ้มเอ็นดู คนบอกไม่เลี้ยงๆ นี่แหละ อาการหนักกว่าใครเลย

“ถ้าป้อนว่างก็เอาสิ จริงๆ ถ้าทำเองก็ปลอดภัยดี ในคู่มือที่เราให้ก็มีพวกสูตรอาหารสำหรับแมวนะ ลองเอากลับไปอ่านดูก่อน ถ้าสงสัยอะไรก็ไลน์มาถามได้ตลอด”

“โอเค ไว้เรากลับไปอ่าน ตรวจเสร็จแค่นี้ก็เสร็จแล้วเหรอ มีอะไรต้องทำอีกหรือเปล่า”

“เสร็จแล้วจ้ะ แต่แมวป้อนนิสัยน่ารักมากเลยนะ ไม่ดิ้นไม่ร้องเลย นี่ขนาดมาครั้งแรกนะเนี่ย แต้มบุญสูงเวอร์”

“ใช่ไหม ตอนแรกเรายังกังวลนะว่าพากลับบ้านแล้วจะปรับตัวได้ไหม กลัวหนีออกจากบ้านมาก แต่เฉาก๊วยฉลาดมากเลย บอกให้รอก็รอ ให้กินอะไรก็กิน ไม่ร้องไม่ตื่นที่ด้วย เก่งมากๆ เลยใช่ไหมครับ” ประโยคสุดท้ายเธอก้มหน้าพูดกับเจ้าเหมียวในอ้อมกอดด้วยเสียงเล็กเสียงน้อย

เจ้าเฉาก๊วยก็เหมือนจะฟังออกว่าเจ้าของกำลังพูดด้วยจึงยื่นอุ้งเท้านุ่มนิ่มข้างหนึ่งขึ้นมาตะปบคอเสื้อของเธอเบาๆ เหมือนอยากเกาะติดไปด้วยทุกที่

คนเป็นสัตวแพทย์มองการกระทำของทั้งคู่แล้วได้แต่กลอกตามองบน

“จ้ะ แม่คนเห่อลูก นี่ไม่กี่วันก็กลายเป็นทาสโดยสมบูรณ์ละ ท่าจะกู่ไม่กลับจริง”

“เดี๋ยวเรากลับก่อนนะ วันนี้น่าจะมีของมาส่งเยอะ ต้องรีบไปรอรับ ไว้วันอาทิตย์ไปกินข้าวเย็นกัน”

“อาทิตย์นี้เหรอ ไหนป้อนบอกว่าต้องไปงานวันเกิดแม่”

“ก็ไปไง แต่เดี๋ยวก็กลับ ไปเฉยๆ ให้เขาเห็นหน้า กินอะไรไม่ลงหรอก”

“ตั้งกี่ปีละป้อนยังไม่ถูกกับแม่อีกเหรอ”

“ที่จริงตอนนี้ดีขึ้นนะ เพราะไม่ค่อยได้เจอน่ะ”

คุณิตาได้ยินแล้วถอนหายใจ “ฟังละปวดหัว กลับดีๆ ละกัน เราไม่ส่งนะ”

“อือ ปะเฉาก๊วยกลับบ้านกัน เดี๋ยววันนี้ห้องน้ำหนูจะมาส่งแหละ เดี๋ยวแม่พาหัดให้เข้านะ”

เมี้ยว

คุณิตาได้แต่ส่ายหน้าเพราะระอาบทสนทนาของเพื่อนกับสัตว์เลี้ยง เอาเข้าไป ไม่ทันไรได้มาครบทุกอย่างแล้ว ท่าทางจะอัดอั้นมานานแหละ ดูออก

tbc.

ไม่อยากเลี้ยงนะ แต่สั่งห้องน้ำแมวมาแล้ว ไม่อยากเลี้ยงแบบใด

ห้ามตกหลุมรัก-2

พอมีเฉาก๊วยเพิ่มเข้ามาพื้นที่โล่งในบ้านก็แทบจะไม่เหลือ ปกติปันปรีดาไม่ค่อยซื้อของฟุ่มเฟือย แต่หลังจากมีแมวหนึ่งตัวเธอกลับช็อปปิงแหลก ถึงขนาดยอมเอาเงินเก็บออกมาใช้ ไม่ว่าจะของมันต้องมี ของไม่ต้องมี ขอแค่เห็นรีวิวว่าแมวชอบหรือดีต่อแมวเธอก็กดจ่ายเงินแบบไม่ลังเล

ไม่ทันไรข้าวของของเฉาก๊วยก็เต็มบ้าน เดินไปไหนก็ต้องมีให้เห็นชิ้นสองชิ้น หญิงสาวเพิ่งรู้ตัวว่าอาการหนักก็ตอนที่ในครัวมีแต่อาหารแมว ไม่มีของตัวเองสักอย่าง

“วันนี้เฉาก๊วยอยู่บ้านดีๆ นะคะ แม่ออกไปประชุมแป๊บนึง เดี๋ยวกลับมา”

เธอบอกแมวน้อยที่นอนเล่นอยู่ในกล่องพัสดุ ก่อนจะเดินไปดูว่าปิดประตูหน้าต่างไว้แน่นหนาหรือยัง เมื่อมั่นใจว่าไม่มีช่องไหนให้เฉาก๊วยลอดออกไปนอกบ้านตอนเธอไม่อยู่ค่อยวางใจ สะพายกระเป๋าผ้าออกไปประชุมกับลูกบ้านคนอื่นๆ ตามนัดของเอกพล

ที่ประชุมคือห้องประชุมใหญ่ของโรงเรียนที่เธอประจำอยู่นั่นเอง นอกจากคนในซอยร่วมเจริญสุขแล้ว คนอีกกลุ่มได้รับผลกระทบจากการมีคอนโดฯ สูงท้ายซอยก็คือโรงเรียนประถมร่วมเจริญมิตร ทั้งผู้อำนวยการ คุณครู รวมถึงผู้ปกครองหลายคนจึงมาประชุมกันพร้อมหน้า

เธอได้ยินว่าวันนี้นอกจากฝั่งผู้ได้รับผลกระทบอย่างพวกเธอแล้ว ยังมีฝั่งตัวแทนเจ้าของโครงการมาร่วมรับฟังความคิดเห็นด้วย

ครั้นปันปรีดามาถึงก็มีคนนั่งรออยู่เกือบครึ่งหอประชุมแล้ว หญิงสาวจึงรีบเดินเข้าไปนั่งใกล้ๆ กับเพื่อนครูด้วยกัน ฝ่ายนั้นพอเห็นเธอมาก็พูดทักทายอย่างกระตือรือร้น

“ป้อนอ่านนี่ยัง” ตรีนุชยื่นเอกสารเล่มหนึ่งให้คุณครูรุ่นน้องดู

เจ้าของชื่อรับมาเปิดดูถึงเห็นว่าเป็นรายละเอียดโครงการคอนโดฯ ที่กำลังจะสร้าง เธออ่านดูคร่าวๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถาม

“ครูจิ๊บอ่านแล้วคิดว่ายังไงคะ”

“ก็คิดว่าซวยแล้วน่ะสิ มีตั้งห้าร้อยยูนิต คิดสภาพรถห้าร้อยคันอัดกันเข้ามาอยู่ในซอยสิ แค่ทุกวันนี้ทางเดินยังแทบจะไม่มี ไม่ไหวหรอก สร้างไม่ได้”

“ห้าร้อยยูนิตก็เยอะไปจริงๆ นั่นแหละ แต่มูลค่าโครงการหลายร้อยล้านแบบนี้เขาคงไม่ยอมล้มเลิกง่ายๆ นะคะ” คนที่นั่งอยู่อีกฝั่งซึ่งพูดเสริมขึ้นมาคือเดือนอ้ายหรือครูอ้าย คุณครูคณิตศาสตร์ร่างเล็กอายุใกล้เคียงปันปรีดา

ทั้งปันปรีดา ตรีนุช และเดือนอ้ายนั่งทำงานที่ห้องธุรการด้วยกันจึงพลอยสนิทกันไปด้วย แม้อายุจะห่างกันพอสมควรก็ตาม

“เราก็ไม่ยอมเหมือนกันไง ก็มาดูกันว่าใครจะชนะ”

ปันปรีดาเห็นท่าทางขึงขังของตรีนุชแล้วก็อดถอนหายใจไม่ได้ ดูท่าวันนี้จะไม่ง่าย ก็ได้แต่หวังว่าตัวแทนโครงการที่มาวันนี้จะมีวาทศิลป์หน่อย แต่ถ้าไม่เห็นหัวกันคงได้ทะเลาะกันยาว เธอยังมีงานวันเกิดต้องไปต่อ อยู่ห้ามไม่ไหวหรอกนะ

“เมื่อคืนอ้ายไปค้นดูในเน็ตมา เห็นว่าบริษัทเวลลีฟวิ่งนี่นอกจากเงินจะหนาแล้วยังเส้นใหญ่มากด้วยนะพี่จิ๊บ”

“ใหญ่ขนาดไหน แบบเจ้าของเป็นนายกหรือรัฐมนตรีอย่างนี้เหรอ” ตรีนุชหันไปถาม

“ก็ไม่ขนาดนั้นค่า แต่เห็นว่าตัวเจ้าของน่ะเป็นลูกนายตำรวจใหญ่นามสกุลดัง เขากับเพื่อนอีกสองคนร่วมหุ้นกันทำบริษัทนี้ คนหนึ่งเป็นทายาทเจ้าของนิคมดัง อีกคนที่บ้านก็ทำรับเหมาก่อสร้างมาหลายสิบปีแล้ว พอมารวมกันก็เลยเหมือนเสือติดปีกไปเลย”

“ขนาดนั้นเลยเหรอ อ้ายไปอ่านมาจากไหน พี่อยากอ่านบ้าง” ตรีนุชรู้สึกอยากใส่ใจขึ้นมาครามครัน

“แป๊บนะคะ เดี๋ยวอ้ายแชร์บทความให้พี่ในไลน์” เดือนอ้ายหยิบมือถือขึ้นมากดส่งให้ทั้งตรีนุชและปันปรีดาอย่างรู้งาน

“อ้ายยังไปสืบลึกกว่านั้นอีกนะ ได้ยินว่าสามหนุ่มบริษัทเนี้ยอายุเพิ่งจะสามสิบต้นๆ เอง ที่สำคัญยังโสดทุกคนเลย”

ปันรีดาได้ยินแล้วหรี่ตามองคนข้างๆ “พี่อ้ายดูตื่นเต้นแบบนี้แสดงว่าสามคนนี้หล่อใช่ไหมคะ”

“อุ๊ย ป้อนเนี่ยรู้ทันตลอด อยากดูรูปไหม เดี๋ยวพี่เปิดให้ดู เรียกว่าสามคนสามสไตล์ หล่อจนเลือกไม่ถูกเลย”

ต่อหน้าเด็กนักเรียนคุณครูเดือนอ้ายจะเล่นบทขรึม ทว่าหลังหน้ากากสาวแว่นผู้คงแก่เรียนกลับซ่อนนิสัยวี้ดว้ายและขี้เล่นต่างจากภาพลักษณ์ภายนอกโดยสิ้นเชิง

ช่วงที่รู้จักกันแรกๆ ปันปรีดาถึงกับตะลึงในความขัดแย้งนี้จนรับมือไม่ถูกอยู่นาน

“สรุปอ้ายมาเพราะจะมาช่วยกันคัดค้านเรื่องสร้างคอนโดฯ หรือมาเพราะจะดูผู้ชายจ๊ะ” ตรีนุชพูดขัดรุ่นน้องที่เห็นผู้ชายเข้าหน่อยก็ลืมเรื่องสำคัญไปเลย

“แหม พี่จิ๊บก็ ไอ้ค้านมันก็ค้านอยู่แล้วค่ะ แต่ผู้ชายเนี่ยก็ต้องหวีดเหมือนกัน มันชุบชูใจดีไงคะ ดูเป็นอาหารตาไปงั้นๆ วาสนาเราไม่ถึงเขาอยู่แล้ว”

“พี่ละนับถือสามีอ้ายจริงๆ ถามจริงเขาไม่หึงบ้างเหรอ”

“หึงทำไมคะ หวีดให้ตายอ้ายก็ไปไหนไม่รอดหรอกค่ะ กว่าจะได้คนนี้มาเลือดตาแทบกระเด็น สามีคือโนหนึ่งสำหรับอ้ายเสมอค่ะ” เดือนอ้ายพูดพร้อมทำมินิฮาร์ตตบท้าย

ปันปรีดาหลุดขำกับคำตอบของเพื่อนร่วมอาชีพ ถ้าไม่ได้เป็นครูเธอคิดว่าครูอ้ายไปเป็นเอ็นเตอร์เทนเนอร์น่าจะรุ่งไม่แพ้กัน

ตรีนุชฟังแล้วได้แต่ส่ายพลางกดขมับตัวเองไปด้วย เด็กสมัยนี้ทำคนวัยใกล้เกษียณอย่างเธอปวดหัวใช่เล่น

ขณะคุณครูทั้งสามนั่งคุยกัน อีกด้านหนึ่งก็เริ่มเตรียมที่นั่งและเอกสารต่างๆ ให้ผู้ร่วมประชุม

เอกพลเห็นคนทยอยมานั่งจนเกือบเต็มหอประชุมแล้วจึงเริ่มกล่าวทักทายและชี้แจงประเด็นที่จะพูดในวันนี้ รวมถึงคัดเลือกคนที่อยากจะแสดงความเห็นจากทั้งฝ่ายผู้อาศัยอยู่ในซอย คนทำงานบริษัทในพื้นที่ และฝ่ายโรงเรียนประถมร่วมเจริญมิตร เพื่อผลัดกันขึ้นไปพูดถึงปัญหาของฝ่ายตัวเอง

ทางฝั่งนี้กำลังวุ่นวาย ทางฝั่งตัวแทนโครงการเองก็วุ่นวายไม่แพ้กัน เพราะผู้บริหารที่จะมาเป็นตัวแทนยังมาไม่ถึงเสียที อีกสิบนาทีการประชุมจะเริ่มแล้ว หากมาสายตั้งแต่ครั้งแรกที่เริ่มพบปะเห็นทีว่าการร่วมมือครั้งนี้จะล่มตั้งแต่ยังไม่ทันเจรจา

ลำพังตอนนี้ก็แทบจะกินหัวกันอยู่แล้ว ถ้าเกิดมีเรื่องไม่ตรงต่อเวลาเพิ่มเข้ามาอีก พวกเขาคงจะถูกโห่ไล่ออกไปจากหอประชุมในไม่กี่นาทีต่อจากนี้แน่นอน

tbc.

ครูอ้ายคือนัมเบอร์วันมาก สามีก็รัก แต่ผู้ชายหล่อก็ต้องหวีดไง คนเราแยกสมองได้5555

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...