โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

“อนุทิน” ไม่ยกเลิกบัตรทอง-เบี้ยผู้สูงอายุ-บัตรสวัสดิการฯ

Thai PBS

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS
Thai PBS Verify ตรวจสอบโพสต์อ้าง “อนุทิน” เตรียมยกเลิกบัตรทอง 30 บาท เบี้ยผู้สูงอายุ 3,000 บาท และตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พบเป็นข้อมูลบิดเบือน โดย สปสช. และโฆษกรัฐบาล ยืนยันยังไม่มีนโยบายยกเลิกสิทธิบัตรทอง ขณะที่เบี้ยผู้สูงอายุยังจ่ายตามอัตราเดิม และผู้มีสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังสามารถยืนยันตัวตนและทบทวนสิทธิได้ตามกำหนด

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาจาก: Facebook

[caption id="attachment_14901" align="aligncenter" width="932"]

ภาพบัญชีเฟซบุ๊กแชร์ภาพนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี  ระบุว่ายกเลิกบัตรคนจน เบี้ยผู้สูงอายุ และบัตรคนจน 

ภาพบัญชีเฟซบุ๊กแชร์ภาพนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระบุว่ายกเลิกบัตรคนจน เบี้ยผู้สูงอายุ และบัตรคนจน[/caption]

Thai PBS Verifyพบบัญชีเฟซบุ๊กแชร์ภาพ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีโดยมีแคปชันระบุว่า

“อนุทินประกาศ จะ ยกเลิก บัตรทอง เบี้ยผู้สูงอายุ 3,000 บาท ก็ไม่ให้ บัตรคนจนที ตัดสิทธิ์ออกไป ถ้าไม่มี 30 บาท รักษาทุกโรค แล้วคนจนจะมีอะไรเป็นหลักประกันสุขภาพ ตอนหาเสียงอีกอย่าง เลือกตั้งสมัยหน้า ยังจะเอามือกี่ไหม ถามใจคนไทยหน่อย”

ขณะเดียวกันมีการบรรยายโพสต์ระบุว่า

ไม่ต้องลงสมัครแล้วจร้..คงไม่มีใครเลือกแล้วจบค่ะ

โดยโพสต์ดังกล่าวมีการแสดงความรู้สึก 285 ครั้ง และมีการแสดงความคิดเห็น 208 ข้อความ และมีการแชร์ไปกว่า 45 ครั้ง

เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?

Thai PBS Verifyตรวจสอบข้อมูลดังกล่าว พบว่า ข้อความที่อ้างว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล จะยกเลิกบัตรทอง 30 บาท เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่เป็นความจริงโดยข้อมูลจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และรัฐบาลยืนยันว่า ยังไม่มีการยกเลิกสิทธิบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง 30 บาทขณะที่ระบบหลักประกันสุขภาพยังมีการรับฟังความคิดเห็นและนำข้อเสนอจากประชาชนและหน่วยบริการไปพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง

ส่วนกรณี เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 3,000 บาทปัจจุบันยังไม่มีการอนุมัติให้จ่ายในอัตราดังกล่าว โดยยังใช้อัตราตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยฯ พ.ศ. 2566 คือ อายุ 60-69 ปี เดือนละ 600 บาท, อายุ 70-79 ปี เดือนละ 700 บาท, อายุ 80-89 ปี เดือนละ 800 บาท และอายุ 90 ปีขึ้นไป เดือนละ 1,000 บาท

สำหรับ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรัฐบาลไม่ได้ประกาศยกเลิกสิทธิ แต่กำลังดำเนินการยืนยันตัวตนและเปิดให้ผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบสามารถยื่นขอทบทวนสิทธิได้ พร้อมจัดช่องทางอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุ ผู้พิการ และประชาชนที่ไม่สะดวกดำเนินการผ่านระบบออนไลน์

ดังนั้น ข้อความที่อ้างว่า “อนุทินจะยกเลิกบัตรทอง เบี้ยผู้สูงอายุ และตัดสิทธิบัตรคนจน” จึงเป็นการนำข้อมูลหลายประเด็นมารวมกันจนทำให้เกิดความเข้าใจผิดโดยไม่พบข้อมูลยืนยันว่ารัฐบาลมีนโยบายยกเลิกสิทธิดังกล่าวตามที่โพสต์กล่าวอ้าง

นายกรัฐมนตรียกเลิกบัตรทอง 30 บาท จริงหรือไม่ ?

Thai PBS Verify สอบถามไปยัง ผศ. ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับการยืนยันว่า ไม่มีการยกเลิกสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ “บัตรทอง 30 บาท”โดย สปสช. ยังคงเดินหน้าพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างมีคุณภาพและทั่วถึง

อยู่ในขั้นตอน บอร์ด สปสช. รับทราบผลแล้ว

ล่าสุดวันที่ 10 ส.ค. 69 คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “บอร์ด สปสช.” มีมติรับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 18 (13) แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ประจำปี 2569 รวม 757 ประเด็นจากผู้รับบริการ ผู้ให้บริการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคส่วนต่าง ๆ ทั่วประเทศ พร้อมมอบหมายให้ สปสช. ส่งต่อข้อเสนอไปยังคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาและดำเนินการต่อ

นพ.อมร ลีลารัศมี ประธานคณะอนุกรรมการสื่อสารสังคมและรับฟังความคิดเห็นจากผู้ให้บริการและผู้รับบริการ เปิดเผยว่า การรับฟังความคิดเห็นดำเนินการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงมิถุนายน 2569 ผ่านเวทีระดับเขต การประชุมกลุ่มเฉพาะ การลงพื้นที่ และช่องทางออนไลน์ โดย ผู้ให้บริการเสนอความคิดเห็นมากที่สุด 316 ประเด็นรองลงมาคือ ผู้รับบริการ 281 ประเด็นและ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 87 ประเด็น

ข้อเสนอส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพ โดยเฉพาะ ระบบงบประมาณและการจ่ายชดเชยเช่น การปรับอัตราการจ่ายให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง เร่งการโอนงบประมาณ ลดขั้นตอนการเบิกจ่าย และพัฒนาระบบติดตามงบประมาณ ขณะที่ประเด็นผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้มีภาวะพึ่งพิง มีข้อเสนอให้เพิ่มค่าตอบแทนผู้ดูแลและงบประมาณสนับสนุน ส่วนด้านการป้องกันโรคเรื้อรัง มีข้อเสนอให้ขยายการคัดกรองโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไต และมะเร็ง

สำหรับ บริการปฐมภูมิและโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่มีข้อเสนอให้พัฒนาระบบส่งต่อ ลดขั้นตอนการใช้ใบส่งตัว เพิ่มบริการการแพทย์ทางไกล และเสริมศักยภาพ รพ.สต. คลินิกชุมชนอบอุ่น ร้านยา และหน่วยบริการนวัตกรรม รวมถึงเชื่อมโยงฐานข้อมูลสุขภาพและเพิ่มช่องทางร้องเรียนออนไลน์

หลังผ่านการกลั่นกรอง ข้อเสนอทั้ง 757 ประเด็น แบ่งเป็น 382 ประเด็นเข้าสู่กระบวนการจัดการได้แก่ เรื่องที่ดำเนินการแล้ว 152 ประเด็น ข้อเสนอที่มีเนื้อหาซ้ำและนำมายุบรวม 164 ประเด็น และเรื่องที่อยู่นอกอำนาจหน้าที่ของ สปสช. ซึ่งส่งต่อให้หน่วยงานอื่น 66 ประเด็น ขณะที่อีก 375 ประเด็นถูกส่งต่อให้คณะอนุกรรมการและกลไกที่เกี่ยวข้องพิจารณา โดยในจำนวนนี้ สปสช. รับไปดำเนินการโดยตรง 97 ประเด็น

คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

เบี้ยผู้สูงอายุ 3,000 บาท รัฐบาลอนุมัติหรือไม่

ขณะเดียวกัน โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลยังคงใช้อัตราเดิม โดยยังคงใช้ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566 และมีอัตราการจ่ายเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุเป็นรายเดือนตามช่วงอายุ ดังนี้

  • อายุ 60-69 ปี จะได้รับเบี้ยยังชีพ อัตรา 600 บาท/คน/เดือน
  • อายุ 70-79 ปี จะได้รับเบี้ยยังชีพ อัตรา 700 บาท/คน/เดือน
  • อายุ 80-89 ปี จะได้รับเบี้ยยังชีพ อัตรา 800 บาท/คน/เดือน
  • อายุ 90 ปีขึ้นไป จะได้รับเบี้ยยังชีพ อัตรา 1,000 บาท/คน/เดือน

บัตรคนจนหรือสวัสดิการรัฐ รัฐบาลจัดสิทธิออกไปหรือไม่ ?

ต่อมา ผศ. ดร.รัชดา เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าดูแลประชาชนกลุ่มผู้ยากไร้และผู้มีสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้เข้าถึงสิทธิอย่างทั่วถึง โดยบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการอำนวยความสะดวกในการยืนยันตัวตน (e-KYC) การยื่นขอทบทวนสิทธิ และการลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตกหล่นหรือเสียสิทธิเพียงเพราะไม่ทราบขั้นตอนหรือไม่สะดวกในการดำเนินการ

ข้อมูล ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2569 ระบุว่า ผู้ได้รับสิทธิรายใหม่มีจำนวน 3.1 ล้านคน ในจำนวนนี้ยืนยันตัวตนแล้ว 2.3 ล้านคน หรือ 73% เพิ่มขึ้นจากวันที่ 2 สิงหาคม ซึ่งอยู่ที่ 2.2 ล้านคน หรือ 68% ขณะที่ผู้ที่ยังไม่ได้ยืนยันตัวตนลดลงเหลือ 830,000 คน หรือ 27% จากเดิม 980,000 คน หรือ 31%

รัฐบาลขอให้ผู้ได้รับสิทธิรายใหม่เร่งดำเนินการยืนยันตัวตน เพื่อให้สามารถเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยกระทรวงการคลังเปิดให้ยืนยันตัวตนได้จนถึงวันที่ 12 มกราคม 2570 ทั้งนี้ จังหวัดที่มีผู้ยังไม่ได้ยืนยันตัวตนมากที่สุด ได้แก่ นครราชสีมา นครศรีธรรมราช อุบลราชธานี บุรีรัมย์ และขอนแก่น ซึ่งได้กำชับหน่วยงานในพื้นที่เร่งประชาสัมพันธ์และช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน

ส่วนการยื่นขอทบทวนสิทธิ ขณะนี้มีผู้ยื่นคำร้องแล้ว 4.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 4.1 ล้านคน เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ขณะที่ยังมีผู้ที่ไม่ได้ยื่นคำร้องประมาณ 5 ล้านคน จึงขอให้เร่งดำเนินการภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 เพื่อรักษาสิทธิของตนเอง

จังหวัดที่มีสัดส่วนการยื่นขอทบทวนสิทธิสูง ได้แก่ ลำปาง 60% นราธิวาส 59% ปัตตานี 58% ยะลา 54% และแพร่ 53% โดยรัฐบาลระบุว่าการลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์และการอำนวยความสะดวกของหน่วยงานในพื้นที่มีส่วนช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้มากขึ้น

นางสาวรัชดา กล่าวว่า รัฐบาลได้เตรียมช่องทางให้บริการหลายรูปแบบ ทั้งแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เว็บไซต์โครงการ ธนาคารของรัฐ 5 แห่ง และศูนย์ One Stop Service (OSS) ที่ว่าการอำเภอทั้ง 878 แห่งทั่วประเทศ พร้อมมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ร่วมลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้พิการ และประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ไม่สะดวกใช้บริการออนไลน์

“ยอดผู้ยืนยันตัวตนและยื่นทบทวนสิทธิเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจะติดตามและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนอย่างเต็มที่จนถึงวันสุดท้าย จึงขอเชิญชวนผู้ที่ยังไม่ได้ดำเนินการเร่งใช้สิทธิภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อไม่ให้พลาดสวัสดิการที่พึงได้รับ” นางสาวรัชดา กล่าว

บัตรสวัสดิการ
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

EEC Watch หวั่นผุด “เหมืองแร่พลวง” ต.พวงทอง ทำลายพื้นที่ปอดสุดท้ายของชลบุรี

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศตั้ง "เดชรัต สุขกำเนิด" เป็นโฆษกผู้นำฝ่ายค้าน

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว สังคม อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...