โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ทนายชี้ปม วัดป่าอดุลยาราม ถูกปิดทาง แยกสิทธิที่ดินออกจากการใช้กำลัง ย้ำอ้างสิทธิต้องสู้ตามกฎหมาย

สยามนิวส์

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ผู้สื่อข่าวนครบาล
ปมพิพาทที่ดินวัดป่าอดุลยารามยังคงเป็นที่จับตา หลังวันที่ 11 ส.ค. 2569 มีกลุ่มชายฉกรรจ์จำนวนหล

ปมพิพาทที่ดินวัดป่าอดุลยารามยังคงเป็นที่จับตา หลังวันที่ 11 ส.ค. 2569 มีกลุ่มชายฉกรรจ์จำนวนหลายรายเข้ามาบริเวณทางเข้า-ออกวัดป่าอดุลยาราม ริมถนนกัลปพฤกษ์ หมู่ 16 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น ซึ่งอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมนำท่อปูนมาวางขวางทางเข้า-ออก และติดป้ายข้อความให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายใน 15 วัน โดยมีการกล่าวอ้างถึงสิทธิในที่ดินและคำสั่งจาก “เบื้องบน” จนสร้างความกังวลให้พระสงฆ์และประชาชนในพื้นที่

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า หากบุคคลหรือกลุ่มบุคคลอ้างว่ามีสิทธิในที่ดิน สามารถนำกำลังคนหรือสิ่งของเข้ามาปิดกั้นทางเข้า-ออก และดำเนินการกับพื้นที่ได้เองหรือไม่

นายพรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์ ทนายความ ให้ความเห็นว่า ประเด็นดังกล่าวต้องแยกออกจากกันอย่างชัดเจนระหว่าง “สิทธิในที่ดิน” กับ “การใช้สิทธิ” โดยต้องตรวจสอบก่อนว่าใครเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์หรือมีสิทธิในที่ดิน และสิทธิดังกล่าวมีขอบเขตมากน้อยเพียงใด

แม้บุคคลจะอ้างว่าตนเองมีสิทธิในที่ดิน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถใช้สิทธิโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของบุคคลอื่นหรือกระบวนการตามกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีการนำสิ่งของมาปิดกั้นทางเข้า-ออก หากส่งผลให้บุคคลอื่นไม่สามารถใช้เส้นทางได้ตามปกติ ย่อมต้องพิจารณาผลกระทบและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี

ทนายความยังกล่าวถึงกรณีที่มีการอ้างชื่อ “นายเฮียง” ซึ่งเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับที่ดินว่า ต้องตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับการมอบสิทธิ การอุทิศที่ดิน รวมถึงเจตนาของผู้มอบ และต้องพิจารณาว่าผู้ที่นำชื่อหรือสิทธิของบุคคลดังกล่าวมาอ้างในปัจจุบัน มีอำนาจดำเนินการในขอบเขตใด

นายพรศักดิ์ย้ำว่า หากมีข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง ทุกฝ่ายควรนำเอกสารและพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์สิทธิ ไม่ควรใช้กำลังคนหรือสิ่งของเข้ามาปิดกั้นพื้นที่ เพราะอาจทำให้ข้อพิพาทบานปลายและเกิดปัญหาทางกฎหมายเพิ่มเติม

ด้าน พระครูอดุลย์ สารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม พร้อมด้วย พระศตวรรษ พระลูกวัด เปิดเผยถึงเหตุการณ์ว่า ในวันที่เกิดเหตุ พระภายในวัดได้รับโทรศัพท์แจ้งว่ามีกลุ่มบุคคลจากภายนอกเข้ามาบริเวณทางเข้าวัด จึงออกไปตรวจสอบ ก่อนพบว่ากลุ่มดังกล่าวกำลังนำท่อปูนเข้ามาวางขวางทางเข้า-ออก

จากนั้นมีการทยอยนำท่อปูนมาวางเพิ่มเติมจนเต็มบริเวณทางเข้า พร้อมแจ้งกับทางวัดให้ย้ายออกจากพื้นที่ภายใน 15 วัน หากไม่ดำเนินการตามกำหนดจะกลับมารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดภายในวัด

พระครูอดุลย์ระบุว่า จำได้ว่ามีรถตู้เข้ามาประมาณ 3 คัน แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าบุคคลทั้งหมดเป็นใคร รวมถึงบุคคลที่ถูกกล่าวถึงในประเด็นข้อพิพาทเดินทางมาด้วยหรือไม่ เนื่องจากขณะเกิดเหตุมีผู้คนจำนวนมากและสถานการณ์ค่อนข้างชุลมุน โดยกลุ่มบุคคลดังกล่าวแต่งกายตามปกติ ไม่ได้สวมเครื่องแบบที่ระบุว่าเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานใด

เจ้าอาวาสยืนยันว่า ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีการเข้ามาพูดคุยหรือเจรจากับทางวัดเรื่องการขอที่ดินคืนหรือข้อพิพาทดังกล่าว เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเกิดขึ้นค่อนข้างกะทันหัน และถือเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นกับวัด

สำหรับความเป็นมาของที่ดิน พระครูอดุลย์เล่าว่า ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2533 โดยนายเฮียงได้เดินทางมาทำบุญที่วัด และมีการถวายที่ดินให้กับทางวัดเมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2533 เพื่อใช้ประโยชน์ในการสร้างและพัฒนาวัด ช่วงแรกไม่มีปัญหาหรือข้อขัดแย้งเกิดขึ้น กระทั่งภายหลังเริ่มมีข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินและมีการดำเนินคดีทางศาล

พระศตวรรษกล่าวว่า ช่วงที่มีข้อพิพาท มีการร้องขอให้ยกเลิกหรือเพิกถอนนิติกรรมที่นายเฮียงทำไว้กับทางวัด รวมถึงมีการดำเนินการทางกฎหมายเกี่ยวกับการขอที่ดินคืนและการขับไล่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ ทำให้ทางวัดต้องต่อสู้คดีและรับมือกับปัญหาอย่างต่อเนื่อง

ส่วนกรณีที่มีการกล่าวถึงว่าทายาทของนายเฮียงยังคงยืนยันที่จะต่อสู้เรื่องสิทธิในที่ดิน แม้จะมีคำพิพากษาศาลออกมาแล้ว ทางเจ้าอาวาสระบุว่า ทางวัดรับทราบว่าฝ่ายดังกล่าวยังคงหยิบยกประเด็นเอกสารและสิทธิที่เกี่ยวข้องกับชื่อของบิดาขึ้นมาต่อสู้ แต่ทางวัดพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และจะดำเนินการตามคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาล

พระครูอดุลย์ยังระบุว่า หลังมีกระแสข่าวว่ากลุ่มบุคคลอาจกลับเข้ามารื้อถอนหรือทุบกำแพงภายในวัด ทางวัดได้แจ้งตำรวจให้เข้ามาดูแลความปลอดภัยและเฝ้าระวังพื้นที่แล้ว พร้อมยืนยันว่าไม่ได้ต้องการมีปัญหากับฝ่ายใด และต้องการให้ข้อพิพาททั้งหมดดำเนินไปตามกระบวนการยุติธรรม

ขณะที่ นายโตบูรภา สิมมาทัน สมาชิกสภาเทศบาลนครขอนแก่น กล่าวว่า ในพื้นที่ไม่เคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้มาก่อน และหากมีข้อพิพาทเรื่องสิทธิหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ฝ่ายที่อ้างสิทธิควรนำหลักฐานเข้าสู่กระบวนการศาล ไม่ควรนำวิธีการปิดล้อมวัดหรือสิ่งของมาปิดกั้นทางเข้า-ออก

หลังเกิดเหตุ นายโตบูรภาพร้อมปลัดเทศบาลนครขอนแก่นได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ โดยเจ้าหน้าที่ได้เก็บป้ายไวนิลที่ติดตั้งไว้โดยรอบบริเวณวัดออก รวมถึงนำท่อระบายน้ำที่ถูกนำมาวางขวางทางขึ้น-ลงออกไปเก็บรักษาไว้ เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบเหตุการณ์

นายโตบูรภาระบุว่า การปิดทางดังกล่าวไม่ได้กระทบเพียงพระสงฆ์และประชาชนที่เดินทางเข้า-ออกวัด แต่ยังส่งผลต่อการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและการเก็บขยะของชุมชน เพราะบริเวณดังกล่าวมีบ้านเรือนประชาชนจำนวนมาก และทางวัดเคยเสียสละพื้นที่ส่วนหนึ่งให้เทศบาลใช้เป็นจุดรวบรวมขยะ ทำให้รถเก็บขยะจำเป็นต้องสามารถเข้า-ออกพื้นที่ได้

นอกจากนี้ยังมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยของพระสงฆ์ โดยเฉพาะหากมีบุคคลภายนอกเข้ามาภายในวัดอีก จึงได้ประสานตำรวจให้เข้ามาดูแลพื้นที่และติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

ส่วนแรงจูงใจของกลุ่มบุคคลที่เข้ามาปิดล้อม นายโตบูรภามองว่า พื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง เนื่องจากอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศูนย์การค้า โรงแรม ศูนย์บริการทางการแพทย์ และพื้นที่เชิงพาณิชย์หลายแห่ง อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวเป็นเพียงข้อสังเกตส่วนตัว และยังต้องรอการตรวจสอบข้อเท็จจริง

ด้าน นายโกวิทย์ แสงสากล ทนายความของวัดป่าอดุลยาราม ชี้แจงถึงที่ดินพิพาทว่า สามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกมีพื้นที่ประมาณ 21 ไร่ ซึ่งทางวัดระบุว่าผู้ถือสิทธิเดิมได้อุทิศที่ดินเพื่อใช้ในการสร้างวัด ขณะที่อีกส่วนมีพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ ซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิในลักษณะโฉนด แต่ทางวัดเป็นผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์มาโดยตลอด

นายโกวิทย์อธิบายว่า การมีชื่อบุคคลเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดถือเป็นข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่ไม่ใช่ข้อยุติในทุกกรณี หากมีพยานหลักฐานอื่นที่แสดงว่าเจ้าของเดิมได้โอน อุทิศ หรือสละสิทธิในที่ดินให้บุคคลหรือองค์กรอื่น ก็สามารถนำหลักฐานเข้าสู่กระบวนการพิจารณาเพื่อพิสูจน์สิทธิได้

สำหรับที่ดินประมาณ 21 ไร่ ทนายความของวัดระบุว่า จากการต่อสู้คดีที่ผ่านมา ศาลได้พิจารณาถึง “เจตนาของผู้ให้” โดยทางวัดเห็นว่าการมอบที่ดินมีเจตนาเพื่ออุทิศให้ใช้สำหรับการสร้างวัด และคำวินิจฉัยของศาลที่ผ่านมาได้พิจารณาประเด็นดังกล่าวแล้ว

ส่วนพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ นายโกวิทย์ระบุว่า ประเด็นเรื่องสิทธิครอบครองได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล โดยมีคำวินิจฉัยจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับสิทธิครอบครองในพื้นที่ดังกล่าว

สำหรับเหตุการณ์ที่มีกลุ่มบุคคลนำท่อระบายน้ำมาปิดกั้นทางเข้า-ออก รวมถึงติดป้ายโดยรอบวัด นายโกวิทย์ระบุว่า ทางวัดได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจแล้ว โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบปากคำพยาน ตรวจสอบภาพและหลักฐานต่าง ๆ เพื่อระบุตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตรวจสอบบทบาทของแต่ละคนในเหตุการณ์

หากพบว่าการกระทำของบุคคลใดเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมาย ก็เป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะดำเนินการตามขั้นตอน ขณะที่ทางวัดพร้อมให้ความร่วมมือและมอบหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ทนายความของวัดย้ำว่า หากฝ่ายทายาทยังประสงค์จะต่อสู้หรือใช้สิทธิทางกฎหมาย ก็ถือเป็นสิทธิของแต่ละฝ่าย เช่นเดียวกับทางวัดที่มีสิทธิใช้ช่องทางกฎหมายเพื่อปกป้องและยืนยันสิทธิของวัด

ทั้งนี้ ปมวัดป่าอดุลยารามจึงต้องแยกออกเป็น 2 ประเด็นสำคัญ คือ สิทธิในที่ดิน ซึ่งต้องตรวจสอบจากโฉนด เอกสารการอุทิศ การครอบครอง และคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง กับ การกระทำของกลุ่มบุคคลที่เข้ามาปิดกั้นทางเข้า-ออก ซึ่งต้องตรวจสอบตามข้อเท็จจริงและกฎหมายอีกส่วนหนึ่ง

ทุกฝ่ายต่างยืนยันว่า หากมีข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง ควรใช้กระบวนการยุติธรรมในการพิสูจน์สิทธิ ไม่ควรใช้กำลังหรือดำเนินการด้วยตนเองจนกระทบต่อพระสงฆ์ ประชาชน และชุมชนโดยรอบ ขณะที่ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...