โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

เบื้องหลัง วิชาพลศึกษา และการแข่งกีฬา?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 16 ม.ค. 2567 เวลา 02.21 น. • เผยแพร่ 15 ม.ค. 2567 เวลา 10.08 น.
ภาพประกอบจาก กองบรรณาธิการมติชน

โดยทั่วไป เมื่อนึกถึง วิชาพลศึกษา การออกกำลังกาย การแข่งกีฬาต่างๆ ก็มักนึกถึงเหตุผลเพื่อร่างกายที่แข็งแรง แต่บางครั้งก็ยังมีเหตุผลเบื้องหลังทางสังคมอีกด้วย

มุมมองหนึ่งในเรื่องนี้ ภิญญพันธ์ พจนะลาวัณย์ ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ใน “เครื่องแบบ ทรงผม หน้าเสาธง ไม่เรียว: ประวัติศาสตร์และการลงทัณฑ์ในโรงเรียนไทย” (มติชน, 2565) ซึ่งในที่นี้ขอนำเนื้อหาบางส่วนมานำเสนอดังนี้ (จัดย่อหน้าใหม่และสั่งเน้นคำโดยผู้เขียน)

ในทศวรรษ 2480 การให้ความสำคัญกับ การออกกำลังกาย และพลศึกษาเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และความคิดนี้ไปสัมพันธ์กับการสร้างชาติให้เป็นประเทศมหาอำนาจ เรือนร่างที่แข็งแรงมีสุขภาพดีก็จะเป็นพละกำลังให้แก่ประเทศเช่นเดียวกับทหาร ดังนั้นรัฐจึงสนับสนุนให้ทั้งข้าราชการเล่นกีฬาและออกกำลังกาย ส่วนนักเรียนก็เป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญ [1] อาจเป็นไปได้ว่า ลักษณะเช่นนี้ได้มาจากประเทศญี่ปุ่นเช่นเดียวกันกับการควบคุมวินัยอื่นๆ ในโรงเรียน การจัดทำแบบฝึกสอนกายบริหารสำหรับชั้นประถมและมัธยมศึกษา

ใน พ.ศ. 2482 เพื่อให้โรงเรียนต่างๆ มีมาตรฐานการฝึกอย่างเดียวกัน หนังสือฉบับนี้ใช้ถ้อยคำง่ายๆ ประกอบภาพ เอื้อให้โรงเรียนที่ไม่มีครูพลศึกษาใช้เป็นคู่มือให้ได้ผล ตัวอย่างของเนื้อหา ได้แก่ การให้นักเรียนเข้าแถว รอฟังสัญญาณ ให้ทำท่าต่างๆ พร้อมกันเพื่อประโยชน์แก่ร่างกาย และการทำอย่างพร้อมเพรียงจะเป็นภาพที่สวยงาม ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลต้องการให้ฝึกพลศึกษาทุกวันเป็นเวลา 45 นาที แต่ไม่นานก็ต้องยกเลิก เพราะปัญหาสถานที่และครูไม่เพียงพอ [2]

การกีฬาจะทวีความสำคัญยิ่งขึ้น และมีลักษณะเป็นพิธีกรรมคู่กับ การออกกำลังกาย ในทศวรรษ 2500 เมื่อกีฬากลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองในสถานการณ์สงครามเย็น มหกรรมกีฬาระดับนานาชาติในนามเอเชียนเกมส์ที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. 2509 นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่ส่งผลต่อการขยายตัวของกีฬาสมัยใหม่ในสังคมไทย ทั้งในฐานะพิธีกรรมกีฬาระดับนานาชาติ [3] และในฐานะกิจกรรมเพื่อสุขภาพ

กีฬาถูกเลือกมาเป็นเครื่องมือหนึ่ง เพื่อสร้างระเบียบวินัยให้แก่เด็กและเยาวชน ช่วยแก้ไขปัญหาที่เด็กและนักเรียนมีเวลาว่างเกินไปจนนำไปสู่การมั่วสุมหรือทำกิจกรรมผิดๆ [4]

ก่อนหน้านี้ วิชาพลศึกษา จะเน้นไปที่นักเรียนแต่ละคน ซึ่ง การออกกำลังกาย ก็เพื่อสร้างสุขภาพและร่างกายที่แข็งแรง ดังที่กล่าวไปแล้วว่า ในทศวรรษ 2480 ร่างกายของเด็กมีความสัมพันธ์กับร่างกายของพลเมืองที่รัฐคาดหวัง ต่างจากในยุคนี้มหกรรมกีฬามีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับแนวคิดการแข่งขันที่เชิดชูผู้ชนะ หรือวีรบุรุษกีฬาที่เชื่อมโยงกับความเป็นชาติ เช่น นักมวยที่สามารถคว้าแชมป์โลกอย่างโผน กิ่งเพชร [5]…

วิธีคิดแบบมหกรรมกีฬาทำให้คนส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้รับความสำคัญ คนส่วนใหญ่กลายเป็นเพียงกองเชียร์ เช่นเดียวกับคณะเชียร์มีหน้าที่ขึ้นสแตนด์เชียร์ร่วมไปกับพิธีกรรมของกีฬา มากกว่าจะเป็นผู้ชมกีฬาที่มีเจตจำนงอิสระของตนเอง ไม่ต่างกับผู้ร่วมพิธีกรรมในการสวนสนามของกองทัพหรือคณะลูกเสือ

การแข่งขันกีฬาเขตแห่งประเทศไทย นับได้ว่าเป็นการจำลองภาพกีฬาโอลิมปิก เอเชียนเกมส์ และซีเกมส์ลงมาในระดับประเทศ คือแต่ละจังหวัดจะมีตำแหน่งแห่งที่อยู่ในการแข่งขัน และเวียนกันเป็นเจ้าภาพไปในแต่ละแห่ง มวลชนที่ถูกเกณฑ์ไปร่วมแสดงพิธีเปิด หรือนั่งชมเชียร์มักจะเป็นนักเรียนในจังหวัดนั้นๆ

มหกรรมกีฬาแห่งชาติเริ่มจัดขึ้นใน พ.ศ. 2510 [6] ปีเดียวกับกีฬาแหลมทองและหลังกีฬาเอเชียนเกมส์เพียง 1 ปี ซึ่งถือว่ากีฬาได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างกว้างขวางแล้ว ความสำคัญของกีฬาในมุมมองรัฐเห็นได้จากคำกล่าวในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาเขตแห่งประเทศไทย ที่จังหวัดอุดรธานี เมื่อ พ.ศ. 2524 ว่า

“รัฐบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญของกีฬาเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นพื้นฐานอันสำคัญที่จะพัฒนาคนให้มีระเบียบ วินัย มีความรับผิดชอบ รู้จักเคารพ กติกาและการกีฬายังเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดคุณธรรมทางใจ ความสามัคคี และเป็นเครื่องเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างคนในชาติ จึงได้เร่งรัดปรับปรุงการกีฬาไปสู่ประชาชนให้ทั่วถึงทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค” [7]

เช่นเดียวกับงานกีฬาภายในโรงเรียน งานกีฬาจังหวัด [8]หรือกิจกรรมกีฬาต่างๆ กลายเป็นงานเชิงพิธีกรรม ซึ่งไม่ได้ทำให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางของการออกกำลังกาย นักเรียนจำนวนมากเป็นเพียงผู้ร่วมพิธีคล้ายแนวคิดรัฐนาฏกรรม พวกเขาเป็นกองเชียร์ตามคณะสี หรือสังกัดหน่วยงานที่ถูกสั่ง กำกับ และควบคุมให้ปรบมือ ร้องเพลง เชียร์ตามโพย หรือเป็นเพียงแรงงานจัดแปรอักษรบนสแตนด์เชียร์ [9] โดยศูนย์กลางอยู่ที่การแข่งขันและการมอบเหรียญรางวัล หรือการให้ความสำคัญกับประธานในพิธีเท่านั้น

บางงานวิจัยชี้ว่า ปัญหาสำคัญที่เกิดในการแข่งขันส่วนหนึ่งก็คือ การควบคุมความประพฤติและมารยาทการชมกีฬาในสนามการแข่งขันของนักเรียนกองเชียร์ [10] สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นเป็นอย่างดีถึงความต้องการควบคุมและต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้อยู่ในร่องในรอยและระเบียบวินัยในอุดมคติ

กีฬาจึงมิใช่เป็นกิจกรรมเพื่อความเพลิดเพลินหรือเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงส่วนบุคคลอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลายเป็นการวัดทักษะและสมรรถภาพของเหล่านักเรียนเพื่อผู้มีความสามารถทางกีฬา [11] ไม่เพียงเท่านั้นวิชาพลศึกษาถูกใช้สำหรับการพัฒนาบุคลิกภาพที่พึงประสงค์คือ การมีน้ำใจนักกีฬาด้านคุณธรรม ความประพฤติ มีระเบียบวินัย รับผิดชอบต่อหน้าที่กล้าแสดงออกอย่างมีเหตุผล [12]

ส่วนวิชาพลศึกษาเริ่มมีบทบาทในโรงเรียนอย่างจริงจังในช่วงทศวรรษ 2500 จากเดิมที่สอนอยู่ในวงแคบอย่างโรงเรียนทหาร และโรงเรียนสามัญ [13]ตั้งแต่ พ.ศ. 2502 เป็นต้นมา มีการขยายหลักสูตรพลศึกษาให้กว้างขวาง โดยคำนึงถึงความพร้อม ความเหมาะสมของกิจกรรมต่อผู้เรียนร่วมกับอุปกรณ์ สถานที่ และเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ในการจัดการแข่งขันกีฬาสีภายในและการแข่งขันกีฬาภายนอก

รัฐบาลตระหนักดีถึงจำนวนครูพลศึกษาที่มีไม่มากจึงได้ทยอยอบรมพลศึกษาภาคฤดูร้อน ตั้งแต่ พ.ศ. 2508 จำนวนเพิ่มจาก 216 คนในปีแรกเป็น 1,382 คนใน พ.ศ. 2514 แสดงให้เห็นถึงปริมาณที่เพิ่มขึ้นและความตั้งใจแก้ไขปัญหาบุคลากรที่ขาดแคลน แต่กระนั้น ผู้ไปอบรมมักมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มวุฒิของตนมากกว่าสนใจด้านพลศึกษา [14]

รายวิชาดังกล่าวนอกจากจะเน้นเรื่องการออกกำลังกายและสุขอนามัยแล้ว ยังสัมพันธ์กับแนวคิดเรื่องมหกรรมกีฬาและระเบียบวินัยของนักเรียนอยู่ไม่น้อย ยังไม่ต้องนับว่าเมื่อเป็นรายวิชา จุดมุ่งหมายกลับไปสัมพันธกับการวัดผลและมุ่งไปที่สมรรถนะของนักเรียนเชิงกีฬามากกว่าการเล่นเพื่อความเพลิดเพลิน

ไม่น่าแปลกใจว่า พื้นที่สันทนาการดังกล่าวมิได้ดึงดูดเยาวชนจำนวนมากอย่างที่ควรจะเป็น เมื่อเทียบกับความเย้ายวนบันเทิงของภาพยนตร์ วิทยุ ตู้เพลง ร้านกาแฟ และโรงบิลเลียด พวกเขาเป็นเพียงองค์ประกอบเล็กๆ ที่ไร้ความสำคัญในกิจกรรมกีฬา ต่างจากกิจกรรมบันเทิงที่พวกเขาสามารถเลือกได้ตามความชอบ กีฬาจึงเป็นได้เพียงเครื่องมือหนึ่งของรัฐที่ถูกใช้ในการสร้างพลเมืองในอุดมคติ ที่มีระเบียบวินัย อยู่ในร่องในรอยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของพลเมือง

วิชาพลศึกษา กลับมาคึกคักอีกครั้งจากการที่ทักษิณ ชินวัตร ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงนโยบายเกี่ยวกับการออกกำลังกายช่วงปลาย พ.ศ. 2546 ว่า เขาต้องการเน้นกีฬาเพื่อให้เด็กๆ เล่นกีฬามากขึ้น อันจะเป็นผลดีต่อสุขภาพ สังคม และความเป็นตัวของตัวเอง [15] ในยุคปฏิรูปการศึกษา หลักการของวิชาพลศึกษามุ่งเน้นไปที่พัฒนาทางกาย ส่งเสริมสุขภาพ และอาจรวมถึงการสร้างความเป็นพลเมืองดี มีคุณธรรม และน้ำใจ [16]

วิชาพลศึกษา เริ่มเกี่ยวข้องกันกับประเด็นจิตวิญญาณทางศาสนามากขึ้น ใน พ.ศ. 2543 มีการระบุถึงการสอนคุณธรรม ในนักเรียนชั้น ป. 3-4 [17]มีงานวิจัยบางชิ้นพยายามชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ของการสอนพลศึกษาที่เชื่อมโยงกับพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไตรสิกขาที่ให้ความสำคัญกับศีล สมาธิ ปัญญา ที่พยายามอธิบายว่าสอดคล้องกับการพัฒนาทางกาย วาจา ใจ หรือมรรค 8 ที่ถูกนำมาจับคู่กับไตรสิกขาและผลที่เกิดขึ้นตามความมุ่งหมายของวิชาพลศึกษา หรือการกล่าวถึงคุณสมบัติผู้สอนที่ต้องมีคุณธรรม เป็นผู้มีปัญญาแตกฉาน เป็นผู้บริสุทธิ์ไม่กระทำชั่วทั้งกาย วาจา ใจ [18]

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] มติชนออนไลน์, “ระเบียบวินัย” เริ่มที่ไหน เมื่อครูเชิญทหารฝึกเด็ก, สืบค้นเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2564, จาก https://www.matichon.co.th/article/ news 573813

[2] ก้องกวิน กวินรวีกุล, “การสร้างร่างกายพลเมืองไทยในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม พ.ศ. 2481-2487” น. 105

[3] เรื่องเดียวกัน, น. 107.

[4] ดูประเด็นนี้ได้ในหัวข้อ “การจัดแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ 2509” ใน ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์, กำเนิด “ประเทศไทย” ภายใต้เผด็จการ (กรุงเทพฯ: มติชน, 2548), น. 241-244.

[5] ดูประเด็นนี้ได้ในหัวข้อ “กาลเทศะในวันเด็กแห่งชาติ และความเป็นเด็ก ในพลเมืองไทยยุคพัฒนา” ใน ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์, ประวัติศาสตร์สำเหนียก (กรุงเทพฯ: มติชน, 2561), น. 172-195.

[6] ผู้จัดการออนไลน์, “ในหลวง” กับเหรียญทอง และพระราชปณิธานกีฬาที่ยิ่งใหญ่, สืบค้นเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2563, จาก https://mgror sport/detail/9590000103254

[7] เรื่องเดียวกัน.

[8] สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง, วันกีฬาแห่งชาติ 16 รับวาคม, สืบค้นเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2563, จาก https://www.lib.ru ac.th/journal/dec/dec16-DayForThaiSport.html

[9] งานวิจัยใน พ.ศ. 2524 แสดงให้เห็นว่า ความนิยมกีฬาของประชาชน เรียงตามลำดับจากมากไปน้อยคือ ฟุตบอล บาสเกตบอล วอลเลย์บอล เซปัก ตะกร้อ และกรีฑา ปริมาณการจัดการแข่งขันเฉลี่ยทุกจังหวัดใน 1 ปี ฟุตบอล 3 ครั้ง บาสเกตบอล 2 ครั้ง วอลเลย์บอล 2 ครั้ง เซปักตะกร้อ 2 ครั้ง และ กรีฑา 2 ครั้ง โปรดดู วีระพงษ์ บางท่าไม้, “ปัญหาการจัดและดำเนินการกีฬาจังหวัด” (วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาพลศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2524).

[10] งานวิจัยใน พ.ศ. 2516 แสดงความคิดเห็นของนักกีฬาต่อการเชียร์กีฬาว่า 1. วิธีการเชียร์กีฬาที่นักกีฬาชอบมาก ได้แก่ แบบมีผู้นำในการเชียร์แบบปรบมือ แบบมีผู้นำในการร้องเพลง แบบมีการแปรอักษร แบบการพูดชมเชยและปลุกใจ แบบทำตลกและการแต่งกายแปลกๆ และแบบการใช้เครื่องดนตรีประกอบ (กลอง ฉิ่ง แตร) 2. วิธีการเชียร์กีฬาแบบมีผู้นำในการเชียร์ แบบมีผู้นำในการร้องเพลง แบบปรบมือ แบบมีการแปรอักษร และแบบการพูดชมเชยและปลุกใจ มีผลต่อการเล่นของนักกีฬามากคือ ทำให้มีกำลังใจและกล้าเล่นกีฬา ทำให้มีความตั้งใจและมุมานะในการเล่นกีฬา ทำให้ร่วมสามัคคีกันและมีน้ำใจนักกีฬาในการเล่น ทำให้มีอารมณ์เยือกเย็นในการเล่นกีฬาและทำให้มีสมาธิในการเล่นกีฬา 3. วิธีการเชียร์กีฬาแบบการสอน การตำหนิและยั่วแหย่ และแบบการโห่ร้องกระทืบพื้นและเป่าปาก มีผลต่อการเล่นของนักกีฬามากคือ ทำให้มีการทะเลาะวิวาทกันในการเล่นกีฬา ทำให้การเล่นรุนแรงขึ้น ทำให้มีโมโหในการเล่นกีฬา ทำให้มีความประหม่า เล่นไม่ดีและผิดพลาด ทำให้มีความรำคาญ หงุดหงิด และเบื่อหน่ายใน 4. วิธีการเชียร์กีฬาแบบไม่มีการเชียร์หรือดูเฉยๆ มีผลต่อการเล่นของนักกีฬามากคือ ทำให้มีสมาธิในการเล่นกีฬา ทำให้มีอารมณ์เยือกเย็นในการเล่นกีฬา ทำให้ร่วมสามัคคีกันและมีน้ำใจนักกีฬาในการเล่น โปรดดู สมลักษณ์ ดูรณสิงห์, “ความคิดเห็นของนักกีฬาที่มีต่อการเชียร์กีฬา” (วิทยานิพนธ์ครุมหาบัณฑิต ภาควิชาพลศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2526).

[11] พิทักษ์ พลขันธ์, “ปัญหาการจัดและดำเนินการแข่งขันกีฬาระหว่างโรงเรียนในส่วนกลาง” (วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาพลศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2524).

[12] ตัวอย่างวิทยานิพนธ์ใน พ.ศ. 2516 เช่น หลวงเสมมีสุข, “การเปรียบเทียบทักษะทางกีฬาของนักเรียนโรงเรียนแบบประสมพิบูลวิทยาลัยและโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย” (วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต แผนกวิชาพลศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2516).

[13] ปัทมาวดี นวรัตน, “ความคิดเห็นของผู้ปกครองนักเรียนที่มีอาชีพต่างๆ ต่อวิชาพลศึกษา” (วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาพลศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2524),

[14] อุทธรณ์ ปิดพยันต์, “พัฒนาการของการพลศึกษาในประเทศไทย” (วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต แผนกวิชาพลศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2517), น. 25-27.

[15] เรื่องเดียวกัน, น. 31.

[16] แสวง วิทยพิทักษ์, “การศึกษาสมรรถภาพที่พึงประสงค์ของครูพลศึกษา ในยุคปฏิรูปการศึกษาไทย พ.ศ. 2542” (วิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพลศึกษา ภาควิชาหลักสูตรการสอนและเทคโนโลยีการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2547), น. 24-25.

[17] เรื่องเดียวกัน, น. 32.

[18] สุวพร แสงรักษา, “สภาพและปัญหาการสอนพลศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ” (วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพลศึกษา ภาควิชาพลศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2543), น. 107-108.

[19] พราม อินพรม, “การวิเคราะห์ปรัชญาพลศึกษาตามแนวพุทธ (วิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพลศึกษา ภาควิชาพลศึก คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2543), น. 142-145.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 7 กรกฎาคม 2565

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เบื้องหลัง วิชาพลศึกษา และการแข่งกีฬา?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...