โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

DRIVE MY CAR 'ชีวิตกับละคร ละครกับชีวิต' / ภาพยนตร์ : นพมาส แววหงส์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 07 ก.ค. 2565 เวลา 07.51 น. • เผยแพร่ 11 ก.ค. 2565 เวลา 13.00 น.

ภาพยนตร์

นพมาส แววหงส์

DRIVE MY CAR

‘ชีวิตกับละคร / ละครกับชีวิต’

กำกับการแสดง

Ryusuke Hamaguchi

นำแสดง

Hidetoshi Nishijima

Toko Miura

Reika Kirishima

Masaka Okada

ก่อนที่จะได้ทราบข่าวคราวเรื่องหนังที่ได้รับยกย่องมากในหลายเวทีประกวดนี้ จนมาได้ดูในที่สุด ผู้เขียนเคยอ่านหนังสือรวมเรื่องสั้นของนักเขียนชาวญี่ปุ่นที่ชื่นชอบมาเนิ่นนาน ฮารุกิ มุราคามิ ในชื่อ Men Without Women ซึ่งมีเรื่อง Drive My Car เป็นเรื่องแรกในชุด

เราทราบกันอยู่แล้วว่าด้วยขนาดความยาว (หรือจะพูดให้ถูกคือขนาดความสั้น) เรื่องสั้นเป็นการนำเสนอแง่มุมบางแง่ของเรื่องราวในชีวิต เรื่องสั้นไม่ใช่นวนิยายที่จะเล่ารายละเอียดหรือเรื่องราวที่ซับซ้อนได้

เรื่องสั้นเรื่องนั้นเล่าเรื่องราวที่มิสเตอร์คาฟุกุ นักแสดงและผู้กำกับฯ ละครเวที จำต้องจ้างคนมาขับรถรับส่งเขาไปทำงาน และได้คนขับรถเป็นผู้หญิงวัยยี่สิบเศษที่มีแผลเป็นบนใบหน้า ซึ่งเป็นคนพูดน้อยและตั้งอกตั้งใจทำงาน ทั้งคู่ค่อยๆ เปิดเผยตัวเอง พัฒนาความเข้าใจระหว่างกันและความเข้าใจในชีวิตของตัวเอง

จนกลายไปสู่การค้นพบอันมีนัยสำคัญยิ่งในชีวิต

ตอนนั้นไม่ได้นึกว่าผู้กำกับหนัง ริวสุเกะ ฮามากุจิ จะบันดาลให้หนังมีพลังและแรงกระทบกระเทือนอารมณ์ได้มากเท่านี้

ดูหนังที่มีขนาดความยาวสามชั่วโมงหย่อนไปนาทีเดียวแล้ว ขอคารวะต่องานสร้างสรรค์ศิลปะที่ทรงพลังอันเงียบเชียบเรื่องนี้อย่างยิ่งค่ะ

และมีเนื้อหาที่สดุดีงานวรรณกรรมยิ่งใหญ่ที่หลายคนอาจไม่เข้าใจของนักเขียนบทละครชาวรัสเซีย แอนทอน เชคอฟ โดยเฉพาะบทละครเรื่อง Uncle Vanya

และต้องขอยกย่องงานเขียนบทดัดแปลง ซึ่งเข้าใจคิด เข้าใจสร้างสรรค์ ด้วยการทับซ้อนศิลปะเข้าด้วยกันจนกลายเป็นเนื้อเดียวกับชีวิตของตัวละคร

มีลักษณะของเทคนิคที่เรียกว่า “ละครซ้อนละคร” (play within a play) หรือศัพท์วรรณกรรมสมัยใหม่อาจเรียกอย่างหรูหราว่า intertextuality (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) แปลว่า การเชื่อมโยงเนื้อหา) หรือพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นนิด คือการนำงานศิลปะอื่นมาซ้อนทับอยู่ในเรื่องราว

ดังนั้น ภูมิหลังเกี่ยวกับผลงานศิลปะที่พาดพิงถึง จึงช่วยให้ความกระจ่างและสร้างความชื่นชอบได้ดียิ่งขึ้น

ในที่นี้ คือบทละครสองเรื่อง คือ Waiting for Godot ของแซมวล เบคเก็ตต์ และ Uncle Vanya ของแอนทอน เชคอฟ ซึ่งถูกแทรกเข้ามาอย่างพอเหมาะพอเจาะ (อะไรยังงั้น) ในการดำเนินเรื่องราวของตัวละครในหนัง

กลับไปที่ตัวหนังก่อนนะคะ คือ โพรล็อก หรือบทนำเรื่อง ของหนังยาวราว 40 นาทีเลยค่ะ ก่อนจะนำเข้าสู่เรื่อง Drive My Car นั่นคือเมื่อเครดิตไตเติลเริ่มขึ้น

ในบทนำเรื่องนี้ เราได้รู้จักตัวละครเอกคือ คาฟุกุ นักแสดงละครเวที ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงที่เขากำลังแสดงละครเรื่อง Waiting for Godot (ซึ่งมีนัยสำคัญยิ่ง) อยู่ระหว่างนั้น ภรรยาเขาคือ โอโตะ (เรอิกะ คิริชิมา) เป็นนักเขียนบทละครทีวี ซึ่งดูท่าว่าทั้งคู่เป็นสามีภรรยาที่มีผูกพันและเข้าใจกันดียิ่ง

การสร้างสรรค์ผลงานของโอโตะมีความประหลาดพิสดารอย่างยิ่งคือ เธอได้รับแรงดลใจจากการมีเซ็กซ์ หลังจากนั้น เรื่องราวจะพรั่งพรูออกจากปาก ซึ่งเธอจะจำไม่ได้เลยเมื่อตื่นขึ้น แต่คาฟุกุจะเล่าให้เธอฟังอีกที เพื่อนำไปเขียนบทละคร

แต่วันหนึ่งคาฟุกุกลับบ้านโดยบังเอิญ และเห็นภรรยากำลังมีเพศสัมพันธ์อยู่กับนักแสดงหนุ่มสุดหล่อที่ทำงานอยู่ในสังกัดเดียวกัน

ปฏิกิริยาของคาฟุกุเป็นเรื่องผิดความคาดหมายของคนทั่วไปโดยสิ้นเชิง คือเขาเงียบงัน ไม่โมโหโทโสหุนหันพลันแล่น ไม่ตัดพ้อต่อว่า จริงๆ แล้ว คือหายตัวไปเงียบๆ จากสถานที่เกิดเหตุ และกลบเกลื่อนไม่ให้ภรรยารู้ว่าเขารู้

ดูเหมือนเขาจะกลัวว่าถ้าเขาเอะอะโวยวายขึ้น ชีวิตสมรสก็จะพังพินาศลงอย่างไม่มีวันกอบกู้ได้อีก แม้ว่าจะเจ็บปวดอยู่กับการที่ไม่เข้าใจว่าทำไมภรรยาเขาจึงต้องไปมีคนอื่นอีก

ดูเหมือนว่าโอโตะก็อยากให้สามีรู้และพร้อมจะพูดจาให้เขาเข้าใจ

แต่ครั้นภรรยาเสียชีวิตลงอย่างกะทันหันโดยยังไม่ได้พูดจาหรือปรับความเข้าใจกัน ความลับนั้นก็จะยังเป็นเรื่องมืดมนสำหรับเขาตลอดไป

นี่เป็นโพรล็อกต้นเรื่องกว่าจะเข้าสู่พล็อตเรื่องจริงๆ ค่ะ

เวลาผ่านไปสองปี คาฟุกุได้รับเชิญไปกำกับฯ ละครเวทีที่ฮิโรชิมา เขาเดินทางด้วยการขับรถส่วนตัวสีแดงไปเอง และขอพักในโรงแรมริมทะเลสาบซึ่งห่างไกลจากโรงละครหนึ่งชั่วโมง ด้วยเหตุผลว่าเขามีเทคนิคการทำงานด้วยการท่องบทตอบโต้กับเทปบทสนทนาที่อัดไว้ล่วงหน้า และเวลาระหว่างขับรถคือเวลาทำงานของเขาด้วย

แต่ผู้จัดละครมีข้อแม้ว่าเขาจะขับรถเองไม่ได้ ทางผู้จัดจะว่าจ้างคนขับรถรับส่งให้เป็นประจำ เนื่องด้วยมาตรการความปลอดภัยที่วางไว้

นั่นทำให้มิซากิ วาตาริ (โทโกะ มิอุระ) ก้าวเข้ามาทำหน้าที่เป็นโชเฟอร์ให้ ทั้งๆ ที่คาฟุกุไม่เต็มใจเลย

ชายหญิงต่างวัยต่างประสบการณ์สองคนใช้เวลาในรถคันเดียวกันทุกวันท่ามกลางฉากทิวทัศน์ถนนหนทางที่แปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตลอดหกสัปดาห์ของการตระเตรียมงานและการซ้อมละคร และได้รู้จักชีวิตของกันและกันผ่านทางบทละครเรื่อง Uncle Vanya ที่เปิดเทปให้คาฟุกุฟังและท่องบทโต้ตอบ

ต่างคนต่างติดข้องอยู่ในกับดักของอดีตที่สำนึกว่าผิดพลาดและลืมไม่ได้

และแน่นอนว่าเรื่องราวจะต้องคลี่คลายไปสู่ตอนจบที่น่าพอใจ

หนังถ่ายทำสวยมากด้วยภาพงามๆ และสื่อความหมายโดยไม่ต้องพูด ไม่ว่าจะเป็นการขับรถผ่านอุโมงค์สว่างไสวลอดเขาไปอุโมงค์แล้วอุโมงค์เล่า ในการเดินทางไปสู่การค้นพบขั้นสุดท้ายของทั้งสองคน ภาพเบื้องหน้าที่กำลังเดินทางไปสู่สิ่งที่ยังมาไม่ถึง ตามท้ายด้วยภาพเบื้องหลังที่ถอยห่างออกไป…

การใช้สัญลักษณ์อย่างแนบเนียนโดยไม่ต้องสะกดการันต์กันให้แจ่มแจ้งแดงแจ๋…อย่างเช่น พระเอกขับรถไปเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน และเมื่อไปโรงพยาบาล ได้รับการวินิจฉัยว่าสายตามี “จุดบอด” (blind spot) ซึ่งบังไม่ให้เขามองเห็นอย่างกระจ่างชัด…จุดบอดในสายตานี้ไม่เพียงแต่เป็นรูปธรรมทางสายตาเท่านั้น แต่ยังสื่อความหมายในระดับสัญลักษณ์อีกด้วย

ละครเรื่อง Uncle Vanya ที่พระเอกกำกับฯ นี้มีลักษณะพิเศษของเทศกาลละครนานาชาติคือ ใช้นักแสดงจากประเทศต่างๆ ซึ่งพูดกันคนละภาษา แต่มาร่วมเล่นละครเรื่องเดียวกัน โดยระหว่างการแสดงจะมี “ซับไตเติล” หรือในที่นี้คือ “ซูเปอร์ไตเติล” อยู่เหนือเวทีเป็นภาษาต่างๆ อาทิ ญี่ปุ่น จีนกลาง เกาหลี และแม้แต่ภาษามือ…ค่ะ นักแสดงคนหนึ่งสื่อสารบทด้วยภาษามือ

เล่นละครเรื่องเดียวกัน แต่ตัวละครต่างพูดกันคนละภาษา…ไม่รู้หรอกค่ะว่าคนดูละครจะชื่นชมหรือดูไม่รู้เรื่องไปเลย แต่ความคิดนี้ก็มีความหมายเชิงสัญลักษณ์สำหรับเรื่องราวของหนังอีกชั้นหนึ่งด้วย

บทละครสองเรื่องที่ซ้อนอยู่ภายใน (intertextuality) มีเนื้อหาที่ลงตัวพอดิบพอดีกับความเป็นไปในชีวิตของตัวละครในหนัง กล่าวคือ Waiting for Godot เป็นการรอคอย (อย่างท้อแท้) ให้มีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันที่ซ้ำซากจำเจ

และ Uncle Vanya ก็มาถึงจุดที่รู้สึกว่าชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมดสูญเปล่าโดยสิ้นเชิง และมองไม่เห็นว่าจะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไรกับเวลาที่ยังเหลืออยู่บนโลก

หนังจบลงโดยไม่บอกกล่าวอะไรมากไปกว่าการที่มิซากิก้าวต่อไปสู่การย้ายไปอยู่ในเกาหลี และขับรถสีแดงคันเดิมของคาฟุกุในช่วงมาตรการโควิดปัจจุบันนี้แหละ และเมื่อเปิดแมสก์ออกในรถ เราก็มองไม่เห็นแผลเป็นบนใบหน้าเธออีกแล้ว…

เป็นหนังที่มีองค์ประกอบที่ผ่านการกลั่นกรองทางศิลปะมาอย่างประณีตงดงามมากเลยค่ะ

แต่ขอเตือนว่าอาจไม่ใช่สำหรับรสนิยมของทุกคนนะคะ นอกจากใครที่จะอยากลองให้โอกาสแก่งานศิลปะดีๆ ที่แตกต่าง

และให้ความหมายลึกซึ้งแก่ชีวิตบ้าง •

DRIVE MY CAR

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...