ชู่ว์... พระชายา ท่านซ่อนสิ่งใดไว้บนคาน!
ข้อมูลเบื้องต้น
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Beijing Fantasy Workshop Culture Media Co., Ltd.
ประพันธ์โดย : 桃夭
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : Glory Forever Co.,LTD (สนพ.กวีบุ๊ค)
สมบัติล้ำค่าที่ช่วงชิงมาอย่าง ‘ไข่มุกมังกรคะนองน้ำ’
กลับทำให้ ‘คุณหนูเจ็ดฮวาเหยียน’ จอมโจรระดับพระกาฬ ต้องถูกฟ้าผ่าและถูกหลุมดำดูดกลืนจนโผล่มาในมิติใหม่!
.
เธอได้พบกับหญิงสาวที่มีใบหน้าคล้ายเธอราวกับถอดแบบกันออกมา เพียงแต่หญิงผู้นั้นสวมใส่ชุดจีนโบราณเปื้อนเลือด!
ทั้งในอ้อมแขนมีทารกน้อย ที่นางได้ฝากฝังไว้กับ ‘ฮวาเหยียน’
ก่อนที่นางจะกินยาฆ่าตัวตายสลายไปต่อหน้าต่อตา…
.
“นับจากนี้ท่านคือมารดาของเด็กคนนี้ ท่านคือมู่อันเหยียน ธิดาของท่านอ๋องหลู่หนานแห่งแคว้นต้าโจว!”
.
นอกจากตอนนี้‘ฮวาเหยียน’ จะต้องกลายมาเป็น ‘มู่อันเหยียน’
ที่ต้องตามหาบิดาของทารกน้อยที่มีเพียงเบาะแสเดียวคือ ‘จี้หยก’ แล้ว
เธอยังต้องแบกรับฉายา สตรีอันดับหนึ่งแห่งต้าโจว ผู้ได้รับฉายาว่าหญิงแพศยามั่วโลกีย์!
ทว่าองค์รัชทายาทผู้เลิศล้ำเหนือใต้หล้ากลับต้องการอภิเษกเธอเป็นพระชายา!
.
“เจ้าหลับนอนกับเปิ่นกงแล้ว นับแต่นี้ไปเจ้าคือคนของเปิ่นกง”
“เจ้าลูบคลำเจ้าโลกของเปิ่นกงแล้ว ยังคิดจะหนีอีกหรือ?”
“เจ้าจุมพิตเปิ่นกงแล้ว ไม่คิดจะรับผิดชอบหน่อยหรือ?”
.
เดี๋ยวๆๆๆ..
ใครกันแน่ที่เป็นบิดาของเด็ก? ถามเธอหรือ? เธอจะรู้ได้อย่างไร
เธอยังเป็นหญิงสาวบริสุทธิ์ผู้ไม่เคยผ่ายมือชายใดมาก่อนนะ!
.
ชู่ว์… พระชายา ท่านซ่อนสิ่งใดไว้บนคาน!
*อยู่บนคานเปรียบถึงโจรที่ชอบซ่อนสิ่งล้ำค่าไว้บนคาน ในที่นี้จึงหมายถึงพระชายาเป็นโจรนั่นเอง*
----------------------------------
แนะนำนิยายที่คุณไม่ควรพลาด กดที่รูปเพื่ออ่านได้เลยนะคะ
ฟ้าลงทัณฑ์
ท่ามกลางราตรีอันมืดมิด เม็ดฝนค่อยๆ โปรยลงมาจากท้องฟ้า ผู้คนเดินขวักไขว่สวนกันอยู่บนถนนล้วนรีบร้อนก้าวเท้าอย่างว่องไว เมื่อมองดูท้องฟ้าที่มืดดำ เกรงว่าอีกสักประเดี๋ยวฝนคงตกลงมาห่าใหญ่เป็นแน่
ใต้ท้องฟ้าที่มืดสนิทนั้นกลับมีหญิงคนหนึ่งเดินอยู่ท่ามกลางพายุฝน เธอไม่กางร่ม บรรยากาศนั้นเงียบขรึม ท่าทางของเธอดูไม่แยแสและแทบจะไม่มีอาการร้อนรนใดๆ เลยสักนิด หากมองอย่างถี่ถ้วนก็จะเห็นว่าที่ข้อมือของเธอมีไข่มุกสีทองเปล่งประกายล้อแสง มันทอแสงสว่างราวกับม่านที่กั้นกลางระหว่างสายฝน
ในขณะนั้น ชายชุดดำคนหนึ่งเดินผ่านร่างของหญิงสาวไปและไหล่ของทั้งสองคนก็กระทบกัน คล้ายกับว่าเขาไม่ได้ระวังจึงเดินชนกับหล่อนเข้า
เพียงชั่วเวลาเดียวกับที่หญิงสาวกะพริบตา สายฟ้าก็ฟาดผ่าลงมาพลัน เธอคว้าแขนผู้ชายชุดดำคนนั้นไว้
ครืน ครืน
ท้องฟ้าคำรามลั่นครืนใหญ่
“ทำอะไรน่ะ? ”
ชายคนนั้นตะโกนถาม สายตาคู่นั้นจ้องมองที่เธอและท่าทางนั้นก็ดูเอาเรื่อง
“ขโมยของฉันไปแล้ว ก็จะจากไปดื้อๆ แบบนี้หรือ? ”
หญิงสาวเปิดปากกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ห้วนและหยาบ ดวงตาที่ปรือนั้นคล้ายกับดวงตาของสุนัขจิ้งจอก เพียงพริบตาเดียวก็สามารถพลิกร่างเหยียบเขาให้อยู่ใต้ฝ่าเท้าได้ หล่อนปรายตามองเขา
“พูดอะไร ฟังไม่เข้าใจเลยสักนิด ผู้หญิงบ้านี่ ปล่อยนะโว้ย! ”
ชายชุดดำดิ้นรนขัดขืนไม่หยุดพลางจ้องเขม็งไปที่หญิงสาว น้ำเสียงของเขาโกรธแค้นพร้อมกับด่าทอดังลั่น
ยิ่งฟังถ้อยคำผรุสวาทของชายหนุ่ม ใบหน้าของหญิงสาวก็ยิ่งเคร่งขรึม เธอกดน้ำหนักลงที่เท้าให้แรงขึ้น ได้ยินเพียงเสียงปริหักคล้ายกับเสียงกระดูกแตก กำปั้นของชายหนุ่มก็พลันคลายออก ไข่มุกสีทองจึงร่วงหล่นออกมาจากมือ
ชายหนุ่มร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด เหงื่อเย็นไหลผุดทั่วกาย เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความทรมาน
“คุณผู้หญิง ได้โปรดไว้ชีวิต…”
ชายหนุ่มใช้เรี่ยวแรงในการร้องขอให้เธอยกโทษให้
หญิงสาวก้มตัวลงเก็บไข่มุกทองขึ้นมา สายตาเย็นชาหยุดมองที่ร่างของเขา จากนั้นก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบว่า “มีความสามารถเพียงน้อยนิด ยังเลือกเรียนเป็นขโมยอีกหรือ? มิหนำซ้ำยังขโมยของติดตัวของฉันคนนี้ แกนี่ช่างมีความสามารถเสียจริงนะ”
เมื่อชายหนุ่มถูกดูถูกก็โกรธจนใบหน้าเป็นสีแดงเข้ม หลังจากที่ฟังคำพูดของหญิงสาวจบ เขาก็หอบสั่นด้วยความรุนแรง พลางพูดอ้ำๆ อึ้งๆ ว่า “เธอ เธอเป็นใคร? ”
หญิงสาวเลิกคิ้ว นัยน์ตาเป็นประกาย พลันแสงชั่วร้ายฉายในแววตาครู่หนึ่ง เธอเขยิบมาอยู่ด้านหน้าของชายหนุ่ม พลางกระซิบเสียงเบา “คุณหนูเจ็ดตระกูลฮวา ชื่อพยางค์เดียวตัว ‘เหยียน’ เคยได้ยินหรือไม่? ”
หล่อนตอบ
ชายหนุ่มชะงักไปชั่วขณะ ทันใดนั้นหัวสวมองพลันขาวโพลน ลมหายใจเย็นพรมรดหลังต้นคอเขา สองตาเบิกโพลง “เธอ เธอคือจอมโจรฮวาเหยียน? ”
ตระกูลฮวาเป็นตระกูลสุดยอดหัวขโมยที่เลื่องชื่อโจษจันระดับโลก ทว่าในบรรดาพวกเขา ฮวาเหยียนคุณหนูลำดับที่เจ็ดเป็นเด็กสาวมากพรสวรรค์และมีชื่อเสียงขจรไกล ทั้งองค์กรสว่างและองค์กรมืด ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อนี้ เธอเป็นตำนานแห่งหัวขโมยระดับโลก
คนอื่นล้วนพูดถึงเธอว่า เหตุสมบัติยังเหลืออยู่บนโลกนี้ นั่นเป็นเพราะว่าเธอไม่อยากขโมยมัน ไม่มีสมบัติใดที่เธอไม่สามารถขโมยได้
เขาสูดหายใจเอาลมหายใจเย็นๆ เข้าปอดเฮือกนึง แววตานั้นยังมีความประหลาดใจแฝงอยู่ เมื่อเหลือบมองไข่มุกทองบนมือของเธอ จู่ๆ ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เนื้อตัวสั่นเทิ้มพูดออกไปว่า “นี่คือสมบัติล้ำค่าของเมือง Z ไข่มุกทองมังกรคะนองน้ำ?! ”
น้ำเสียงมั่นใจกล่าวตอบ
“ก็ใช่น่ะสิ”
ฮวาเหยียนพยักหน้า พลางหรี่ตามองและคิดว่าคนคนนี้รู้อะไรๆ เยอะเลยทีเดียว
เป็นเวลานั้นเอง ชายหนุ่มพลันรู้สึกเย็นวาบที่หลังคอและดวงตาก็พร่าเบลอ
ไข่มุกทองมังกรคะนองเป็นสมบัติล้ำค่าของประเทศ Z ที่ถูกขโมยไป กษัตริย์เสนอรางวัลค่าหัวหนึ่งพันล้านดอลลาร์เพื่อตามจับผู้กระทำผิด ตามข่าวลือแล้ว ไข่มุกทองคำนี้เป็นไข่มุกของมังกรคะนองน้ำอายุพันปี ของสิ่งนี้รวมอำนาจฟ้าดินอยู่ภายในและซ่อนพลังลึกลับเอาไว้ หากใช้งานได้ก็จะสามารถเรียกลม เรียกฝน หรือแม้กระทั่งเหินฟ้าหรือดำดิน
แม้ฟังแล้วจะรู้สึกเหลือเชื่อ แต่เงินรางวัลพันล้านก็ทำให้ผู้คนบ้าคลั่งแล้ว
คิดไม่ถึงว่าจะมาโผล่มาอยู่ที่นี่ได้
เขาเพียงแค่บังเอิญเดินผ่านมา เหลือบเห็นไข่มุกที่ดูแปลกตา ตามนิสัยส่วนตัวก็เลยเดินตามเธอไป คาดไม่ถึงว่าจะถูกจับได้ และยิ่งคาดไม่ถึงไปอีกว่าหญิงสาวหน้าสวยเบื้องหน้าจะเป็นถึงหัวขโมยผู้เลื่องชื่อที่มีนามว่าฮวาเหยียน
ที่คิดไม่ถึงที่สุดก็คือ ไข่มุกที่อยากได้เม็ดนั้นจะกลายเป็นไข่มุกมังกรคะนองน้ำที่ทุกคนพลิกแผ่นดินตามหาอยู่
ชายชุดดำหวาดกลัวอยู่ตรงนั้น ร่างกายของเขาสั่นเทา แม้คำพูดสักคำก็ยังพูดไม่ออก ชั่วขณะนั้นเขาพลันรู้สึกหมดหวังและแทบจะคาดเดาจุดจบของตัวเองได้
“ไว้… ไว้ชีวิตผมเถอะ ผมผิดไปแล้ว ผมช่างขลาดเขลานักที่ไม่รู้ว่าท่านเป็นใคร [1] คุณผู้หญิงไว้ชีวิตด้วย ผมสาบาน จะไม่มีวันพูดเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด ได้โปรดปล่อยผมไป…”
ชายหนุ่มคุกเข่าแล้วใช้หน้าผากโขกพื้นไม่หยุด ชั่วขณะนั้นความกลัวอยู่เหนือสติสัมปชัญญะทั้งปวง เขาได้ค้นพบความลับที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ดังนั้นหัวขโมยฮวาเหยียนย่อมไม่มีทางปล่อยเขาไปแน่
จอมโจรระดับพระกาฬ มีผู้ใดไม่รู้จักบ้าง คุณหนูเจ็ดฮวาเหยียน เริ่มหัดขโมยตอนอายุห้าขวบและมีชื่อเสียงตอนอายุสิบขวบ เด็กสาวผู้เพียบพร้อมไปด้วยพรสวรรค์ รู้ผิดรู้ชอบ หากใครไม่ทำร้ายเธอก่อน เธอก็ไม่ทำร้ายใครก่อนเช่นกัน แต่เธอมีนิสัยเลือดเย็น เมื่อมีแค้นก็ย่อมต้องชำระ
ทำไมเขาถึงซวยขนาดนี้ที่มายั่วโมโหฮวาเหยียนผู้นี้ได้
ฮวาเหยียนเห็นชายชุดดำหวาดกลัวขนาดนี้ หล่อนก็ยิ้มเยาะพร้อมกับกรอกตาในใจ ตำหนิคนขี้ขลาด
เห็นแก่ที่เราเป็นเพื่อนร่วมทางกัน ไม่จำเป็นต้องรีบสังหาร เพียงแต่คนคนนี้ไม่คุยกันด้วยเหตุผล ซ้ำยังยั่วยุเธอ ไม่อาจที่จะปล่อยไปได้ เพียงพริบตาเดียว เสียงเรียบเย็นก็เอ่ยขึ้น “เรื่องปล่อยไปนั้น คงเป็นไปไม่ได้แน่ แกรู้จักตัวตนของฉันแล้ว หากแพร่งพรายออกไปจะทำเช่นไร? เหตุใดแกถึงไม่ปลิดชีพตัวเองดูเล่า? ”
“ไม่ ไม่เอา…”
หลังจากที่ชายหนุ่มฟังคำพูดของเธอจบ ร่างกายพลันอ่อนยวบลง น้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตาไร้แววเพราะรู้ว่านี่คงเป็นโชคชะตาที่ไม่อาจเลี่ยงได้ [2]
“หรือจะรอให้ฉันลงมือ? ”
ฮวาเหยียนหรี่ตา ลมหายใจเยือกเย็นไหลผ่านออกมา
ชายหนุ่มส่ายหัวสู้เพื่อขอชีวิต น้ำหูน้ำตาไหลพราก มองแล้วช่างน่าเวทนายิ่งนัก
“เฮอะ”
เสียงเรียบของหล่อนดังขึ้น ในใจนึกสบถด่าคนขี้ขลาดตาขาว ชั่วนาทีต่อมาเธอก็ยกมือโบกเล็งไปทางหัวของชายผู้นั้น
“อ๊าก…”
เสียงกรีดร้องดังขึ้น ชายหนุ่มตาเหลือกเบิกโพลงทั้งสองข้าง หัวของเขากระแทกลงกับพื้นและสลบเหมือดไปทันที
“หึ เจ้าคนขี้ขลาด”
ฮวาเหยียนปรายตามองชายที่สลบอยู่บนพื้นแล้วด่าไปหนหนึ่งทันที เธอยักไหล่ ผละเดินจากไป ที่จริงเธอไม่ติดที่จะฆ่าเขาอยู่แล้วเพราะโทษนั้นไม่ร้ายแรงถึงตาย เพียงแค่อยากให้เขาตกใจก็เท่านั้น แต่ไม่คิดว่าเขาจะไม่เอาไหนขนาดนี้
หยาดฝนโรยริน สายหมอกลอยพริ้ว ความมืดมิดยามราตรีค่อยๆ โปรยลงมา ฮวาเหยียนเดินอยู่บนทางที่เฉอะแฉะผ่านร่างชายหนุ่มไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เธอเหลือบตามองไข่มุกมังกรคะนองน้ำในมือ
อืม… พันล้านดอลลาร์ ช่างคุ้มค่าเสียจริง
เพียงแต่ไม่รู้ว่าพลังงานลึกลับในตำนานจะมีจริงหรือไม่?
ฝนยิ่งตกยิ่งหนักขึ้น
สายฟ้าผ่าวาบสว่างทั่วทั้งท้องนภาราวกับเป็นเวลากลางวันทำเอาผู้คนตกใจ สายฟ้านี้ราวกับหั่นแหวกท้องฟ้าออกเป็นสองส่วน ฮวาเหยียนขมวดคิ้ว เมื่อมีฟ้าผ่าย่อมต้องมีฟ้าร้อง
ทันใดนั้น เพียงชั่ววินาทีเสียงฟ้าร้องก็ดังอึกทึกขึ้นพร้อมแสงสีทองจ้าแสบตา ท้องฟ้าคล้ายกับถูกกรีดเปิดเป็นช่องว่าง ทันใดนั้นสายฟ้าสีทองก็ผ่าลงมา คาดไม่ถึงว่าจะผ่าลงมาที่ฮวาเหยียนพอดี
“ฉันไปทำอะไรให้หรือ? มารดามันเถอะ”
ฮวาเหยียนตกใจ เธอพลิกกายกลางอากาศหลบสายฟ้านั้น ดวงตาเต็มไปด้วยความระมัดระวังก่อนจะยกเท้าและวิ่งหนีทันที ชั่วอึดใจเดียว เธอก็ละทิ้งความเชื่องช้าเอาไว้ด้านหลังทันที
ทว่าสายฟ้าสีทองราวกับต้องการตามล่าตัวเธอ เพราะมันติดตามเธอมาติดๆ
ไม่ว่าฮวาเหยียนจะวิ่งไปที่ใด สายฟ้าที่ตามหลังเธอก็เป็นเหมือนกับตาดวงกลมโตที่ไม่หยุดระเบิดตามหลังเสียที
“ให้ตายเถอะ นี่มันเรื่องอะไรกัน? ฉันไม่ได้แค่ขโมยไข่มุกแตกๆ มาลูกหนึ่งหรือ? ผิดถึงขนาดต้องถูกฟ้าผ่าเลยหรือ? ”
ฮวาเหยียนก่นด่า แววตานั้นช่างเยือกเย็นยิ่งนัก
เธอยกมือขึ้นมา อยากโยนไข่มุกทองคำมังกรคะนองน้ำในมือทิ้ง ทว่าในเวลานั้นเอง-
ครืนๆ
ครืนๆๆ
สายฟ้าสีทองสว่างวาบ เสียงดังสะเทือนเลือนลั่น ระเบิดกลางศีรษะฮวาเหยียนทันที
เธอเงยหน้าขึ้นตามจิตใต้สำนึก พลันพบภาพวิมานบนสวรรค์ที่ถูกแสงสีทองฉีกกระชากเป็นช่องโหว่ราวกับมีน้ำวนขนาดใหญ่หมุนวนไปมา จากนั้นร่างเธอก็ถูกยกจนลอยขึ้นไปบนอากาศ ดวงตาพลันมืดสนิททันที…
หิมะไม่มีสิ้นสุด เสียงลมหนาวคำราม หิมะโปรยปรายบนท้องฟ้า มันถูกลมหนาวพัดปลิวพริ้วลอยละล่อง
หุบเขาที่เงียบสงบ ถูกปกคลุมด้วยหิมะสีขาวโพลน บางครั้งกลางหุบเขาก็มีเสียงสะท้อนดังคล้ายหุบเขา Devil May Cry [3]
เวลานี้เป็นเวลาใกล้พลบค่ำแล้ว แสงแห่งความมืดคืบคลานคล้อยดับลง ฉาบทุกอย่างให้กลายเป็นสีแดง
“ลูกรัก มิต้องกลัว มารดาจะปกป้องเจ้าเอง! ”
หิมะยังท่วมไม่ถึงข้อเท้านาง กลางพื้นหิมะ สตรีสวมชุดคลุมสีชมพูวิ่งไปมาด้วยความสับสน ลมหายใจหอบหนักถูกซ่อนไว้ท่ามกลางสายลมหวีดหวิว ทุกที่ที่นางวิ่งผ่านไป ตลอดเส้นทางคดเคี้ยวปรากฏเลือดสีแดงสดอยู่ด้านหลัง เมื่อมองดูอย่างละเอียดจึงพบว่าที่หน้าอกของนางมีลูกศรหักๆ เสียบคาไว้อยู่ นั่นเป็นตำแหน่งที่ใกล้หัวใจยิ่งนัก ซึ่งเป็นบาดแผลที่ทำให้ถึงแก่ชีวิต ทว่าในอ้อมกอดของนางกลับอุ้มทารกน้อยไม่คลาย
ใบหน้าซีดขาวแทบไม่มีสีเลือดแต่เท้านั้นก็ก้าวต่อไปไม่หยุด นางใช้แรงทั้งหมดรุดวิ่งไปข้างหน้า ทว่าจู่ๆ ก็เหยียบถูกอะไรบางอย่างจนสะดุดล้มลงกับพื้น ทำให้ร่างกายกระแทกและเลือดไหลกบปากทันที นางพยายามจะลุกขึ้นแต่กลับไร้ซึ่งเรี่ยวแรง
หญิงสาวรู้ดีว่า วันนี้นางอาจจะต้องตายอยู่ใต้หิมะ ช่างน่าเสียดาย บุตรชายของนาง
ใต้เท้าของนางมีการสั่นสะเทือนขึ้นเล็กน้อย มันเกิดจากแรงวิ่งของม้า สีหน้าของหญิงสาวยิ่งซีดเซียว คนที่ตามหลังมาใกล้จะตามมาถึงแล้ว
ตัวเองตายไม่เสียดาย แต่จะยอมให้ลูกของนางตกอยู่ในมือของคนเช่นนั้นได้อย่างไร?
ชายผู้นั้นฐานะสูงส่งแต่เย็นชาและโหดร้ายยิ่ง ไม่มีทางที่เด็กจะอยู่ด้วยได้
หยาดน้ำตาค่อยๆ หยดลงพื้นทีละหยด หญิงสาวกอดเด็กในอ้อมกอดไว้แน่น ตัวสั่นเทิ้มนางควักของที่อยู่ในอกออกมา แม้ว่าจะถูกย้อมไปด้วยเลือดแต่มันก็ยังคงเปล่งแสงสีแดงเข้ม หากมองให้ถี่ถ้วนก็จะพบว่านั่นคือจี้หยกเรืองแสง
“พี่จิน ข้าจะตายแล้ว แต่ว่าท่านอยู่ที่ไหนกัน? ฮึก ฮึก…”
เสียงร้องครวญครางของหญิงสาวถูกพัดลอยหายไปกับสายลม เสียงร้องไห้แสนโศกเศร้าที่ถูกสะกดไว้ฟังแล้วช่างแสนขื่นขมยิ่งนัก…
ในเวลานั้นเอง ฟ้าสลัวกลับมีแสงสีขาวสว่างวาบเป็นทาง แสบตาจนหญิงสาวไม่อาจลืมตาได้ นางยกมือขวาขึ้นบังแสงตามจิตใต้สำนึกและหรี่ตามองเห็นท้องฟ้าที่ราวกับว่าถูกคนใช้มีดสีเงินผ่าตรงกลาง ทันใดนั้นก็ปรากฏร่างของคนๆ หนึ่งร่วงหล่นลงมา
ดวงตาของหญิงสาวเบิกโพลง หายใจติดขัดในลำคอ
ตู้ม!
เกิดเสียงวัตถุขนาดใหญ่ตกลงพื้น แสงสีขาวบนท้องฟ้าพลันหายไป รอยแตกประกบกันจนสนิท ราวกับทุกอย่างเป็นเพียงภาพลวงตาที่นางสร้างขึ้นมาเอง หลังจากที่หญิงสาวตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นคนที่ตกลงมาตรงหน้า ราวกับเพิ่งนึกขึ้นมาได้ นางตัวสั่นร้องเรียก “ท่านเทพธิดา…! ”
“ร้องเป็นแมวไปได้ เกิดอะไรขึ้น? ”
หัวของฮวาเหยียนยังรู้สึกวิงเวียนอยู่เล็กน้อย เพียงแค่รู้สึกว่าฟ้าผ่าลงมา แล้วเธอก็ถูกดูดเข้าไปในหลุมดำ
ก้นที่กระแทกนั้นรู้สึกเจ็บยิ่งนัก เธอถูบั้นท้ายเบาๆ ฝ่ามือสัมผัสหิมะเย็นยะเยือก ก่อนจะสะบัดหัวไล่อาการวิงเวียนนั้น เธอมองไปรอบๆ เห็นภาพตรงหน้าล้วนเป็นสีขาวโพลน ที่นี่คือที่ใดกัน?
“ท่านเทพธิดา…! ”
เสียงร้องเบาๆ ดังกระทบหู
มีคนอยู่ด้วย
ฮวาเหยียนหันมองไปรอบๆ สองตาก็สบกับสตรีนางนั้นทันที
ทั้งสองต่างตกใจ ต่อจากนั้นก็เบิกตาโพลงทั้งคู่
ผู้หญิงตรงหน้าเธอสวมเสื้อคลุมสีชมพูตัวใหญ่ รอบคอมีขนสุนัขจิ้งจอกพันรอบขาวราวกับหิมะ เมื่อมองที่เท้าของผู้หญิงคนนนั้นก็พบรองเท้าสีเดียวกันคู่หนึ่ง ซึ่งการแต่งกายนี้เป็นชุดโบราณอย่างชัดเจน
เมื่อมองดูใบหน้าแล้ว ผู้หญิงตรงหน้าช่างงดงามหาผู้ใดเปรียบ คิ้วโค้งโก่งได้รูป ดวงตารูปหยดน้ำ อารมณ์ลุ่มลึก บรรยากาศในตอนนี้ช่างสงบนิ่งและสง่างาม
แต่สิ่งที่เธอกำลังบรรยายถึง มันเหมือนกับบรรยายตัวเธอเอง เหมือนราวกับพิมพ์เดียวกัน…
คล้ายกับกำลังส่องกระจกอยู่เพียงแต่เธอมัดหางม้า ใส่เสื้อคลุมตัวใหญ่ ผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าเธอคนนี้เป็นใครกัน?
ฮวาเหยียนไม่มีทางรู้ว่าเธอคือพี่สาวหรือน้องสาวของตัวเองที่พลัดพรากจากไปหลายสิบปี
“เธอ….”
เชิงอรรถ
[1] 有眼不识泰山 มีตาแต่กลับไม่รู้จักเขาไท่ซาน เป็นการอุปมาถึงการที่ไม่รู้จักคนสำคัญหรือคนที่มากความสามารถ
[2] 在劫难逃 ดวงถึงคราวเคราะห์
[3] 鬼泣 Devil May Cry เป็นเกมแอ็กชันผจญภัยปี 2001 ที่พัฒนาโดย Capcom Production Studio 4
----------------------------------
เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร
กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _
.
.
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ
แนะนำนิยายที่คุณไม่ควรพลาด กดที่รูปเพื่ออ่านได้เลยนะคะ
ได้โปรดช่วยลูกของข้า
ส่วนสตรีนางนั้นเองก็ตกตะลึงกับใบหน้าของฮวาเหยียนเช่นกัน ผู้หญิงที่เพิ่งตกลงมาจากฟ้านั้นแต่งตัวแปลกประหลาด แต่กลับมีใบหน้าเหมือนกับนาง เพียงแต่ว่าหน้าผากนั้นมากไปด้วยความยียวนและมีเสน่ห์ แต่ก็แฝงไปด้วยความอวดดี
“เธอคือใคร? ที่นี่คือที่ไหน? ใครส่งเธอมา? หือ? ”
หญิงสาวยังไม่ทันได้เอ่ยปากพูด ฮวาเหยียนก็หรี่ตาคล้ายจิ้งจอกรอตระคุบเหยื่อ แล้วแอบยิ้มที่มุมปาก แววตาของเธอกลับเป็นเย็นชา พริบตาเดียวราวกับลมพัดผ่านก็โผล่มาอยู่ข้างหน้าหญิงสาว เธอใช้มือข้างนึงบีบคอหญิงสาวไว้แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
ในฐานะหัวขโมยหมายเลขหนึ่งแห่งศตวรรษที่ยี่สิบสี่ ไม่มีอะไรที่เธอขโมยไม่ได้ เป็นธรรมดาที่เธอได้พบเจอการลอบสังหารมานับไม่ถ้วน น่าเสียดาย เธอไม่เพียงมีสมองอันเฉียบแหลม รวมถึงเทคนิคการขโมยอันเยี่ยมยุทธ์แต่ยังมีทักษะอันยอดเยี่ยม ดังนั้นตั้งแต่เข้าวงการมาจนถึงวันนี้ก็ร่วมสิบสี่ปีแล้ว นอกจากการเสียเปรียบในตอนแรกที่เพิ่งเข้าวงการ หลายปีมานี้พูดได้เลยว่ารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งและไม่เคยพ่ายแพ้ต่อให้แก่ผู้ใด [1]
เพียงแต่ ใครสามารถบอกเธอได้หรือไม่ว่านี่มันเรื่องอะไรกัน?
ทำไมฟ้าผ่าสีทองเพียงครั้งหนึ่งถึงพาเธอมาโผล่ที่นี่ได้? ที่ที่ปกคลุมไปด้วยหิมะน้ำแข็ง ทำให้หนาวจนขนลุกขนพอง
“แค่ก… แค่ก แค่ก! ”
หญิงสาวไม่คาดคิดและคิดไม่ถึงด้วยว่าฮวาเหยียนจะลงมือ เนื่องจากตัวนางเองก็บาดเจ็บอยู่แล้ว ที่ยังอยู่ได้ก็อาศัยเพียงการยืนหยัดในความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ เมื่อถูกฮวาเหยียนโจมตีครั้งนี้ ก็ทำให้ลูกที่อุ้มอยู่ในมือร่วงลงกับพื้น
“ลูก ลูก…! ”
“แงงง… แงๆๆ…! ”
หญิงสาวตกใจมากและเด็กที่อยู่ในผ้าอ้อมก็ตกใจเช่นเดียวกัน เด็กน้อยส่งเสียงร้องไห้แผดจ้าดังระงมไปทั่วหุบเขา
แค่ชั่วขณะที่ทารกน้อยกำลังจะตกพื้น จิตใต้สำนึกของฮวาเหยียนก็สั่งให้เธอยื่นมือออกไปรับเพื่อไม่ให้เด็กน้อยตกถึงพื้นและปล่อยมือจากหญิงสาวที่เธอบีบคอเอาไว้ เพราะหลังจากเข้าใกล้ตัวเธอ ฮวาเหยียนถึงเห็นว่าผู้หญิงคนนี้บาดเจ็บสาหัส เมื่อสำรวจด้วยตาแล้ว เธอคงไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อได้
“แค่ก! ”
ขณะที่ผู้หญิงคนนั้นตกใจมาก จนไม่สามารถทนความเจ็บปวดที่ไหลเวียนในร่างกายได้ เลือดไหลทะลักเต็มปาก ราวกับลูกพลัมสีแดงสดที่ผลิบานท่ามกลางหิมะขาวโพลน
“ไม่ต้องห่วงเรื่องของข้า…”
ฮวาเหยียนกะพริบตา ในใจเกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจอย่างไม่สามารถอาจอธิบายได้
เบื้องหน้ามีผู้หญิงที่รูปร่างหน้าตาเหมือนกับตนเอง และในอ้อมกอดนั้นก็อุ้มทารกน้อยไว้คนหนึ่ง เจ้าทารกก้อนกลมนุ่มนิ่ม ตัวเล็กราวกับหนูน้อยกระเบื้องเคลือบ ตอนนี้ใบหน้าของหนูน้อยแดงก่ำ อ้าปากน้อยๆ ร้องไห้ตะโกนเสียงดัง
ในใจของเธอรู้สึกแปลกประหลาดนิดหน่อย
“เธอใกล้ตายแล้ว”
ฮวาเหยียนเอ่ย ดูเหมือนคนตรงหน้าจะไม่ได้มาเพื่อจับเธอ ดังนั้นเธอจึงคลายการป้องกันของตนเองลง
ทันใดนั้นข้อเท้าของเธอก็ถูกคว้าไว้ด้วยมือของผู้หญิงคนนั้น
ใบหน้าหญิงสาวขาวซีดไร้สีเลือด แววตาเลื่อนลอย พยายามอย่างยิ่งที่จะจะลุกขึ้นมา แต่การกระทำทั้งหมดนั้นล้วนเปล่าประโยชน์ ท่าทางหมอบคลานนั้น แสดงให้เห็นว่าอยากคุกเข่าให้ฮวาเหยียน เมื่อมองดูท่าทางที่เป็นเช่นนี้แล้ว ความเห็นอกเห็นใจของฮวาเหยียนที่ถูกกลืนหายไปหลายปีก็ถูกปลุกขึ้นมา เธอย่อตัวลงและประคองหญิงสาวเอาไว้ “เธอมีอะไรอยากจะสั่งเสียไหม? ”
แค่ก แค่ก แค่ก
พอเธอพูดจบ หญิงสาวคนนั้นก็กระอักไอออกมา
เมื่อได้ยินคำสุดท้ายที่ฮวาเหยียนกล่าวกับตน แววตาก็เปล่งประกายราวกับนางกำลังคว้าฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้ได้ “ได้โปรด ช่วยลูกของข้าด้วย ได้โปรดเถอะ… แค่กแค่ก”
ทุกคราที่พยายามพูดออกมาสักประโยค เลือดที่มุมปากก็จะทะลักไหลตาม เป็นเรื่องที่น่าเศร้าหาใดเปรียบ
ฮวาเหยียนเหลือบมองทารกในอ้อมกอดด้วยสีหน้าที่ยุ่งเหยิง “ฉันจะช่วยได้อย่างไร? เธอช่วยบอกฉันมาทีว่าเธอเป็นใคร? ที่นี่คือที่ไหน? พ่อของเด็กอยู่ที่ไหน? แล้วใครกันที่จะฆ่าเธอ? ”
แววตาของหญิงสาวเหม่อลอย ตัวสั่น นางนำเอาจี้หยกเปื้อนเลือดวางลงบนมือของฮวาเหยียน “ขอร้องละ พวกเราใบหน้าละม้ายคล้ายกัน จักต้องเป็นพรหมลิขิตแน่ ข้าขอให้ท่านช่วยข้าที ช่วยพาบุตรชายของข้าส่งให้ถึงมือบิดาของเขาที”
จี้หยกกลายเป็นสีแดง เมื่อวางลงบนฝ่ามือที่เย็นเฉียบ หลังจากที่มองอย่างละเอียดแล้วจะเห็นว่าด้านในมีรูปนกเฟิงหวงประทับอยู่ นี่เป็นสินค้าชั้นดี
หืม นี่มันใช่เวลาที่จะมาคิดเรื่องแบบนี้หรือ?
“ท่านเทพธิดา คนที่ไล่ล่าข้าจวนจะมาถึงแล้ว ท่านรีบหนีไปเสีย”
หญิงสาวร้องขออย่างร้อนรน ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความทุกข์ระทม นางคือคนที่เห็นกับตาว่าฮวาเหยียนร่วงหล่นลงมาจากฟ้า ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุผลใดก็ตาม นี่คงเป็นเพียงความหวังเดียวที่จะช่วยบุตรชายของตนได้
ในเวลานั้น พื้นพสุธาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงกีบม้าดังเข้ามาในระยะประชิดได้ยินเสียงคนลอยมาบางเบา “ที่นี่มีรอยเลือด ตามรอยเลือดไปข้างหน้า”
ฮวาเหยียนหลับตาปี๋ สั่นเกร็งไปหมดทั้งตัว
ใบหน้าของหญิงสาวซีดเผือด นางจับฮวาเหยียนและพยายามใช้แรงยืนขึ้น “ท่านเทพธิดา แค่กๆ ท่านสวมเสื้อคลุมของข้า แล้วรีบไปจากที่นี่เสีย”
น้ำเสียงของนางรีบร้อน แววตาที่สิ้นหวังนั่นทำให้ฮวาเหยียนรู้ได้ทันทีว่า ผู้ที่ตามมานั้นมีฝีมือที่ร้ายกาจยิ่ง
ในวันที่หนาวเย็นและมีหิมะปกคลุมไปทั่ว หญิงสาวที่ใส่แค่ชุดกันลม เพียงครู่เดียวมือเท้าก็เย็นเฉียบจนเท้าไม่สามารถจะยืนต่อได้ ทั้งเด็กน้อยในอ้อมอก หลังจากร้องไห้อย่างหนักลมหายใจก็เริ่มอ่อนลง ริมฝีปากเป็นสีม่วง หนาวจนตัวแข็งแล้ว
เห็นได้ชัดว่าสตรีที่อยู่ตรงหน้าเธอกำลังจะตาย
ฮวาเหยียนตัดใจ สวมเสื้อคลุมของหญิงสาว ห่มตัวเธอและเด็กน้อยไว้ในนั้น
ตอนนี้ถึงได้เห็นว่า หน้าอกของผู้หญิงคนนั้นมีลูกศรปักอยู่ แทงทะลุจากด้านหน้าไปถึงหลัง หยาดโลหิตสีแดงย้อมด้านหน้าทั้งหมด
ลูกศรโบราณ ทั้งไม่ใช่บาดแผลกระสุนของยุคสมัยใหม่ รวมไปถึงเครื่องแต่งกายของสตรีตรงหน้า หรือว่าเธอถูกฟ้าผ่าจนย้อนกลับมายุคโบราณแล้ว?
“เดี๋ยว เธอรีบบอกมาก่อน ว่าที่นี่คือที่ไหน พ่อของเด็กคนนี้คือใคร? ฉันต้องส่งเขาไปคืนที่ไหน? ”
ฮวาเหยียนรีบเอ่ยถาม
แต่อาจเป็นเพราะผู้หญิงคนนั้นบาดเจ็บสาหัส ไม่อาจได้ยินเสียงของฮวาเหยียน เห็นเพียงสายตาอาลัยอาวรณ์ที่ทอดมองเด็กน้อยที่อยู่ในอ้อมกอดของตน
“ท่านเทพธิดา ความเมตตาอันยิ่งใหญ่ของท่าน ข้าคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลมู่ นาม อันเหยียนจะขอชดใช้คืนให้ในชาติหน้า เจ้าของจี้หยกชิ้นนี้ก็คือบิดาของเด็กน้อยคนนี้ นับจากนี้ท่านคือมารดาของเด็กคนนี้ ท่านคือมู่อันเหยียน ธิดาของท่านอ๋องหลู่หนานแห่งอาณาจักรต้าโจว”
สิ้นคำ นางก็กระอักเลือกออกมาท่วมปาก รูม่านตาไม่ตอบสนองแต่กลับใช้กำลังเฮือกสุดท้ายลุกขึ้นมาแล้วเดินโซซัดโซเซล้มลุกคลุกคลานไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เสียงแห่งความโศกเศร้าดังก้องท่ามกลางหิมะ
“ข้ามู่อันเหยียน ชีวิตนี้รู้สึกละอายใจต่อบุตร ต่อบิดามารดา ท่านพ่อ ลูกขออภัย ลูกสาวคนนี้คงไม่สามารถทดแทนพระคุณของท่านได้ ความเมตตาที่ท่านฟูมฟักเลี้ยงดูมา คงต้องชดใช้คืนให้ในชาติหน้า”
น้ำตาไหลรินอาบทั่วใบหน้า กระอักเลือดเจียนตาย
ฮวาเหยียนทรุดลงกับพื้น รู้สึกเหมือนถูกคนต่อยเข้าที่หน้าอกอย่างจัง
อีกไม่นานหลังจากนั้นก็เกิดเรื่องที่ทำให้เธอตกใจยิ่งกว่าเดิม เมื่อผู้หญิงที่ชื่อมู่อันเหยียนมองลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ สายตาของเธอเต็มไปด้วยความอ้อนวอน ความเชื่อใจและความเชื่อมั่น ครู่ต่อมาหล่อนควักเอายาลูกกลอนเม็ดหนึ่งออกมาจากหน้าอก กรอกมันเข้าไปในปาก หลังจากนั้นในสายตาที่เบิกโพลงของฮวาเหยียน ร่างของหญิงสาวพลันสลายหายไปและเหลือเอาไว้เพียงกองเลือด
เป็นเพียงชั่วพริบตาเดียว รวดเร็วเสียจนฮวาเหยียนไม่สามารถหยุดยั้งเอาไว้ได้
เม็ดยา
ผู้หญิงคนนี้กลืนยานี้ลงไปต่อหน้าเธอ เหลือทิ้งไว้เพียงกองเลือด ช่างเป็นคนเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ ใช้วิธีโหดร้ายที่สุดในการขจัดร่องรอยการดำรงอยู่ของตนเอง
เป็นแบบนี้ได้อย่างไรกัน?
ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยเห็นคนตาย ถึงขั้นฆ่าคนก็เคยทำมาแล้ว แต่กลับไม่เคยเห็นการฆ่าตัวตายที่น่าเวทนาเช่นนี้มาก่อน ช่างเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก
ฮวาเหยียนเนื้อตัวแข็งทื่อไปหมด แม้แต่เด็กน้อยในอ้อมกอดก็กลับหนักอึ้งขึ้นมา
ซ้ำยังมีคำสั่งเสียสุดท้ายของสตรีนางนั้นที่แล่นเข้ามาในหู
อาณาจักรต้าโจว ตระกูลมู่ มู่อันเหยียน ชื่อของหล่อนต่างจากเธอแค่ตัวอักษรเดียว ดังนั้นที่นี่จริงๆ แล้วคือยุคโบราณใช่หรือไม่? เธอพยายามค้นหาข้อมูลต่างๆ ในสมอง ยุคใดที่มีอาณาจักรต้าโจวกัน?
หมายเหตุ : ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป ฮวาเหยียนยอมรับบทบาทของมู่อันเหยียน ทางทีมงานจะขอเปลี่ยนสรรพนามที่ฮวาเหยียนใช้แทนตัวเองจาก 'เธอ' เป็น 'นาง' เพื่อให้เข้ากับบริบทของนิยายค่ะ
เชิงอรรถ
[1] 百战百胜 รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง หมายถึง ชนะทุกครั้งแบบไร้พ่าย
----------------------------------
เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร
กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _
.
.
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ
แนะนำนิยายที่คุณไม่ควรพลาด กดที่รูปเพื่ออ่านได้เลยนะคะ
บุรุษหน้ากากทองผู้เหี้ยมโหด
“ด้านหน้า”
เสียงดังกึกก้องของเสียงกีบม้าที่พุ่งทะยานนั้นได้ดึงเอาฮวาเหยียนกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ดวงตาของนางเต็มไปด้วยประกายเฉียบคม เนื่องจากพื้นดินนั้นสั่นสะเทือนมากเกินไป นางจึงพลาดช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการหลบหนี สุดท้ายทหารเหล่านั้นก็มาปรากฏอยู่เบื้องหน้า ใบหน้าฮวาเหยียนแสดงออกถึงความน่าเกรงขามและเอาจริงเอาจัง นางกอดเด็กน้อยไว้แน่นแล้วออกตัววิ่งทะยานไปท่ามกลางหิมะที่ตกทั่วท้องนภา
“ตามไป! ”
“สวบสวบ…! ”
ลูกศรขนนกพุ่งผ่านหูของนางไปและปักเข้ากับพื้นด้วยความรุนแรง
ครืน ครืน
เสียงกีบเท้าของม้ายังคงดังก้องอยู่ในหู
ฮวาเหยียนไม่รู้ว่าตนเองต้องวิ่งไปทางไหน นางรู้เพียงแค่ว่าต้องวิ่งเท่านั้นและนางต้องปกป้องเด็กน้อยคนนี้เอาไว้ให้ได้ เพราะนี่เป็นการฝากฝังที่แลกมาด้วยชีวิตของผู้หญิงคนนั้น
เสียงลมหวนก้อง ลำคอแห้งผาก ด้านหน้านางยังเต็มไปด้วยหิมะโปรยปราย ฮวาเหยียนวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ซ้ำยังต้องคอยหลบลูกศรแหลมคมที่พุ่งมาตลอดเวลา จู่ๆ นางก็หยุดวิ่งกะทันหันและพยายามยั้งฝีก้าวของตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตาย
เพียงเพราะข้างหน้านั้น…
เป็นหน้าผาลึกชัน!
หากไม่ใช่เพราะสายตาที่เฉียบแหลมของนางที่เห็นแสงสีขาวที่สะท้อนจากภูเขาลูกตรงข้ามสาดแสงมา เท้าของนางที่เตะหินร่วงลงไปแต่ไร้เสียงแล้วล่ะก็ นางคงไม่รู้ว่าข้างหน้าคือหน้าผา ชั่วครู่หลังผ่านความหวาดกลัว เหงื่อก็ออกท่วมกายทำให้เสื้อคลุมหลุดออก นางจึงดึงเสื้อที่หลุดขึ้นมาและก็เกือบตกลงไปกระดูกป่นใต้หน้าผานั่นแล้ว
ขณะที่ฮวาเหยียนกำลังหอบหยใจแรงเฮือกใหญ่ ขอบคุณที่ปฏิกิริยาตอบสนองของนางเฉียบคมว่องไว เสียงกีบม้าหยุดลง เสียงม้าร้องดังโหยหวน กองทหารเดินมาหยุดอยู่ข้างหลังนาง
หลายร้อยคน…
ทุกคนสวมเสื้อคลุมสีดำ ในมือถือมีดยาว จ้องมาที่นางอย่างเอาเป็นเอาตาย
ด้านหน้ามีกองทหาร ด้านหลังเป็นหน้าผา ฮวาเหยียนไร้ซึ่งหนทางหลบหนี
นางก้มหน้าลงมองทารกในอ้อมอกซึ่งดูเหมือนว่าเขาจะหิวแล้ว ตากลมโตเปียกชื้น ปากเล็กกำลังดูดดึงกำปั้นน้อยๆ ของตัวเอง ทั้งไร้เดียงสา ทั้งน่ารักน่าเอ็นดู หัวใจของฮวาเหยียนอ่อนโยนขึ้นชั่วขณะ นางกำลังคำนวณอยู่ว่าในสถานการณ์ที่ไร้ซึ่งอาวุธและศัตรูที่มีร้อยกว่าคนเช่นนี้ โอกาสที่นางจะชนะนั้นมีเท่าไร
ซึ่งผลลัพธ์ก็คือ
ปราศจากโอกาสชนะ
“มู่อันเหยียน”
ในตอนนั้นเอง เสียงทุ้มลึกของบุรุษก็ดังขึ้น เสียงของผู้ชายคนนี้ ครั้นเทียบกับเสียงหิมะตกในฤดูหนาวนับว่าเย็นชากว่านัก
ชายผู้สวมชุดคลุมสีดำทั้งสองฝั่งเริ่มขยับถอยออกเพื่อเว้นตำแหน่งที่ว่างตรงกลางไว้ ชายชุดดำคนนึงสวมผ้าคลุมสีดำแถบสีเงิน ใส่หน้ากากสีทองครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นริมฝีปากที่เม้มแน่นเป็นเส้นตรง ขี่ม้าทรงสีขาวราวกับหิมะ เยื้องย่างตรงเข้ามาอย่างสง่างาม
มองไม่เห็นใบหน้า เห็นเพียงนัยน์ตาที่มืดสนิท ลึกลับราวกับไข่มุกท่ามกลางราตรีสงัด ราวกับหลุมดำขนาดมหึมาที่ดูดกลืนวิญญาณมนุษย์ เขาควบขี่อยู่บนหลังม้า ท่าทางเย่อหยิ่งโอหัง สูงส่งเหนือสรรพสิ่ง เต็มไปด้วยความเย็นชาและเฉยเมยต่อผู้คน
“มู่อันเหยียน เหตุใดเจ้าถึงไม่หนีต่อเล่า? ”
ริมฝีปากบางเอื้อนเอ่ยซักถาม
น้ำเสียงนั้นไร้ซึ่งความอบอุ่นใด ซ้ำยังแฝงไปด้วยความโกรธเกลียดและเย็นชา
ฮวาเหยียนกอดทารกเอาไว้แน่น ขณะนี้นางพลันเข้าใจสตรีที่สลายหายไปคนนั้น ราวกับว่านางผู้นั้นเป็นหญิงที่ลึกลับคนนั้น จนถึงตอนนี้ การหายตัวไปของหญิงสาวกลายเป็นตัวตนการดำรงอยู่ใหม่ของนาง หน้าตาที่ละม้ายคล้ายกัน เดิมทีฮวาเหยียนเป็นคนต่างถิ่น กลับถูกผู้หญิงคนนั้น มู่อันเหยียน มอบตัวตนใหม่ให้ หลังจากนี้ถึงนางจะมีกี่ร้อยปากก็ไม่สามารถอธิบายตัวตนของตัวเองได้ เพราะนับจากช่วงเวลาที่ผู้หญิงคนนั้นหายไป นับจากตอนนั้นที่นางรับเด็กคนนี้มา นางก็กลายเป็นมู่อันเหยียนอย่างสมบูรณ์ ช่างเป็นหญิงที่หาญกล้าและหลักแหลมเสียจริง
“ข้าไม่ได้หนี! ”
ฮวาเหยียนเอ่ย ในสมองรีบคิดหาทางหนีอย่างรวดเร็ว
ชายที่อยู่ตรงหน้ากดดันนางอย่างหนักหน่วง ชายคนนี้อันตราย เสียงระฆังในใจนางร้องเตือน
ตอนนี้นางสวมเสื้อคลุมของมู่อันเหยียนอยู่ แม้กระทั่งผมก็ถูกห่อไว้ในหมวก ที่นี่ไม่มีผู้ใดมองออกเลยว่าที่จริงแล้วนางคือคนอีกคนหนึ่ง
“ไม่หนีหรือ? เฮอะ ! ”
ชายผู้นั้นส่งยิ้มเย็นชา แสงสว่างวาบพุ่งออกมาจากตัวเขาทำเอาฮวาเหยียนตกใจจนขนาดที่นางไม่อาจรู้ได้เลยว่าชายที่อยู่ตรงหน้านี้เป็นใคร มีความสัมพันธ์อย่างไรกับมู่อันเหยียน ซ้ำยังไม่กล้าที่จะพูดอะไรออกมาอีกด้วย
“ตั้งลำ! ”
ชายคนนั้นออกคำสั่งเสียงดัง ชายชุดคลุมสีดำที่ยืนอยู่ข้างๆ ยื่นคันธนูและลูกธนูสีทองให้อย่างนอบน้อม ความตึงเครียดไหลบ่าทั่วร่าง นางเห็นเจตนาฆ่าชัดเจนรุนแรงออกมาจากตัวบุรุษรูปร่างสูงใหญ่คนนี้
ชายคนนั้นตั้งลูกธนูสามดอกบนลำแล้วเล็งไปที่ฮวาเหยียน พูดให้ถูกต้องคือเล็งไปที่เด็กน้อยในอ้อมกอดของฮวาเหยียน
“มู่อันเหยียน ขอเพียงเจ้าเอ่ยปากพูดออกมาว่าก้อนเลือดที่ชั่วร้ายนี้แท้จริงแล้วเป็นบุตรของใคร เปิ่นจวิ๋น [1] ก็อาจจะไว้ชีวิตเจ้า”
สายธนูขึ้นคล้องบนคันและอีกประเดี๋ยวก็จะพุ่งออกมา ทั้งคำพูดที่แสนเย็นชาของผู้ชายคนนั้นทำให้ฮวาเหยียนสั่นกลัว ยุคโบราณที่ไม่มีทั้งปืนกล มีแต่คนฝึกยุทธ์เหาะเหินเดินอากาศเต็มท้องฟ้า ความรู้สึกตกอยู่ในสถานการณ์คับขันที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนรายล้อมรอบตัวนาง
มู่อันเหยียนคนนี้ที่จริงแล้วไปทำอะไรให้ใครไม่พอใจไว้ ผู้ชายตรงหน้าที่ถูกเรียกว่า เปิ่นจวิ๋น จะต้องอยู่ในตำแหน่งสูงศักดิ์เป็นแน่ แต่มันคืออะไรกัน?
เป็นเพราะลอบมีชู้ลับหลังชายหน้ากากทองหรือ? ดังนั้นก็เลยถูกไล่ฆ่ามาจนถึงที่นี่?
ไม่!
มู่อันเหยียนคนนั้นอุปนิสัยราวกับดอกกล้วยไม้ที่สูงส่งและดีงาม ใบหน้านั้นสวยหยาดเยิ้ม เป็นสตรีผู้สูงศักดิ์ ดูไม่ใช่สตรีเช่นนั้นเลย ที่เป็นไปได้คือเจ้าหน้ากากทองที่ทั้งบีบบังคับและทำร้ายคนอื่นจนถึงขั้นพิการหรือตาย ซ้ำยังด่าทอเด็กคนนี้ต่างหาก
เมื่อนึกถึงท่าทีไร้เยื่อใยของมู่อันเหยียนก่อนตาย ใจของฮวาเหยียนก็ทั้งรู้สึกทั้งทุกข์ ทั้งโกรธ นางเองก็ไม่ใช่คนใจบอบบาง ยิ่งไม่ชอบเรื่องยุ่งยาก แต่ว่าในครั้งนี้นางไม่อยากติดค้างคำฝากฝังของผู้หญิงคนนั้นและอยากปกป้องเด็กน้อยคนนี้
แววตาพลันเปลี่ยนเป็นเย็นชา นางกอดเด็กน้อยไว้แน่น คำที่ว่า ‘ก้อนเลือดชั่วร้าย’ ทิ่มแทงหัวใจของฮวาเหยียนนัก
นางเกิดความรู้สึกโกรธขึ้นในใจ ความชั่วร้ายมักกำเนิดขึ้นจากขอบของความดีงาม
ฮวาเหยียนหัวเราะเยาะ ตาหรี่ลงราวกับจิ้งจอกพราวเสน่ห์ มุมปากยกยิ้มดหยียดแสดงออกถึงการเย้ยหยัน นางโต้กลับผู้ชายที่นั่งอยู่บนม้า “เจ้าต่างหากถึงจะเป็นก้อนเนื้อร้าย ทั้งตระกูลของเจ้านั่นแหละที่เป็นก้อนเนื้อร้าย ไอ้สารเลว คนที่โตมาอย่างเลวร้ายเช่นเจ้า มิน่าเล่า ถึงไม่กล้าเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริง ใส่หน้ากากรังแกพวกเราหญิงหม้ายและลูกที่กำพร้าบิดา”
สิ้นคำ นางก็ได้ยินเพียงเสียงสูดลมหายใจเฮือกหนึ่ง เหล่าชายชุดดำเบิกตาโพลงมองจ้องฮวาเหยียนราวกับพบเจอผีก็ไม่ปาน
ทันทีที่นางพูดจบก็เห็นเพียงสายตาพิโรธของเหล่าชายชุดดำจ้องมองมาที่นาง หลังจากนั้นพวกเขาก็โยนตัวลงจากม้าและคุกเข่าลงพื้นด้วยความหวาดกลัว
“นายท่าน โปรดระงับโทสะด้วย! ”
ชายบนหลังม้าเต็มไปด้วยจิตสังหารรุนแรง ฮวาเหยียนราวกับมองเห็นพลังงานดำมืดรวมอยู่รอบตัวเขา เส้นผมสีดำสนิทของเขากำลังเต้นรำอย่างบ้าคลั่งท่ามกลางวันหิมะโปรยปราย
เขายกคันธนูในมือขึ้นมาแล้วเล็งไปที่ฮวาเหยียน
“มู่อันเหยียน เจ้านี่มันรนหาที่ตายเสียจริง! ”
เสียงของเขาทั้งเย็นเยือก ทั้งเย็นชา
ไม่มีความอบอุ่นแม้แต่นิด
ดวงตาทั้งสองภายใต้หน้ากากนั้น ช่างเย็นชาหาใดเปรียบ แถมยังเหี้ยมโหดทารุณ
ลูกศรอยู่บนสายธนู เพียงแค่ปล่อยก็ยิงออกไปได้แล้ว แต่เขากลับไม่ยอมปล่อยมือ ราวกับอยากเพลิดเพลินกับความกลัวในความเป็นตายของฮวาเหยียน
“เจ้าฆ่าข้าไม่ลงหรอก! ”
ฮวาเหยียนเหยียดยิ้มชั่วร้าย พลางกอดเด็กที่อยู่ในอ้อมอกแล้วค่อยๆ ถอยหลัง ส่งเสียงกระแอมอย่างเย็นชา
“ฆ่าเจ้าไม่ได้? เจ้าคิดว่าข้ามิอาจหักใจได้หรือ? ”
เมื่อผู้ชายคนนั้นฟังคำพูดของฮวาเหยียนแล้ว เขารู้สึกว่ามันช่างน่าขันเสียเหลือเกิน คำพูดนั้นเต็มไปด้วยการดูถูก เขาเข้าใจผิดทั้งหมดต่อความหมายที่ฮวาเหยียนต้องการจะสื่อ
ฮวาเหยียนเดาไม่ออกว่าผู้ชายคนนี้กับผู้หญิงที่ชื่อเหมือนนางแท้จริงแล้วมีความสัมพันธ์กันอย่างไร แต่จะให้พูดมากกว่านี้ก็ไม่ได้ ด้านหลังนางคือหน้าผาลึก ทางหนีรอดที่จะมีชีวิตเพียงหนึ่งเดียวของนางคือการจ้องผู้ชายคนนั้นอย่างเอาเป็นเอาตาย นางแอบครุ่นคิดในใจ หากผู้ชายคนนี้ยิงลูกศรในมือออกมา นางจะมีโอกาสรอดมากน้อยเพียงใด
เมื่อฮวาเหยียนไม่พูด ผู้ชายหน้ากากทองก็หัวเราะเย็นชา จากนั้นก็พูดกับผู้ชายชุดคลุมสีดำนับร้อยคนที่คุกเข่าอยู่กับพื้นว่า “ผู้หญิงคนนี้ข้ายกให้พวกเจ้า! ”
เชิงอรรถ
[1] เปิ่นจวิ๋น คำที่เชื้อพระวงศ์(ชาย) ใช้เรียกตัวเอง
----------------------------------
เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร
กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _
.
.
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ
แนะนำนิยายที่คุณไม่ควรพลาด กดที่รูปเพื่ออ่านได้เลยนะคะ