โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ชู่ว์... พระชายา ท่านซ่อนสิ่งใดไว้บนคาน!

นิยาย Dek-D

อัพเดต 10 พ.ย. 2566 เวลา 11.54 น. • เผยแพร่ 10 พ.ย. 2566 เวลา 11.54 น. • Kawebook
เมื่อจอมโจรระดับพระกาฬแห่งศตวรรษที่ 24 ต้องมาถูกฟ้าผ่าจนข้ามมิติ! และกลายมาเป็นแม่(เลี้ยง?)จำเป็น… ที่ต้องตามหาบิดาของทารกน้อย โดยมีเพียงจี้หยกเท่านั้นที่จะบอกได้ว่าใครคือบิดาของเด็กคนนี้!

ข้อมูลเบื้องต้น

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Beijing Fantasy Workshop Culture Media Co., Ltd.
ประพันธ์โดย : 桃夭
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : Glory Forever Co.,LTD (สนพ.กวีบุ๊ค)

สมบัติล้ำค่าที่ช่วงชิงมาอย่าง ‘ไข่มุกมังกรคะนองน้ำ’

กลับทำให้ ‘คุณหนูเจ็ดฮวาเหยียน’ จอมโจรระดับพระกาฬ ต้องถูกฟ้าผ่าและถูกหลุมดำดูดกลืนจนโผล่มาในมิติใหม่!

.

เธอได้พบกับหญิงสาวที่มีใบหน้าคล้ายเธอราวกับถอดแบบกันออกมา เพียงแต่หญิงผู้นั้นสวมใส่ชุดจีนโบราณเปื้อนเลือด!

ทั้งในอ้อมแขนมีทารกน้อย ที่นางได้ฝากฝังไว้กับ ‘ฮวาเหยียน’

ก่อนที่นางจะกินยาฆ่าตัวตายสลายไปต่อหน้าต่อตา…

.

“นับจากนี้ท่านคือมารดาของเด็กคนนี้ ท่านคือมู่อันเหยียน ธิดาของท่านอ๋องหลู่หนานแห่งแคว้นต้าโจว!”

.

นอกจากตอนนี้‘ฮวาเหยียน’ จะต้องกลายมาเป็น ‘มู่อันเหยียน’

ที่ต้องตามหาบิดาของทารกน้อยที่มีเพียงเบาะแสเดียวคือ ‘จี้หยก’ แล้ว

เธอยังต้องแบกรับฉายา สตรีอันดับหนึ่งแห่งต้าโจว ผู้ได้รับฉายาว่าหญิงแพศยามั่วโลกีย์!

ทว่าองค์รัชทายาทผู้เลิศล้ำเหนือใต้หล้ากลับต้องการอภิเษกเธอเป็นพระชายา!

.

“เจ้าหลับนอนกับเปิ่นกงแล้ว นับแต่นี้ไปเจ้าคือคนของเปิ่นกง”

“เจ้าลูบคลำเจ้าโลกของเปิ่นกงแล้ว ยังคิดจะหนีอีกหรือ?”

“เจ้าจุมพิตเปิ่นกงแล้ว ไม่คิดจะรับผิดชอบหน่อยหรือ?”

.

เดี๋ยวๆๆๆ..

ใครกันแน่ที่เป็นบิดาของเด็ก? ถามเธอหรือ? เธอจะรู้ได้อย่างไร

เธอยังเป็นหญิงสาวบริสุทธิ์ผู้ไม่เคยผ่ายมือชายใดมาก่อนนะ!

.

ชู่ว์… พระชายา ท่านซ่อนสิ่งใดไว้บนคาน!

*อยู่บนคานเปรียบถึงโจรที่ชอบซ่อนสิ่งล้ำค่าไว้บนคาน ในที่นี้จึงหมายถึงพระชายาเป็นโจรนั่นเอง*

----------------------------------

แนะนำนิยายที่คุณไม่ควรพลาด กดที่รูปเพื่ออ่านได้เลยนะคะ

ฟ้าลงทัณฑ์

ท่ามกลางราตรีอันมืดมิด เม็ดฝนค่อยๆ โปรยลงมาจากท้องฟ้า ผู้คนเดินขวักไขว่สวนกันอยู่บนถนนล้วนรีบร้อนก้าวเท้าอย่างว่องไว เมื่อมองดูท้องฟ้าที่มืดดำ เกรงว่าอีกสักประเดี๋ยวฝนคงตกลงมาห่าใหญ่เป็นแน่

ใต้ท้องฟ้าที่มืดสนิทนั้นกลับมีหญิงคนหนึ่งเดินอยู่ท่ามกลางพายุฝน เธอไม่กางร่ม บรรยากาศนั้นเงียบขรึม ท่าทางของเธอดูไม่แยแสและแทบจะไม่มีอาการร้อนรนใดๆ เลยสักนิด หากมองอย่างถี่ถ้วนก็จะเห็นว่าที่ข้อมือของเธอมีไข่มุกสีทองเปล่งประกายล้อแสง มันทอแสงสว่างราวกับม่านที่กั้นกลางระหว่างสายฝน

ในขณะนั้น ชายชุดดำคนหนึ่งเดินผ่านร่างของหญิงสาวไปและไหล่ของทั้งสองคนก็กระทบกัน คล้ายกับว่าเขาไม่ได้ระวังจึงเดินชนกับหล่อนเข้า

เพียงชั่วเวลาเดียวกับที่หญิงสาวกะพริบตา สายฟ้าก็ฟาดผ่าลงมาพลัน เธอคว้าแขนผู้ชายชุดดำคนนั้นไว้

ครืน ครืน

ท้องฟ้าคำรามลั่นครืนใหญ่

“ทำอะไรน่ะ? ”

ชายคนนั้นตะโกนถาม สายตาคู่นั้นจ้องมองที่เธอและท่าทางนั้นก็ดูเอาเรื่อง

“ขโมยของฉันไปแล้ว ก็จะจากไปดื้อๆ แบบนี้หรือ? ”

หญิงสาวเปิดปากกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ห้วนและหยาบ ดวงตาที่ปรือนั้นคล้ายกับดวงตาของสุนัขจิ้งจอก เพียงพริบตาเดียวก็สามารถพลิกร่างเหยียบเขาให้อยู่ใต้ฝ่าเท้าได้ หล่อนปรายตามองเขา

“พูดอะไร ฟังไม่เข้าใจเลยสักนิด ผู้หญิงบ้านี่ ปล่อยนะโว้ย! ”

ชายชุดดำดิ้นรนขัดขืนไม่หยุดพลางจ้องเขม็งไปที่หญิงสาว น้ำเสียงของเขาโกรธแค้นพร้อมกับด่าทอดังลั่น

ยิ่งฟังถ้อยคำผรุสวาทของชายหนุ่ม ใบหน้าของหญิงสาวก็ยิ่งเคร่งขรึม เธอกดน้ำหนักลงที่เท้าให้แรงขึ้น ได้ยินเพียงเสียงปริหักคล้ายกับเสียงกระดูกแตก กำปั้นของชายหนุ่มก็พลันคลายออก ไข่มุกสีทองจึงร่วงหล่นออกมาจากมือ

ชายหนุ่มร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด เหงื่อเย็นไหลผุดทั่วกาย เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความทรมาน

“คุณผู้หญิง ได้โปรดไว้ชีวิต…”

ชายหนุ่มใช้เรี่ยวแรงในการร้องขอให้เธอยกโทษให้

หญิงสาวก้มตัวลงเก็บไข่มุกทองขึ้นมา สายตาเย็นชาหยุดมองที่ร่างของเขา จากนั้นก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบว่า “มีความสามารถเพียงน้อยนิด ยังเลือกเรียนเป็นขโมยอีกหรือ? มิหนำซ้ำยังขโมยของติดตัวของฉันคนนี้ แกนี่ช่างมีความสามารถเสียจริงนะ”

เมื่อชายหนุ่มถูกดูถูกก็โกรธจนใบหน้าเป็นสีแดงเข้ม หลังจากที่ฟังคำพูดของหญิงสาวจบ เขาก็หอบสั่นด้วยความรุนแรง พลางพูดอ้ำๆ อึ้งๆ ว่า “เธอ เธอเป็นใคร? ”

หญิงสาวเลิกคิ้ว นัยน์ตาเป็นประกาย พลันแสงชั่วร้ายฉายในแววตาครู่หนึ่ง เธอเขยิบมาอยู่ด้านหน้าของชายหนุ่ม พลางกระซิบเสียงเบา “คุณหนูเจ็ดตระกูลฮวา ชื่อพยางค์เดียวตัว ‘เหยียน’ เคยได้ยินหรือไม่? ”

หล่อนตอบ

ชายหนุ่มชะงักไปชั่วขณะ ทันใดนั้นหัวสวมองพลันขาวโพลน ลมหายใจเย็นพรมรดหลังต้นคอเขา สองตาเบิกโพลง “เธอ เธอคือจอมโจรฮวาเหยียน? ”

ตระกูลฮวาเป็นตระกูลสุดยอดหัวขโมยที่เลื่องชื่อโจษจันระดับโลก ทว่าในบรรดาพวกเขา ฮวาเหยียนคุณหนูลำดับที่เจ็ดเป็นเด็กสาวมากพรสวรรค์และมีชื่อเสียงขจรไกล ทั้งองค์กรสว่างและองค์กรมืด ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อนี้ เธอเป็นตำนานแห่งหัวขโมยระดับโลก

คนอื่นล้วนพูดถึงเธอว่า เหตุสมบัติยังเหลืออยู่บนโลกนี้ นั่นเป็นเพราะว่าเธอไม่อยากขโมยมัน ไม่มีสมบัติใดที่เธอไม่สามารถขโมยได้

เขาสูดหายใจเอาลมหายใจเย็นๆ เข้าปอดเฮือกนึง แววตานั้นยังมีความประหลาดใจแฝงอยู่ เมื่อเหลือบมองไข่มุกทองบนมือของเธอ จู่ๆ ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เนื้อตัวสั่นเทิ้มพูดออกไปว่า “นี่คือสมบัติล้ำค่าของเมือง Z ไข่มุกทองมังกรคะนองน้ำ?! ”

น้ำเสียงมั่นใจกล่าวตอบ

“ก็ใช่น่ะสิ”

ฮวาเหยียนพยักหน้า พลางหรี่ตามองและคิดว่าคนคนนี้รู้อะไรๆ เยอะเลยทีเดียว

เป็นเวลานั้นเอง ชายหนุ่มพลันรู้สึกเย็นวาบที่หลังคอและดวงตาก็พร่าเบลอ

ไข่มุกทองมังกรคะนองเป็นสมบัติล้ำค่าของประเทศ Z ที่ถูกขโมยไป กษัตริย์เสนอรางวัลค่าหัวหนึ่งพันล้านดอลลาร์เพื่อตามจับผู้กระทำผิด ตามข่าวลือแล้ว ไข่มุกทองคำนี้เป็นไข่มุกของมังกรคะนองน้ำอายุพันปี ของสิ่งนี้รวมอำนาจฟ้าดินอยู่ภายในและซ่อนพลังลึกลับเอาไว้ หากใช้งานได้ก็จะสามารถเรียกลม เรียกฝน หรือแม้กระทั่งเหินฟ้าหรือดำดิน

แม้ฟังแล้วจะรู้สึกเหลือเชื่อ แต่เงินรางวัลพันล้านก็ทำให้ผู้คนบ้าคลั่งแล้ว

คิดไม่ถึงว่าจะมาโผล่มาอยู่ที่นี่ได้

เขาเพียงแค่บังเอิญเดินผ่านมา เหลือบเห็นไข่มุกที่ดูแปลกตา ตามนิสัยส่วนตัวก็เลยเดินตามเธอไป คาดไม่ถึงว่าจะถูกจับได้ และยิ่งคาดไม่ถึงไปอีกว่าหญิงสาวหน้าสวยเบื้องหน้าจะเป็นถึงหัวขโมยผู้เลื่องชื่อที่มีนามว่าฮวาเหยียน

ที่คิดไม่ถึงที่สุดก็คือ ไข่มุกที่อยากได้เม็ดนั้นจะกลายเป็นไข่มุกมังกรคะนองน้ำที่ทุกคนพลิกแผ่นดินตามหาอยู่

ชายชุดดำหวาดกลัวอยู่ตรงนั้น ร่างกายของเขาสั่นเทา แม้คำพูดสักคำก็ยังพูดไม่ออก ชั่วขณะนั้นเขาพลันรู้สึกหมดหวังและแทบจะคาดเดาจุดจบของตัวเองได้

“ไว้… ไว้ชีวิตผมเถอะ ผมผิดไปแล้ว ผมช่างขลาดเขลานักที่ไม่รู้ว่าท่านเป็นใคร [1] คุณผู้หญิงไว้ชีวิตด้วย ผมสาบาน จะไม่มีวันพูดเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด ได้โปรดปล่อยผมไป…”

ชายหนุ่มคุกเข่าแล้วใช้หน้าผากโขกพื้นไม่หยุด ชั่วขณะนั้นความกลัวอยู่เหนือสติสัมปชัญญะทั้งปวง เขาได้ค้นพบความลับที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ดังนั้นหัวขโมยฮวาเหยียนย่อมไม่มีทางปล่อยเขาไปแน่

จอมโจรระดับพระกาฬ มีผู้ใดไม่รู้จักบ้าง คุณหนูเจ็ดฮวาเหยียน เริ่มหัดขโมยตอนอายุห้าขวบและมีชื่อเสียงตอนอายุสิบขวบ เด็กสาวผู้เพียบพร้อมไปด้วยพรสวรรค์ รู้ผิดรู้ชอบ หากใครไม่ทำร้ายเธอก่อน เธอก็ไม่ทำร้ายใครก่อนเช่นกัน แต่เธอมีนิสัยเลือดเย็น เมื่อมีแค้นก็ย่อมต้องชำระ

ทำไมเขาถึงซวยขนาดนี้ที่มายั่วโมโหฮวาเหยียนผู้นี้ได้

ฮวาเหยียนเห็นชายชุดดำหวาดกลัวขนาดนี้ หล่อนก็ยิ้มเยาะพร้อมกับกรอกตาในใจ ตำหนิคนขี้ขลาด

เห็นแก่ที่เราเป็นเพื่อนร่วมทางกัน ไม่จำเป็นต้องรีบสังหาร เพียงแต่คนคนนี้ไม่คุยกันด้วยเหตุผล ซ้ำยังยั่วยุเธอ ไม่อาจที่จะปล่อยไปได้ เพียงพริบตาเดียว เสียงเรียบเย็นก็เอ่ยขึ้น “เรื่องปล่อยไปนั้น คงเป็นไปไม่ได้แน่ แกรู้จักตัวตนของฉันแล้ว หากแพร่งพรายออกไปจะทำเช่นไร? เหตุใดแกถึงไม่ปลิดชีพตัวเองดูเล่า? ”

“ไม่ ไม่เอา…”

หลังจากที่ชายหนุ่มฟังคำพูดของเธอจบ ร่างกายพลันอ่อนยวบลง น้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตาไร้แววเพราะรู้ว่านี่คงเป็นโชคชะตาที่ไม่อาจเลี่ยงได้ [2]

“หรือจะรอให้ฉันลงมือ? ”

ฮวาเหยียนหรี่ตา ลมหายใจเยือกเย็นไหลผ่านออกมา

ชายหนุ่มส่ายหัวสู้เพื่อขอชีวิต น้ำหูน้ำตาไหลพราก มองแล้วช่างน่าเวทนายิ่งนัก

“เฮอะ”

เสียงเรียบของหล่อนดังขึ้น ในใจนึกสบถด่าคนขี้ขลาดตาขาว ชั่วนาทีต่อมาเธอก็ยกมือโบกเล็งไปทางหัวของชายผู้นั้น

“อ๊าก…”

เสียงกรีดร้องดังขึ้น ชายหนุ่มตาเหลือกเบิกโพลงทั้งสองข้าง หัวของเขากระแทกลงกับพื้นและสลบเหมือดไปทันที

“หึ เจ้าคนขี้ขลาด”

ฮวาเหยียนปรายตามองชายที่สลบอยู่บนพื้นแล้วด่าไปหนหนึ่งทันที เธอยักไหล่ ผละเดินจากไป ที่จริงเธอไม่ติดที่จะฆ่าเขาอยู่แล้วเพราะโทษนั้นไม่ร้ายแรงถึงตาย เพียงแค่อยากให้เขาตกใจก็เท่านั้น แต่ไม่คิดว่าเขาจะไม่เอาไหนขนาดนี้

หยาดฝนโรยริน สายหมอกลอยพริ้ว ความมืดมิดยามราตรีค่อยๆ โปรยลงมา ฮวาเหยียนเดินอยู่บนทางที่เฉอะแฉะผ่านร่างชายหนุ่มไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เธอเหลือบตามองไข่มุกมังกรคะนองน้ำในมือ

อืม… พันล้านดอลลาร์ ช่างคุ้มค่าเสียจริง

เพียงแต่ไม่รู้ว่าพลังงานลึกลับในตำนานจะมีจริงหรือไม่?

ฝนยิ่งตกยิ่งหนักขึ้น

สายฟ้าผ่าวาบสว่างทั่วทั้งท้องนภาราวกับเป็นเวลากลางวันทำเอาผู้คนตกใจ สายฟ้านี้ราวกับหั่นแหวกท้องฟ้าออกเป็นสองส่วน ฮวาเหยียนขมวดคิ้ว เมื่อมีฟ้าผ่าย่อมต้องมีฟ้าร้อง

ทันใดนั้น เพียงชั่ววินาทีเสียงฟ้าร้องก็ดังอึกทึกขึ้นพร้อมแสงสีทองจ้าแสบตา ท้องฟ้าคล้ายกับถูกกรีดเปิดเป็นช่องว่าง ทันใดนั้นสายฟ้าสีทองก็ผ่าลงมา คาดไม่ถึงว่าจะผ่าลงมาที่ฮวาเหยียนพอดี

“ฉันไปทำอะไรให้หรือ? มารดามันเถอะ”

ฮวาเหยียนตกใจ เธอพลิกกายกลางอากาศหลบสายฟ้านั้น ดวงตาเต็มไปด้วยความระมัดระวังก่อนจะยกเท้าและวิ่งหนีทันที ชั่วอึดใจเดียว เธอก็ละทิ้งความเชื่องช้าเอาไว้ด้านหลังทันที

ทว่าสายฟ้าสีทองราวกับต้องการตามล่าตัวเธอ เพราะมันติดตามเธอมาติดๆ

ไม่ว่าฮวาเหยียนจะวิ่งไปที่ใด สายฟ้าที่ตามหลังเธอก็เป็นเหมือนกับตาดวงกลมโตที่ไม่หยุดระเบิดตามหลังเสียที

“ให้ตายเถอะ นี่มันเรื่องอะไรกัน? ฉันไม่ได้แค่ขโมยไข่มุกแตกๆ มาลูกหนึ่งหรือ? ผิดถึงขนาดต้องถูกฟ้าผ่าเลยหรือ? ”

ฮวาเหยียนก่นด่า แววตานั้นช่างเยือกเย็นยิ่งนัก

เธอยกมือขึ้นมา อยากโยนไข่มุกทองคำมังกรคะนองน้ำในมือทิ้ง ทว่าในเวลานั้นเอง-

ครืนๆ

ครืนๆๆ

สายฟ้าสีทองสว่างวาบ เสียงดังสะเทือนเลือนลั่น ระเบิดกลางศีรษะฮวาเหยียนทันที

เธอเงยหน้าขึ้นตามจิตใต้สำนึก พลันพบภาพวิมานบนสวรรค์ที่ถูกแสงสีทองฉีกกระชากเป็นช่องโหว่ราวกับมีน้ำวนขนาดใหญ่หมุนวนไปมา จากนั้นร่างเธอก็ถูกยกจนลอยขึ้นไปบนอากาศ ดวงตาพลันมืดสนิททันที…

หิมะไม่มีสิ้นสุด เสียงลมหนาวคำราม หิมะโปรยปรายบนท้องฟ้า มันถูกลมหนาวพัดปลิวพริ้วลอยละล่อง

หุบเขาที่เงียบสงบ ถูกปกคลุมด้วยหิมะสีขาวโพลน บางครั้งกลางหุบเขาก็มีเสียงสะท้อนดังคล้ายหุบเขา Devil May Cry [3]

เวลานี้เป็นเวลาใกล้พลบค่ำแล้ว แสงแห่งความมืดคืบคลานคล้อยดับลง ฉาบทุกอย่างให้กลายเป็นสีแดง

“ลูกรัก มิต้องกลัว มารดาจะปกป้องเจ้าเอง! ”

หิมะยังท่วมไม่ถึงข้อเท้านาง กลางพื้นหิมะ สตรีสวมชุดคลุมสีชมพูวิ่งไปมาด้วยความสับสน ลมหายใจหอบหนักถูกซ่อนไว้ท่ามกลางสายลมหวีดหวิว ทุกที่ที่นางวิ่งผ่านไป ตลอดเส้นทางคดเคี้ยวปรากฏเลือดสีแดงสดอยู่ด้านหลัง เมื่อมองดูอย่างละเอียดจึงพบว่าที่หน้าอกของนางมีลูกศรหักๆ เสียบคาไว้อยู่ นั่นเป็นตำแหน่งที่ใกล้หัวใจยิ่งนัก ซึ่งเป็นบาดแผลที่ทำให้ถึงแก่ชีวิต ทว่าในอ้อมกอดของนางกลับอุ้มทารกน้อยไม่คลาย

ใบหน้าซีดขาวแทบไม่มีสีเลือดแต่เท้านั้นก็ก้าวต่อไปไม่หยุด นางใช้แรงทั้งหมดรุดวิ่งไปข้างหน้า ทว่าจู่ๆ ก็เหยียบถูกอะไรบางอย่างจนสะดุดล้มลงกับพื้น ทำให้ร่างกายกระแทกและเลือดไหลกบปากทันที นางพยายามจะลุกขึ้นแต่กลับไร้ซึ่งเรี่ยวแรง

หญิงสาวรู้ดีว่า วันนี้นางอาจจะต้องตายอยู่ใต้หิมะ ช่างน่าเสียดาย บุตรชายของนาง

ใต้เท้าของนางมีการสั่นสะเทือนขึ้นเล็กน้อย มันเกิดจากแรงวิ่งของม้า สีหน้าของหญิงสาวยิ่งซีดเซียว คนที่ตามหลังมาใกล้จะตามมาถึงแล้ว

ตัวเองตายไม่เสียดาย แต่จะยอมให้ลูกของนางตกอยู่ในมือของคนเช่นนั้นได้อย่างไร?

ชายผู้นั้นฐานะสูงส่งแต่เย็นชาและโหดร้ายยิ่ง ไม่มีทางที่เด็กจะอยู่ด้วยได้

หยาดน้ำตาค่อยๆ หยดลงพื้นทีละหยด หญิงสาวกอดเด็กในอ้อมกอดไว้แน่น ตัวสั่นเทิ้มนางควักของที่อยู่ในอกออกมา แม้ว่าจะถูกย้อมไปด้วยเลือดแต่มันก็ยังคงเปล่งแสงสีแดงเข้ม หากมองให้ถี่ถ้วนก็จะพบว่านั่นคือจี้หยกเรืองแสง

“พี่จิน ข้าจะตายแล้ว แต่ว่าท่านอยู่ที่ไหนกัน? ฮึก ฮึก…”

เสียงร้องครวญครางของหญิงสาวถูกพัดลอยหายไปกับสายลม เสียงร้องไห้แสนโศกเศร้าที่ถูกสะกดไว้ฟังแล้วช่างแสนขื่นขมยิ่งนัก…

ในเวลานั้นเอง ฟ้าสลัวกลับมีแสงสีขาวสว่างวาบเป็นทาง แสบตาจนหญิงสาวไม่อาจลืมตาได้ นางยกมือขวาขึ้นบังแสงตามจิตใต้สำนึกและหรี่ตามองเห็นท้องฟ้าที่ราวกับว่าถูกคนใช้มีดสีเงินผ่าตรงกลาง ทันใดนั้นก็ปรากฏร่างของคนๆ หนึ่งร่วงหล่นลงมา

ดวงตาของหญิงสาวเบิกโพลง หายใจติดขัดในลำคอ

ตู้ม!

เกิดเสียงวัตถุขนาดใหญ่ตกลงพื้น แสงสีขาวบนท้องฟ้าพลันหายไป รอยแตกประกบกันจนสนิท ราวกับทุกอย่างเป็นเพียงภาพลวงตาที่นางสร้างขึ้นมาเอง หลังจากที่หญิงสาวตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นคนที่ตกลงมาตรงหน้า ราวกับเพิ่งนึกขึ้นมาได้ นางตัวสั่นร้องเรียก “ท่านเทพธิดา…! ”

“ร้องเป็นแมวไปได้ เกิดอะไรขึ้น? ”

หัวของฮวาเหยียนยังรู้สึกวิงเวียนอยู่เล็กน้อย เพียงแค่รู้สึกว่าฟ้าผ่าลงมา แล้วเธอก็ถูกดูดเข้าไปในหลุมดำ

ก้นที่กระแทกนั้นรู้สึกเจ็บยิ่งนัก เธอถูบั้นท้ายเบาๆ ฝ่ามือสัมผัสหิมะเย็นยะเยือก ก่อนจะสะบัดหัวไล่อาการวิงเวียนนั้น เธอมองไปรอบๆ เห็นภาพตรงหน้าล้วนเป็นสีขาวโพลน ที่นี่คือที่ใดกัน?

“ท่านเทพธิดา…! ”

เสียงร้องเบาๆ ดังกระทบหู

มีคนอยู่ด้วย

ฮวาเหยียนหันมองไปรอบๆ สองตาก็สบกับสตรีนางนั้นทันที

ทั้งสองต่างตกใจ ต่อจากนั้นก็เบิกตาโพลงทั้งคู่

ผู้หญิงตรงหน้าเธอสวมเสื้อคลุมสีชมพูตัวใหญ่ รอบคอมีขนสุนัขจิ้งจอกพันรอบขาวราวกับหิมะ เมื่อมองที่เท้าของผู้หญิงคนนนั้นก็พบรองเท้าสีเดียวกันคู่หนึ่ง ซึ่งการแต่งกายนี้เป็นชุดโบราณอย่างชัดเจน

เมื่อมองดูใบหน้าแล้ว ผู้หญิงตรงหน้าช่างงดงามหาผู้ใดเปรียบ คิ้วโค้งโก่งได้รูป ดวงตารูปหยดน้ำ อารมณ์ลุ่มลึก บรรยากาศในตอนนี้ช่างสงบนิ่งและสง่างาม

แต่สิ่งที่เธอกำลังบรรยายถึง มันเหมือนกับบรรยายตัวเธอเอง เหมือนราวกับพิมพ์เดียวกัน…

คล้ายกับกำลังส่องกระจกอยู่เพียงแต่เธอมัดหางม้า ใส่เสื้อคลุมตัวใหญ่ ผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าเธอคนนี้เป็นใครกัน?

ฮวาเหยียนไม่มีทางรู้ว่าเธอคือพี่สาวหรือน้องสาวของตัวเองที่พลัดพรากจากไปหลายสิบปี

“เธอ….”

เชิงอรรถ

[1] 有眼不识泰山 มีตาแต่กลับไม่รู้จักเขาไท่ซาน เป็นการอุปมาถึงการที่ไม่รู้จักคนสำคัญหรือคนที่มากความสามารถ

[2] 在劫难逃 ดวงถึงคราวเคราะห์

[3] 鬼泣 Devil May Cry เป็นเกมแอ็กชันผจญภัยปี 2001 ที่พัฒนาโดย Capcom Production Studio 4

----------------------------------

เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร

กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _

.

.

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ

แนะนำนิยายที่คุณไม่ควรพลาด กดที่รูปเพื่ออ่านได้เลยนะคะ

ได้โปรดช่วยลูกของข้า

ส่วนสตรีนางนั้นเองก็ตกตะลึงกับใบหน้าของฮวาเหยียนเช่นกัน ผู้หญิงที่เพิ่งตกลงมาจากฟ้านั้นแต่งตัวแปลกประหลาด แต่กลับมีใบหน้าเหมือนกับนาง เพียงแต่ว่าหน้าผากนั้นมากไปด้วยความยียวนและมีเสน่ห์ แต่ก็แฝงไปด้วยความอวดดี

“เธอคือใคร? ที่นี่คือที่ไหน? ใครส่งเธอมา? หือ? ”

หญิงสาวยังไม่ทันได้เอ่ยปากพูด ฮวาเหยียนก็หรี่ตาคล้ายจิ้งจอกรอตระคุบเหยื่อ แล้วแอบยิ้มที่มุมปาก แววตาของเธอกลับเป็นเย็นชา พริบตาเดียวราวกับลมพัดผ่านก็โผล่มาอยู่ข้างหน้าหญิงสาว เธอใช้มือข้างนึงบีบคอหญิงสาวไว้แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา

ในฐานะหัวขโมยหมายเลขหนึ่งแห่งศตวรรษที่ยี่สิบสี่ ไม่มีอะไรที่เธอขโมยไม่ได้ เป็นธรรมดาที่เธอได้พบเจอการลอบสังหารมานับไม่ถ้วน น่าเสียดาย เธอไม่เพียงมีสมองอันเฉียบแหลม รวมถึงเทคนิคการขโมยอันเยี่ยมยุทธ์แต่ยังมีทักษะอันยอดเยี่ยม ดังนั้นตั้งแต่เข้าวงการมาจนถึงวันนี้ก็ร่วมสิบสี่ปีแล้ว นอกจากการเสียเปรียบในตอนแรกที่เพิ่งเข้าวงการ หลายปีมานี้พูดได้เลยว่ารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งและไม่เคยพ่ายแพ้ต่อให้แก่ผู้ใด [1]

เพียงแต่ ใครสามารถบอกเธอได้หรือไม่ว่านี่มันเรื่องอะไรกัน?

ทำไมฟ้าผ่าสีทองเพียงครั้งหนึ่งถึงพาเธอมาโผล่ที่นี่ได้? ที่ที่ปกคลุมไปด้วยหิมะน้ำแข็ง ทำให้หนาวจนขนลุกขนพอง

“แค่ก… แค่ก แค่ก! ”

หญิงสาวไม่คาดคิดและคิดไม่ถึงด้วยว่าฮวาเหยียนจะลงมือ เนื่องจากตัวนางเองก็บาดเจ็บอยู่แล้ว ที่ยังอยู่ได้ก็อาศัยเพียงการยืนหยัดในความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ เมื่อถูกฮวาเหยียนโจมตีครั้งนี้ ก็ทำให้ลูกที่อุ้มอยู่ในมือร่วงลงกับพื้น

“ลูก ลูก…! ”

“แงงง… แงๆๆ…! ”

หญิงสาวตกใจมากและเด็กที่อยู่ในผ้าอ้อมก็ตกใจเช่นเดียวกัน เด็กน้อยส่งเสียงร้องไห้แผดจ้าดังระงมไปทั่วหุบเขา

แค่ชั่วขณะที่ทารกน้อยกำลังจะตกพื้น จิตใต้สำนึกของฮวาเหยียนก็สั่งให้เธอยื่นมือออกไปรับเพื่อไม่ให้เด็กน้อยตกถึงพื้นและปล่อยมือจากหญิงสาวที่เธอบีบคอเอาไว้ เพราะหลังจากเข้าใกล้ตัวเธอ ฮวาเหยียนถึงเห็นว่าผู้หญิงคนนี้บาดเจ็บสาหัส เมื่อสำรวจด้วยตาแล้ว เธอคงไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อได้

“แค่ก! ”

ขณะที่ผู้หญิงคนนั้นตกใจมาก จนไม่สามารถทนความเจ็บปวดที่ไหลเวียนในร่างกายได้ เลือดไหลทะลักเต็มปาก ราวกับลูกพลัมสีแดงสดที่ผลิบานท่ามกลางหิมะขาวโพลน

“ไม่ต้องห่วงเรื่องของข้า…”

ฮวาเหยียนกะพริบตา ในใจเกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจอย่างไม่สามารถอาจอธิบายได้

เบื้องหน้ามีผู้หญิงที่รูปร่างหน้าตาเหมือนกับตนเอง และในอ้อมกอดนั้นก็อุ้มทารกน้อยไว้คนหนึ่ง เจ้าทารกก้อนกลมนุ่มนิ่ม ตัวเล็กราวกับหนูน้อยกระเบื้องเคลือบ ตอนนี้ใบหน้าของหนูน้อยแดงก่ำ อ้าปากน้อยๆ ร้องไห้ตะโกนเสียงดัง

ในใจของเธอรู้สึกแปลกประหลาดนิดหน่อย

“เธอใกล้ตายแล้ว”

ฮวาเหยียนเอ่ย ดูเหมือนคนตรงหน้าจะไม่ได้มาเพื่อจับเธอ ดังนั้นเธอจึงคลายการป้องกันของตนเองลง

ทันใดนั้นข้อเท้าของเธอก็ถูกคว้าไว้ด้วยมือของผู้หญิงคนนั้น

ใบหน้าหญิงสาวขาวซีดไร้สีเลือด แววตาเลื่อนลอย พยายามอย่างยิ่งที่จะจะลุกขึ้นมา แต่การกระทำทั้งหมดนั้นล้วนเปล่าประโยชน์ ท่าทางหมอบคลานนั้น แสดงให้เห็นว่าอยากคุกเข่าให้ฮวาเหยียน เมื่อมองดูท่าทางที่เป็นเช่นนี้แล้ว ความเห็นอกเห็นใจของฮวาเหยียนที่ถูกกลืนหายไปหลายปีก็ถูกปลุกขึ้นมา เธอย่อตัวลงและประคองหญิงสาวเอาไว้ “เธอมีอะไรอยากจะสั่งเสียไหม? ”

แค่ก แค่ก แค่ก

พอเธอพูดจบ หญิงสาวคนนั้นก็กระอักไอออกมา

เมื่อได้ยินคำสุดท้ายที่ฮวาเหยียนกล่าวกับตน แววตาก็เปล่งประกายราวกับนางกำลังคว้าฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้ได้ “ได้โปรด ช่วยลูกของข้าด้วย ได้โปรดเถอะ… แค่กแค่ก”

ทุกคราที่พยายามพูดออกมาสักประโยค เลือดที่มุมปากก็จะทะลักไหลตาม เป็นเรื่องที่น่าเศร้าหาใดเปรียบ

ฮวาเหยียนเหลือบมองทารกในอ้อมกอดด้วยสีหน้าที่ยุ่งเหยิง “ฉันจะช่วยได้อย่างไร? เธอช่วยบอกฉันมาทีว่าเธอเป็นใคร? ที่นี่คือที่ไหน? พ่อของเด็กอยู่ที่ไหน? แล้วใครกันที่จะฆ่าเธอ? ”

แววตาของหญิงสาวเหม่อลอย ตัวสั่น นางนำเอาจี้หยกเปื้อนเลือดวางลงบนมือของฮวาเหยียน “ขอร้องละ พวกเราใบหน้าละม้ายคล้ายกัน จักต้องเป็นพรหมลิขิตแน่ ข้าขอให้ท่านช่วยข้าที ช่วยพาบุตรชายของข้าส่งให้ถึงมือบิดาของเขาที”

จี้หยกกลายเป็นสีแดง เมื่อวางลงบนฝ่ามือที่เย็นเฉียบ หลังจากที่มองอย่างละเอียดแล้วจะเห็นว่าด้านในมีรูปนกเฟิงหวงประทับอยู่ นี่เป็นสินค้าชั้นดี

หืม นี่มันใช่เวลาที่จะมาคิดเรื่องแบบนี้หรือ?

“ท่านเทพธิดา คนที่ไล่ล่าข้าจวนจะมาถึงแล้ว ท่านรีบหนีไปเสีย”

หญิงสาวร้องขออย่างร้อนรน ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความทุกข์ระทม นางคือคนที่เห็นกับตาว่าฮวาเหยียนร่วงหล่นลงมาจากฟ้า ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุผลใดก็ตาม นี่คงเป็นเพียงความหวังเดียวที่จะช่วยบุตรชายของตนได้

ในเวลานั้น พื้นพสุธาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงกีบม้าดังเข้ามาในระยะประชิดได้ยินเสียงคนลอยมาบางเบา “ที่นี่มีรอยเลือด ตามรอยเลือดไปข้างหน้า”

ฮวาเหยียนหลับตาปี๋ สั่นเกร็งไปหมดทั้งตัว

ใบหน้าของหญิงสาวซีดเผือด นางจับฮวาเหยียนและพยายามใช้แรงยืนขึ้น “ท่านเทพธิดา แค่กๆ ท่านสวมเสื้อคลุมของข้า แล้วรีบไปจากที่นี่เสีย”

น้ำเสียงของนางรีบร้อน แววตาที่สิ้นหวังนั่นทำให้ฮวาเหยียนรู้ได้ทันทีว่า ผู้ที่ตามมานั้นมีฝีมือที่ร้ายกาจยิ่ง

ในวันที่หนาวเย็นและมีหิมะปกคลุมไปทั่ว หญิงสาวที่ใส่แค่ชุดกันลม เพียงครู่เดียวมือเท้าก็เย็นเฉียบจนเท้าไม่สามารถจะยืนต่อได้ ทั้งเด็กน้อยในอ้อมอก หลังจากร้องไห้อย่างหนักลมหายใจก็เริ่มอ่อนลง ริมฝีปากเป็นสีม่วง หนาวจนตัวแข็งแล้ว

เห็นได้ชัดว่าสตรีที่อยู่ตรงหน้าเธอกำลังจะตาย

ฮวาเหยียนตัดใจ สวมเสื้อคลุมของหญิงสาว ห่มตัวเธอและเด็กน้อยไว้ในนั้น

ตอนนี้ถึงได้เห็นว่า หน้าอกของผู้หญิงคนนั้นมีลูกศรปักอยู่ แทงทะลุจากด้านหน้าไปถึงหลัง หยาดโลหิตสีแดงย้อมด้านหน้าทั้งหมด

ลูกศรโบราณ ทั้งไม่ใช่บาดแผลกระสุนของยุคสมัยใหม่ รวมไปถึงเครื่องแต่งกายของสตรีตรงหน้า หรือว่าเธอถูกฟ้าผ่าจนย้อนกลับมายุคโบราณแล้ว?

“เดี๋ยว เธอรีบบอกมาก่อน ว่าที่นี่คือที่ไหน พ่อของเด็กคนนี้คือใคร? ฉันต้องส่งเขาไปคืนที่ไหน? ”

ฮวาเหยียนรีบเอ่ยถาม

แต่อาจเป็นเพราะผู้หญิงคนนั้นบาดเจ็บสาหัส ไม่อาจได้ยินเสียงของฮวาเหยียน เห็นเพียงสายตาอาลัยอาวรณ์ที่ทอดมองเด็กน้อยที่อยู่ในอ้อมกอดของตน

“ท่านเทพธิดา ความเมตตาอันยิ่งใหญ่ของท่าน ข้าคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลมู่ นาม อันเหยียนจะขอชดใช้คืนให้ในชาติหน้า เจ้าของจี้หยกชิ้นนี้ก็คือบิดาของเด็กน้อยคนนี้ นับจากนี้ท่านคือมารดาของเด็กคนนี้ ท่านคือมู่อันเหยียน ธิดาของท่านอ๋องหลู่หนานแห่งอาณาจักรต้าโจว”

สิ้นคำ นางก็กระอักเลือกออกมาท่วมปาก รูม่านตาไม่ตอบสนองแต่กลับใช้กำลังเฮือกสุดท้ายลุกขึ้นมาแล้วเดินโซซัดโซเซล้มลุกคลุกคลานไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เสียงแห่งความโศกเศร้าดังก้องท่ามกลางหิมะ

“ข้ามู่อันเหยียน ชีวิตนี้รู้สึกละอายใจต่อบุตร ต่อบิดามารดา ท่านพ่อ ลูกขออภัย ลูกสาวคนนี้คงไม่สามารถทดแทนพระคุณของท่านได้ ความเมตตาที่ท่านฟูมฟักเลี้ยงดูมา คงต้องชดใช้คืนให้ในชาติหน้า”

น้ำตาไหลรินอาบทั่วใบหน้า กระอักเลือดเจียนตาย

ฮวาเหยียนทรุดลงกับพื้น รู้สึกเหมือนถูกคนต่อยเข้าที่หน้าอกอย่างจัง

อีกไม่นานหลังจากนั้นก็เกิดเรื่องที่ทำให้เธอตกใจยิ่งกว่าเดิม เมื่อผู้หญิงที่ชื่อมู่อันเหยียนมองลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ สายตาของเธอเต็มไปด้วยความอ้อนวอน ความเชื่อใจและความเชื่อมั่น ครู่ต่อมาหล่อนควักเอายาลูกกลอนเม็ดหนึ่งออกมาจากหน้าอก กรอกมันเข้าไปในปาก หลังจากนั้นในสายตาที่เบิกโพลงของฮวาเหยียน ร่างของหญิงสาวพลันสลายหายไปและเหลือเอาไว้เพียงกองเลือด

เป็นเพียงชั่วพริบตาเดียว รวดเร็วเสียจนฮวาเหยียนไม่สามารถหยุดยั้งเอาไว้ได้

เม็ดยา

ผู้หญิงคนนี้กลืนยานี้ลงไปต่อหน้าเธอ เหลือทิ้งไว้เพียงกองเลือด ช่างเป็นคนเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ ใช้วิธีโหดร้ายที่สุดในการขจัดร่องรอยการดำรงอยู่ของตนเอง

เป็นแบบนี้ได้อย่างไรกัน?

ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยเห็นคนตาย ถึงขั้นฆ่าคนก็เคยทำมาแล้ว แต่กลับไม่เคยเห็นการฆ่าตัวตายที่น่าเวทนาเช่นนี้มาก่อน ช่างเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก

ฮวาเหยียนเนื้อตัวแข็งทื่อไปหมด แม้แต่เด็กน้อยในอ้อมกอดก็กลับหนักอึ้งขึ้นมา

ซ้ำยังมีคำสั่งเสียสุดท้ายของสตรีนางนั้นที่แล่นเข้ามาในหู

อาณาจักรต้าโจว ตระกูลมู่ มู่อันเหยียน ชื่อของหล่อนต่างจากเธอแค่ตัวอักษรเดียว ดังนั้นที่นี่จริงๆ แล้วคือยุคโบราณใช่หรือไม่? เธอพยายามค้นหาข้อมูลต่างๆ ในสมอง ยุคใดที่มีอาณาจักรต้าโจวกัน?

หมายเหตุ : ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป ฮวาเหยียนยอมรับบทบาทของมู่อันเหยียน ทางทีมงานจะขอเปลี่ยนสรรพนามที่ฮวาเหยียนใช้แทนตัวเองจาก 'เธอ' เป็น 'นาง' เพื่อให้เข้ากับบริบทของนิยายค่ะ

เชิงอรรถ

[1] 百战百胜 รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง หมายถึง ชนะทุกครั้งแบบไร้พ่าย

----------------------------------

เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร

กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _

.

.

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ

แนะนำนิยายที่คุณไม่ควรพลาด กดที่รูปเพื่ออ่านได้เลยนะคะ

บุรุษหน้ากากทองผู้เหี้ยมโหด

“ด้านหน้า”

เสียงดังกึกก้องของเสียงกีบม้าที่พุ่งทะยานนั้นได้ดึงเอาฮวาเหยียนกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ดวงตาของนางเต็มไปด้วยประกายเฉียบคม เนื่องจากพื้นดินนั้นสั่นสะเทือนมากเกินไป นางจึงพลาดช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการหลบหนี สุดท้ายทหารเหล่านั้นก็มาปรากฏอยู่เบื้องหน้า ใบหน้าฮวาเหยียนแสดงออกถึงความน่าเกรงขามและเอาจริงเอาจัง นางกอดเด็กน้อยไว้แน่นแล้วออกตัววิ่งทะยานไปท่ามกลางหิมะที่ตกทั่วท้องนภา

“ตามไป! ”

“สวบสวบ…! ”

ลูกศรขนนกพุ่งผ่านหูของนางไปและปักเข้ากับพื้นด้วยความรุนแรง

ครืน ครืน

เสียงกีบเท้าของม้ายังคงดังก้องอยู่ในหู

ฮวาเหยียนไม่รู้ว่าตนเองต้องวิ่งไปทางไหน นางรู้เพียงแค่ว่าต้องวิ่งเท่านั้นและนางต้องปกป้องเด็กน้อยคนนี้เอาไว้ให้ได้ เพราะนี่เป็นการฝากฝังที่แลกมาด้วยชีวิตของผู้หญิงคนนั้น

เสียงลมหวนก้อง ลำคอแห้งผาก ด้านหน้านางยังเต็มไปด้วยหิมะโปรยปราย ฮวาเหยียนวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ซ้ำยังต้องคอยหลบลูกศรแหลมคมที่พุ่งมาตลอดเวลา จู่ๆ นางก็หยุดวิ่งกะทันหันและพยายามยั้งฝีก้าวของตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตาย

เพียงเพราะข้างหน้านั้น…

เป็นหน้าผาลึกชัน!

หากไม่ใช่เพราะสายตาที่เฉียบแหลมของนางที่เห็นแสงสีขาวที่สะท้อนจากภูเขาลูกตรงข้ามสาดแสงมา เท้าของนางที่เตะหินร่วงลงไปแต่ไร้เสียงแล้วล่ะก็ นางคงไม่รู้ว่าข้างหน้าคือหน้าผา ชั่วครู่หลังผ่านความหวาดกลัว เหงื่อก็ออกท่วมกายทำให้เสื้อคลุมหลุดออก นางจึงดึงเสื้อที่หลุดขึ้นมาและก็เกือบตกลงไปกระดูกป่นใต้หน้าผานั่นแล้ว

ขณะที่ฮวาเหยียนกำลังหอบหยใจแรงเฮือกใหญ่ ขอบคุณที่ปฏิกิริยาตอบสนองของนางเฉียบคมว่องไว เสียงกีบม้าหยุดลง เสียงม้าร้องดังโหยหวน กองทหารเดินมาหยุดอยู่ข้างหลังนาง

หลายร้อยคน…

ทุกคนสวมเสื้อคลุมสีดำ ในมือถือมีดยาว จ้องมาที่นางอย่างเอาเป็นเอาตาย

ด้านหน้ามีกองทหาร ด้านหลังเป็นหน้าผา ฮวาเหยียนไร้ซึ่งหนทางหลบหนี

นางก้มหน้าลงมองทารกในอ้อมอกซึ่งดูเหมือนว่าเขาจะหิวแล้ว ตากลมโตเปียกชื้น ปากเล็กกำลังดูดดึงกำปั้นน้อยๆ ของตัวเอง ทั้งไร้เดียงสา ทั้งน่ารักน่าเอ็นดู หัวใจของฮวาเหยียนอ่อนโยนขึ้นชั่วขณะ นางกำลังคำนวณอยู่ว่าในสถานการณ์ที่ไร้ซึ่งอาวุธและศัตรูที่มีร้อยกว่าคนเช่นนี้ โอกาสที่นางจะชนะนั้นมีเท่าไร

ซึ่งผลลัพธ์ก็คือ

ปราศจากโอกาสชนะ

“มู่อันเหยียน”

ในตอนนั้นเอง เสียงทุ้มลึกของบุรุษก็ดังขึ้น เสียงของผู้ชายคนนี้ ครั้นเทียบกับเสียงหิมะตกในฤดูหนาวนับว่าเย็นชากว่านัก

ชายผู้สวมชุดคลุมสีดำทั้งสองฝั่งเริ่มขยับถอยออกเพื่อเว้นตำแหน่งที่ว่างตรงกลางไว้ ชายชุดดำคนนึงสวมผ้าคลุมสีดำแถบสีเงิน ใส่หน้ากากสีทองครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นริมฝีปากที่เม้มแน่นเป็นเส้นตรง ขี่ม้าทรงสีขาวราวกับหิมะ เยื้องย่างตรงเข้ามาอย่างสง่างาม

มองไม่เห็นใบหน้า เห็นเพียงนัยน์ตาที่มืดสนิท ลึกลับราวกับไข่มุกท่ามกลางราตรีสงัด ราวกับหลุมดำขนาดมหึมาที่ดูดกลืนวิญญาณมนุษย์ เขาควบขี่อยู่บนหลังม้า ท่าทางเย่อหยิ่งโอหัง สูงส่งเหนือสรรพสิ่ง เต็มไปด้วยความเย็นชาและเฉยเมยต่อผู้คน

“มู่อันเหยียน เหตุใดเจ้าถึงไม่หนีต่อเล่า? ”

ริมฝีปากบางเอื้อนเอ่ยซักถาม

น้ำเสียงนั้นไร้ซึ่งความอบอุ่นใด ซ้ำยังแฝงไปด้วยความโกรธเกลียดและเย็นชา

ฮวาเหยียนกอดทารกเอาไว้แน่น ขณะนี้นางพลันเข้าใจสตรีที่สลายหายไปคนนั้น ราวกับว่านางผู้นั้นเป็นหญิงที่ลึกลับคนนั้น จนถึงตอนนี้ การหายตัวไปของหญิงสาวกลายเป็นตัวตนการดำรงอยู่ใหม่ของนาง หน้าตาที่ละม้ายคล้ายกัน เดิมทีฮวาเหยียนเป็นคนต่างถิ่น กลับถูกผู้หญิงคนนั้น มู่อันเหยียน มอบตัวตนใหม่ให้ หลังจากนี้ถึงนางจะมีกี่ร้อยปากก็ไม่สามารถอธิบายตัวตนของตัวเองได้ เพราะนับจากช่วงเวลาที่ผู้หญิงคนนั้นหายไป นับจากตอนนั้นที่นางรับเด็กคนนี้มา นางก็กลายเป็นมู่อันเหยียนอย่างสมบูรณ์ ช่างเป็นหญิงที่หาญกล้าและหลักแหลมเสียจริง

“ข้าไม่ได้หนี! ”

ฮวาเหยียนเอ่ย ในสมองรีบคิดหาทางหนีอย่างรวดเร็ว

ชายที่อยู่ตรงหน้ากดดันนางอย่างหนักหน่วง ชายคนนี้อันตราย เสียงระฆังในใจนางร้องเตือน

ตอนนี้นางสวมเสื้อคลุมของมู่อันเหยียนอยู่ แม้กระทั่งผมก็ถูกห่อไว้ในหมวก ที่นี่ไม่มีผู้ใดมองออกเลยว่าที่จริงแล้วนางคือคนอีกคนหนึ่ง

“ไม่หนีหรือ? เฮอะ ! ”

ชายผู้นั้นส่งยิ้มเย็นชา แสงสว่างวาบพุ่งออกมาจากตัวเขาทำเอาฮวาเหยียนตกใจจนขนาดที่นางไม่อาจรู้ได้เลยว่าชายที่อยู่ตรงหน้านี้เป็นใคร มีความสัมพันธ์อย่างไรกับมู่อันเหยียน ซ้ำยังไม่กล้าที่จะพูดอะไรออกมาอีกด้วย

“ตั้งลำ! ”

ชายคนนั้นออกคำสั่งเสียงดัง ชายชุดคลุมสีดำที่ยืนอยู่ข้างๆ ยื่นคันธนูและลูกธนูสีทองให้อย่างนอบน้อม ความตึงเครียดไหลบ่าทั่วร่าง นางเห็นเจตนาฆ่าชัดเจนรุนแรงออกมาจากตัวบุรุษรูปร่างสูงใหญ่คนนี้

ชายคนนั้นตั้งลูกธนูสามดอกบนลำแล้วเล็งไปที่ฮวาเหยียน พูดให้ถูกต้องคือเล็งไปที่เด็กน้อยในอ้อมกอดของฮวาเหยียน

“มู่อันเหยียน ขอเพียงเจ้าเอ่ยปากพูดออกมาว่าก้อนเลือดที่ชั่วร้ายนี้แท้จริงแล้วเป็นบุตรของใคร เปิ่นจวิ๋น [1] ก็อาจจะไว้ชีวิตเจ้า”

สายธนูขึ้นคล้องบนคันและอีกประเดี๋ยวก็จะพุ่งออกมา ทั้งคำพูดที่แสนเย็นชาของผู้ชายคนนั้นทำให้ฮวาเหยียนสั่นกลัว ยุคโบราณที่ไม่มีทั้งปืนกล มีแต่คนฝึกยุทธ์เหาะเหินเดินอากาศเต็มท้องฟ้า ความรู้สึกตกอยู่ในสถานการณ์คับขันที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนรายล้อมรอบตัวนาง

มู่อันเหยียนคนนี้ที่จริงแล้วไปทำอะไรให้ใครไม่พอใจไว้ ผู้ชายตรงหน้าที่ถูกเรียกว่า เปิ่นจวิ๋น จะต้องอยู่ในตำแหน่งสูงศักดิ์เป็นแน่ แต่มันคืออะไรกัน?

เป็นเพราะลอบมีชู้ลับหลังชายหน้ากากทองหรือ? ดังนั้นก็เลยถูกไล่ฆ่ามาจนถึงที่นี่?

ไม่!

มู่อันเหยียนคนนั้นอุปนิสัยราวกับดอกกล้วยไม้ที่สูงส่งและดีงาม ใบหน้านั้นสวยหยาดเยิ้ม เป็นสตรีผู้สูงศักดิ์ ดูไม่ใช่สตรีเช่นนั้นเลย ที่เป็นไปได้คือเจ้าหน้ากากทองที่ทั้งบีบบังคับและทำร้ายคนอื่นจนถึงขั้นพิการหรือตาย ซ้ำยังด่าทอเด็กคนนี้ต่างหาก

เมื่อนึกถึงท่าทีไร้เยื่อใยของมู่อันเหยียนก่อนตาย ใจของฮวาเหยียนก็ทั้งรู้สึกทั้งทุกข์ ทั้งโกรธ นางเองก็ไม่ใช่คนใจบอบบาง ยิ่งไม่ชอบเรื่องยุ่งยาก แต่ว่าในครั้งนี้นางไม่อยากติดค้างคำฝากฝังของผู้หญิงคนนั้นและอยากปกป้องเด็กน้อยคนนี้

แววตาพลันเปลี่ยนเป็นเย็นชา นางกอดเด็กน้อยไว้แน่น คำที่ว่า ‘ก้อนเลือดชั่วร้าย’ ทิ่มแทงหัวใจของฮวาเหยียนนัก

นางเกิดความรู้สึกโกรธขึ้นในใจ ความชั่วร้ายมักกำเนิดขึ้นจากขอบของความดีงาม

ฮวาเหยียนหัวเราะเยาะ ตาหรี่ลงราวกับจิ้งจอกพราวเสน่ห์ มุมปากยกยิ้มดหยียดแสดงออกถึงการเย้ยหยัน นางโต้กลับผู้ชายที่นั่งอยู่บนม้า “เจ้าต่างหากถึงจะเป็นก้อนเนื้อร้าย ทั้งตระกูลของเจ้านั่นแหละที่เป็นก้อนเนื้อร้าย ไอ้สารเลว คนที่โตมาอย่างเลวร้ายเช่นเจ้า มิน่าเล่า ถึงไม่กล้าเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริง ใส่หน้ากากรังแกพวกเราหญิงหม้ายและลูกที่กำพร้าบิดา”

สิ้นคำ นางก็ได้ยินเพียงเสียงสูดลมหายใจเฮือกหนึ่ง เหล่าชายชุดดำเบิกตาโพลงมองจ้องฮวาเหยียนราวกับพบเจอผีก็ไม่ปาน

ทันทีที่นางพูดจบก็เห็นเพียงสายตาพิโรธของเหล่าชายชุดดำจ้องมองมาที่นาง หลังจากนั้นพวกเขาก็โยนตัวลงจากม้าและคุกเข่าลงพื้นด้วยความหวาดกลัว

“นายท่าน โปรดระงับโทสะด้วย! ”

ชายบนหลังม้าเต็มไปด้วยจิตสังหารรุนแรง ฮวาเหยียนราวกับมองเห็นพลังงานดำมืดรวมอยู่รอบตัวเขา เส้นผมสีดำสนิทของเขากำลังเต้นรำอย่างบ้าคลั่งท่ามกลางวันหิมะโปรยปราย

เขายกคันธนูในมือขึ้นมาแล้วเล็งไปที่ฮวาเหยียน

“มู่อันเหยียน เจ้านี่มันรนหาที่ตายเสียจริง! ”

เสียงของเขาทั้งเย็นเยือก ทั้งเย็นชา

ไม่มีความอบอุ่นแม้แต่นิด

ดวงตาทั้งสองภายใต้หน้ากากนั้น ช่างเย็นชาหาใดเปรียบ แถมยังเหี้ยมโหดทารุณ

ลูกศรอยู่บนสายธนู เพียงแค่ปล่อยก็ยิงออกไปได้แล้ว แต่เขากลับไม่ยอมปล่อยมือ ราวกับอยากเพลิดเพลินกับความกลัวในความเป็นตายของฮวาเหยียน

“เจ้าฆ่าข้าไม่ลงหรอก! ”

ฮวาเหยียนเหยียดยิ้มชั่วร้าย พลางกอดเด็กที่อยู่ในอ้อมอกแล้วค่อยๆ ถอยหลัง ส่งเสียงกระแอมอย่างเย็นชา

“ฆ่าเจ้าไม่ได้? เจ้าคิดว่าข้ามิอาจหักใจได้หรือ? ”

เมื่อผู้ชายคนนั้นฟังคำพูดของฮวาเหยียนแล้ว เขารู้สึกว่ามันช่างน่าขันเสียเหลือเกิน คำพูดนั้นเต็มไปด้วยการดูถูก เขาเข้าใจผิดทั้งหมดต่อความหมายที่ฮวาเหยียนต้องการจะสื่อ

ฮวาเหยียนเดาไม่ออกว่าผู้ชายคนนี้กับผู้หญิงที่ชื่อเหมือนนางแท้จริงแล้วมีความสัมพันธ์กันอย่างไร แต่จะให้พูดมากกว่านี้ก็ไม่ได้ ด้านหลังนางคือหน้าผาลึก ทางหนีรอดที่จะมีชีวิตเพียงหนึ่งเดียวของนางคือการจ้องผู้ชายคนนั้นอย่างเอาเป็นเอาตาย นางแอบครุ่นคิดในใจ หากผู้ชายคนนี้ยิงลูกศรในมือออกมา นางจะมีโอกาสรอดมากน้อยเพียงใด

เมื่อฮวาเหยียนไม่พูด ผู้ชายหน้ากากทองก็หัวเราะเย็นชา จากนั้นก็พูดกับผู้ชายชุดคลุมสีดำนับร้อยคนที่คุกเข่าอยู่กับพื้นว่า “ผู้หญิงคนนี้ข้ายกให้พวกเจ้า! ”

เชิงอรรถ

[1] เปิ่นจวิ๋น คำที่เชื้อพระวงศ์(ชาย) ใช้เรียกตัวเอง

----------------------------------

เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร

กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _

.

.

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ

แนะนำนิยายที่คุณไม่ควรพลาด กดที่รูปเพื่ออ่านได้เลยนะคะ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...