โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เท่าไหร่ก็ไม่พอขาย!'ชาวบ้านเขาไพร'เลี้ยงต่อหัวเสือสร้างรายได้นับแสนต่อปี

แนวหน้า

เผยแพร่ 10 ต.ค. 2566 เวลา 17.00 น.

ชาวบ้านตำบลเขาไพร อ.รัษฎา จ.ตรัง รวมกลุ่มเสี่ยงตายเลี้ยงต่อหัวเสือขาย สร้างรายได้นับแสนบาทต่อปี เผยเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย แถมยังสามารถผสมพ่อแม่พันธุ์เอง ลดการเผาหรือจับจากธรรมชาติ

เมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หมู่ที่ 2 ต.เขาไพร อ.รัษฎา จ.ตรัง ชาวบ้านในเครือญาติ 4-5 คนรวมกลุ่มกันเลี้ยงต่อหัวเสือกว่า 50 รัง เพื่อจับตัวอ่อนขายในราคากิโลกรัมละ 800 บาท สร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว นอกเหนือจากอาชีพกรีดยางพารา โดยได้เลี้ยงต่อหัวเสือมาประมาณ 15-16 ปีแล้ว แต่ปีนี้สามารถจับพ่อแม่พันธุ์มาผสมให้เป็นนางพญาได้ โดยไม่ต้องไปเผาทำลายหรือจับมาจากป่าธรรมชาติ ซึ่งใน 1 ปีสามารถจับตัวอ่อนของต่อหัวเสือขายได้แค่ 2 ครั้งคือครั้งที่ 1 ในเดือนกรกฎาคม-กันยายน และครั้งที่ 2 ในเดือนตุลาคม-เดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงหลังฤดูผสมพันธุ์ของต่อหัวเสือทำให้มีลูกอ่อนจำนวนมาก โดยต่อหัวเสือที่จับมาได้ จะต้องใช้แหนบค่อย ๆ ดึงออกมาจากรังทีละตัว ซึ่งจะได้ทั้งตัวอ่อนและลูกใบ้(ตัวต่อที่เพิ่งมีปีก) นำมาทำอาหารได้สารพัดเมนู ทั้งคั่วเกลือ ผัดกะทิ ลาบและอื่น ๆ ก่อนจะนำรังเปล่าไปร้อยด้วยลวดแล้วนำไปแขวนกลับไว้ที่เดิม ไม่ถึง 2 วันต่อหัวเสือก็จะประสานรังให้ต่อติดกันโดยไม่ต้องสร้างรังใหม่ ทำให้สามารถวางไข่ได้เร็วขึ้น ส่วนเกษตรกรก็จับตัวอ่อนขายได้มากขึ้น ซึ่งแต่ละรังจะมีลูกต่อหัวเสือน้ำหนักตั้งแต่ 2.5 -5 กิโลกรัมเลยทีเดียว

ซึ่งแต่ก่อนชาวบ้านมักจะไปเผารังต่อหัวเสือในป่าธรรมชาติ ทำให้พ่อแม่พันธุ์ตายเกลี้ยง แต่หลังจากที่มีการศึกษาและทดลองนำต่อหัวเสือมาเลี้ยง ด้วยการให้กินเนื้อไก่ เนื้อปลาและน้ำสะอาด จนตัวต่อสามารถออกหาอาหารกินเองได้ จึงมีต่อหัวเสือเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ทำให้ลดการเผาทำลายรังต่อ ไม่ต้องปีนขึ้นต้นไม้สูงซึ่งเสี่ยงอันตรายมาก นอกจากนี้ เกษตรกรยังค้นพบวิธีการขยายพันธุ์ต่อหัวเสือ ด้วยการจับพ่อแม่พันธุ์มาขังไว้ในมุ้งเดียวกัน หลังจากจับคู่ผสมพันธุ์เสร็จ ก็จะแยกพ่อแม่พันธุ์ไปเลี้ยงไว้ในรังเล็ก ๆ ที่เกษตรกรสร้างขึ้นมา ใช้เวลาประมาณ 7 เดือน ตัวต่อก็จะขยายรังให้ใหญ่ขึ้นจนมีรังต่อหัวเสือพร้อมขายที่มีตัวอ่อนรังละ 3-5 กิโลกรัมเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามต่อหัวเสือลูกใบ้ ที่เพิ่งกลายเป็นตัวต่อ และต่อหัวเสือพ่อแม่พันธุ์ที่อยู่ระหว่างการผสมพันธุ์จะไม่ดุร้าย แม้จะมีพิษแต่ก็รุนแรงน้อยกว่าต่อหัวเสือธรรมดามาก โดยอาหารที่นิยมใช้ตัวอ่อนต่อทำ อาทิ ตัวต่อผัดกะทิ ผัดพริก ผัดเกลือ เป็นต้น โดยลูกต่ออ่อนยอมรับว่าจับเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย เพราะมีลูกค้าจากจ.ตรังและจังหวัดใกล้เคียงสั่งจองไว้หมดแล้ว และถึงแม้จะเป็นอาชีพที่อยู่บนความเสี่ยงสูง แต่ก็สร้างรายได้ให้เกษตรกรในกลุ่มนับแสนบาทต่อปี ส่วนใครสนใจอยากจะศึกษาดูงาน สามารถติดต่อได้ทางfb ณรงค์ ก่อสกุลหรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 085-7906414

ด้านนายณรงค์ ก่อสกุล ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงต่อหัวเสือ จ.ตรัง กล่าวว่า หลังผ่านโควิดมาเริ่มทำอีกครั้งในปีนี้จำนวน 5 ครัวเรือนหรือประมาณ 50 รัง ส่วนของตนอยู่ที่ 2-3 ครั้งต่อรังต่อปี ถ้าเป็นรังใหญ่เต็มที่จะได้ลูกต่อประมาณ 2-3 กิโลกรัม ผลตอบรับดีมาก รวมกันแล้ว 2 ครั้งที่จับได้ลูกต่อเกือบ 4 กิโล แต่ถ้ามีรังที่สมบูรณ์ก็จะได้ถึง 5 กิโลกรัม ส่วนรายได้พอได้เสริมกับรายจ่ายขณะที่ผลผลิตถือว่าไม่เพียงพอต่อลูกค้า ขณะนี้มีการเพาะแม่พันธุ์เองเพื่อนำไว้ไปเลี้ยงต่อในปีหน้า อย่างไรก็ตามตัวอ่อนต่อหัวเสือสรรพคุณมีแคลเซียม โดยคนสมัยก่อนใช้รักษาโรคหอบหืดให้หาย ช่วยบำรุงสายตา

ขณะที่นายสุริยัน ก่อสกุล อายุ 39 ปีผู้เป็นหลานและเป็นเกษตรกรที่เลี้ยงต่อหัวเสือมากที่สุดในอำเภอรัษฎาหรือกว่า 20 รัง กล่าวว่า ตนเลี้ยงและศึกษามานาน 15 ปีแล้ว ชอบตั้งแต่การเริ่มค้นหารังและเก็บตัวอ่อนมากินและเกิดประโยชน์กับครอบครัว เชื่อว่าตัวอ่อนมีโปรตีนเยอะจึงเอามาให้ลูก ๆ ได้ทาน ซึ่งตอนนี้เลี้ยงกันอยู่ 50 รัง แต่ละปีจับแค่ 2 ครั้งช่วงกรกฎาคม-กันยายนและตุลาคม-พฤศจิกายน แต่ปีนี้เพิ่งเริ่มจับหลังโควิดทั้ง 50 กว่ารัง ได้น้ำหนัก100 กว่ากิโล หรือเกือบ 1 แสนบาท ส่วนตนยังไม่เคยโดนต่อต่อย สำหรับชั้นของตัวต่อที่เอาลูกอ่อนออกมาแล้วจะนำไปใส่กลับไว้ที่เดิมโดยร้อยกับลวด รออีก 1 เดือนก็จับใหม่ได้ ส่วนเทคนิคการจับพ่อแม่พันธุ์มาผสมเอง ได้ศึกษามานาน 4-5 ปีแล้ว เริ่มจากศึกษาตัวอ่อนที่ออกมาจากรัง แล้วเก็บมาทดลองเลี้ยง ให้กินน้ำหวาน จึงรู้ว่าเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย เมื่อเห็นมันผสมพันธุ์จึงศึกษาต่ออีก 3-4 ปีจนมาถึงจุดที่ผสมพันธุ์และเพาะแม่พันธุ์ได้ด้วย ---017

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...