โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จินตะหราอาลัย เสียงครวญจากหญิงผู้เป็น “ทาสรัก” ของอิเหนา

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 19 ก.ค. 2566 เวลา 07.22 น. • เผยแพร่ 19 ก.ค. 2566 เวลา 07.22 น.
“อิเหนาลานางจินตะหรา” ภาพเขียนโดย อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต จากหนังสืออิเหนา ลักษณวงศ์ สมุทรโฆษ โดยนายตำรา ณ เมืองใต้, พ.ศ. 2545

บทละครเรื่อง“อิเหนา” พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 เราจะเห็นภาพของเจ้าชายหนุ่มนักรักแห่งวงศ์อสัญแดหวา ผู้มีคุณสมบัติพร้อมพรั่งทั้งชาติตระกูล รูปลักษณ์ วาทศิลป์ สติปัญญา และฝีมือการรบอันเก่งกาจ โดยเฉพาะเสน่ห์ครองใจสตรี อิเหนาจึงมีหญิงงามมากหน้าหลายตามาเป็นคู่รักตลอดทั้งเรื่อง นับแล้วมีร่วม 10 คน แต่ในบรรดาชายาทั้งหลาย “นางจินตะหรา”หรือ จินตะหราวาตี คือ “รักแรก” ของอิเหนา เป็นรักมั่นที่มอบให้แก่ตัวละครชายผู้นับว่า “เจ้าชู้” ที่สุดผู้หนึ่งในโลกวรรณคดี

นางจินตะหรา อายุรุ่นราวคราวเดียวและเป็นลูกพี่ลูกน้องกับอิเหนา ทั้งสองพัฒนาความรักจนเกิดความเสน่หาเมื่อครั้งอิเหนาไปช่วยงานศพพระอัยกีที่เมืองหมันหยา แม้อิเหนาจะมีคู่ตุนาหงัน (คู่หมั้น) อยู่แล้วคือ “นางบุษบา” แต่ความรักความหลงใหลที่นางจินตะหรามีต่ออิเหนา เป็นต้นเหตุที่ทำให้อิเหนาก่อเรื่องวุ่นวายท่ามกลางหมู่พระประยูรญาติ และอิเหนาต้องคอยตามแก้ไขปัญหาจนแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินเรื่องทั้งหมด

กระนั้นก็ดี บทจากลาระหว่างนางจินตะหรากับอิเหนา เพราะอิเหนาต้องเดินทางไปกรุงดาหา ถูกยกย่องว่าหากได้อ่านแล้วจะอดสงสารนางจินตหราไม่ได้ เพราะนางจต้องอยู่ห่างไกลสามี ซ้ำจุดหมายของคู่รักยังเป็นที่อยู่ของคู่ตุนาหงัน คือเมืองของนางบุษบา นางย่อมกริ่งเกรงกลัวว่าจะสูญเสียความรักจากอิเหนา เกิดเป็นบทเปรียบเปรยความรักกับสายน้ำอันโด่งดังว่า

“แล้วว่าอนิจจาความรัก
พึ่งประจักษ์ดั่งสายน้ำไหล
ตั้งแต่จะเชี่ยวเป็นเกลียวไป
ที่ไหนเลยจะไหลคืนมา”

นางจินตะหราจึงเป็นตัวละครที่มี “มิติ” ในความเป็นมนุษย์อันประกอบด้วย รัก โสลภ โกรธ หลง ที่โดดเด่นที่สุดในบรรดาสตรีของอิเหนา โดย นิพัทธ์ แย้มเดช ผู้เขียนบทความ “ภาพชีวิตนางจินตะหรา : ตัวละครหญิงผู้ตกเป็นทาสรักอิเหนา” (ศิลปวัฒนธรรม ฉบับกุมภาพันธ์ 2566) ได้วิเคราะห์บทเรียกน้ำตาสงสารของนางจินตะหรานี้อย่างละเอียด ลึกซึ้ง เผยอารมณ์และพฤติกรรมด้านลึกของตัวละครจนเห็นภาพชัดเจน ดังนี้ [จัดย่อหน้าใหม่และเน้นคำเพิ่มเติมโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม]

เสียงครวญ นางจินตะหรา : “แล้วว่าอนิจจาความรัก พึ่งประจักษ์ดั่งสายน้ำไหล”

ตอนที่อิเหนาลาจากนางจินตะหราเพื่อเดินทางไปเมืองดาหา เราจะเข้าใจหัวอกนางจินตะหราได้ชัดเจน หากเราพินิจคำพูด ปฏิกิริยา และอารมณ์นางจินตะหราจะพบว่า นางไม่อาจวิงวอนให้อิเหนาอยู่เคียงข้างได้ ปัจจัยและเงื่อนไขที่อิเหนาต้องจากนางไปเป็นปัญหาใหญ่หลวงกว่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวของนางเองกับสามี เพราะการที่อิเหนาลาจากนางจินตะหราเกี่ยวข้องกับเครือญาติ การรักษาหน้าตาวงศ์เทวา รวมถึงการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับรัฐ ซึ่งความเป็นไปทั้งหมดนี้นางจินตะหราไม่สามารถหน่วงเหนี่ยวอิเหนาให้ประทับ ณ เมืองหมันหยาได้อีกต่อไป

เมื่ออิเหนาแจ้งเหตุราชการแก่นางจินตะหรา“เป็นเหตุด้วยดาหาเวียงไชยเกิดการศึกใหญ่ไพรี” ข้างนางจินตะหราก็ตอบโต้ด้วยวาทศิลป์แยบคาย โดยพาดพิงไปถึงนางบุษบาคู่ตุนาหงันอิเหนา แล้วนางตัดพ้อในคำมั่นสัญญาของอิเหนาที่ดูกลับกลอก “พระจะไปดาหาปราบข้าศึก ฤๅรำลึกถึงคู่ตุนาหงัน ด้วยสงครามในจิตยังติดพัน จึงบิดผันพจนาไม่อาลัย ไหนพระผ่านฟ้าสัญญาน้อง จะปกป้องครองความพิสมัย ไม่นิราศแรมร้างห่างไกล จนบรรลัยมอดม้วยไปด้วยกัน”

คำว่า “สงครามในจิต”เป็นสิ่งที่น่าคิด หากเราพินิจแก่นของสงครามจะพบว่าทุกสงครามล้วนเกิดจากความขัดแย้งแล้วขยายเป็นวงกว้าง นัยนี้ สงครามในจิตสะท้อนภาวะสับสนขัดแย้งในอารมณ์ความคิดอิเหนา กล่าวคือ อิเหนาคิดฉงนอยู่ไม่วายว่านางบุษบาจะงามสู้หญิงคนรักของตนได้หรือไม่ ความคิดสับสนจนกลายเป็น “สงครามในจิต” ก่อกวนจิตใจอิเหนาทวีขึ้น ทำให้ใจหนึ่งอิเหนาตอบตนเองว่านางบุษบาไม่คู่ควรกับตนเท่านางจินตะหรา แต่ใจหนึ่งอิเหนาก็คิดสงสัยว่านางบุษบาจะงดงามสักปานใด

ความสงสัยก่อกวนใจอิเหนาจนเริ่มเป็นความสับสน ก็ดูจะเป็นคำตอบอยู่ในทีแล้วว่าถ้านางบุษบามีเสน่ห์ดึงดูดใจแรงกว่านางจินตะหรา อิเหนาจะเปลี่ยนใจหันเหจากนางจินตะหราไปสู่นางบุษบาหรือไม่ ดูเหมือนว่านางจินตะหรากล่าววาทะอันเป็นลางกลาย ๆ ว่าอีกนานเพียงใดกว่าอิเหนาจะยกทัพกลับมาหานาง “มิรู้มาอาภัพกลับกลาย จะหลีกเลี่ยงเบี่ยงบ่ายหน่ายหนี ยังสมคำสัญญาที่พาที กี่ร้อยปีพระจะกลับคืนมา”

การที่นางจินตะหรากล่าวถึงเวลายาวนานถึงร้อยปีกว่าอิเหนาจะกลับคืนมา แม้ดูเหมือนประชดประชัน แต่ก็ชี้ให้เห็นความไม่แน่นอนของความรัก วันนี้มีพบ พรุ่งนี้มีจาก อันเป็นไปตามสัจธรรมของโลกที่มนุษย์ล้วนพานพบ

ฝ่ายอิเหนาพูดทำนองบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น โดยอ้างคำมั่นสัญญาที่ให้แก่นางจินตะหรา “จะคงครองไมตรีไม่หนีหน่าย”แล้วย้ำให้นางมั่นใจ “อย่าสงกาว่าจะวายคลายรัก”การเดินทางจากนางไป ถือเป็นความ “จำเป็น” และ “จำใจ” “เพราะเกรงเดชบิตุรงค์ทรงศักดิ์”เมื่อเกิดศึกประชิดเมืองดาหา อิเหนาจึงไม่อาจขัดพระบัญชาของพระบิดาได้

อิเหนายื่นหลักฐานให้นางจินตะหราแจ้งประจักษ์ เพื่อคลายจากความกินแหนง แคลงใจ “สารามีมาเป็นพยาน พระยื่นสารให้นางทัศนา”ข้างนางจินตะหรา “ค้อนให้ไม่แลดูสารา กัลยาคั่งแค้นแน่นใจ”แล้วนางตัดพ้อด้วยวาทศิลป์ที่กลั่นอารมณ์น้อยเนื้อต่ำใจ ดังความว่า

แล้วว่าอนิจจาความรัก

พึ่งประจักษ์ดั่งสายน้ำไหล

ตั้งแต่จะเชี่ยวเป็นเกลียวไป

ที่ไหนเลยจะไหลคืนมา

สตรีใดในพิภพจบแดน

ไม่มีใครได้แค้นเหมือนอกข้า

ด้วยใฝ่รักให้เกินพักตรา

จะมีแต่เวทนาเป็นเนืองนิตย์

โอ้ว่าน่าเสียดายตัวนัก

เพราะเชื่อลิ้นหลงรักจึงช้ำจิต

จะออกชื่อลือชั่วไปทั่วทิศ

เมื่อพลั้งคิดผิดแล้วจะโทษใคร[1]

คำพูดนางจินตะหราข้างต้น เป็นวาทะอันไพเราะคมคายอย่างยิ่งในวรรณคดีไทย อาจารย์เปลื้อง ณ นคร ยกย่องว่าเป็น“กวีวัจนะยอดเยี่ยม และเป็นเอกบทหนึ่งในเรื่องอิเหนา น่าจะจำไว้ท่องเล่นยามว่างทั้งชายหญิง ด้วยว่าไพเราะจับใจ ปนด้วยอารมณ์รักอารมณ์ร้าง ถ้าเป็นหญิงก็เจียนสะอื้นไปด้วยกับจินตะหรา” [2]

ผู้เขียนใคร่ขอเสริมและขยายความว่าคำประพันธ์ที่ยกมานำเสนอภาพนางจินตะหราได้อย่างมีชีวิตชีวา แสดงอารมณ์ผิดหวัง เจ็บใจ และเศร้าตรมระคนกัน เพราะจะมีสตรีแดนดินใด “ได้แค้น” เหมือนกับนางจินตะหรา

กวีนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่านางจินตะหรามี “อารมณ์ตัดพ้อ” และ “หวาดระแวง” อย่างที่หญิงผู้รักและหวงแหนสามีมีกันทุกคน แต่ที่มีมิติอารมณ์ลึกซึ้งก็คือ คำพูดของนางจินตะหราเป็นอารมณ์ตัดพ้อชวนเห็นใจ ในสถานการณ์ที่นางเผชิญภาวะความทุกข์เพราะต้องพรากจากชายคนรัก นางจะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา นางประจักษ์แก่ใจว่าความรักเปลี่ยนแปลงไปไม่ต่างจากสายน้ำที่ไม่ไหลย้อนกลับคืนมา สัจธรรมดังกล่าวเป็นสิ่งที่นางยอมรับ แต่นางก็ยกความแตกต่างของศักดิ์สถานะอันต่ำต้อยไม่สมวงศ์เทวามาตอกย้ำอิเหนาให้เห็นถึงความทุกข์ของนาง

ทุกข์ที่ว่านาง “ใฝ่รัก” ทุกข์เพราะนาง “เสียดายตัวนัก” ทุกข์จากการ “เชื่อลิ้นหลงรัก” กระนั้นก็ตามนางยังไม่โยนความผิดบาปนี้ให้แก่อิเหนา แต่เป็นเพราะ “ตัวของนาง” ทำเอง ซึ่งโทษใครไม่ได้ ถ้อยคำที่นางจินตะหราพรั่งพรูต่อว่าอิเหนา “พระจะมีเมตตาก็หาไม่”และการที่อิเหนาต้องจากนางไป “ก็รู้เท่าเข้าใจในทำนอง” ทั้งนี้ เพราะในความเข้าใจของนางจินตะหรา นางบุษบา “ควรคู่ภิรมย์สมสอง”กับอิเหนายิ่งกว่านาง

นางจินตะหรากล่าวถึงความต่ำต้อยของตนเมื่อเทียบกับนางบุษบา “ไม่ต่ำศักดิ์รูปชั่วเหมือนตัวน้อง ทั้งพวกพ้องสุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์”ความแตกต่างทางชนชั้นระหว่างนางกับคู่ตุนาหงันของอิเหนา ตอกย้ำปมฝังใจจนถึงเวลาสุดท้ายที่อิเหนากำลังลาจากนางไป ดังนั้น ในช่วงเวลาที่นางต้องอยู่ตัวคนเดียวปราศจากสามี ชาวดาหาย่อมนินทานาง คงมีแต่ความอับอายที่นางต้องแบกหน้ารับไว้ชั่วกาลนาน “โอ้แต่นี้สืบไปภายหน้า จะอายชาวดาหาเป็นแม่นมั่น เขาจะค่อนนินทาทุกสิ่งอัน นางรำพันว่าพลางทางโศกา”

กว่านางจินตะหราจะสงบอารมณ์โศกลงได้ ก็ต่อเมื่ออิเหนายืนยันคำมั่นสัญญารักที่จะมอบความรักให้แก่นางคนเดียว “จงสร่างสิ้นกินแหนงแคลงใจ ที่ในบุษบามารศรี พี่สลัดตัดใจไม่ไยดี มิได้มีปรารถนาอาลัย” และ “อันลือข่าวบุษบาว่างามนัก จะดีกว่าน้องรักนั้นหาไม่”นางจินตะหราเห็นคล้อยตามอิเหนาในแง่ที่ว่าหากเมืองดาหาถูกข้าศึกพิชิต“เจ้ากับพี่ก็จะมีแต่นินทา แก้วตาจงดำริตริตรอง” คำพูดที่เอ่ยจากปากอิเหนาต่อมาก็คือ “ถึงไปก็ไม่อยู่นาน เยาวมาลย์อย่าโศกเศร้าหมอง”

ขณะที่นางจินตะหราอยู่กับอิเหนา นางมีธรรมชาติวิสัยเป็นผู้ตาม มิใช่ผู้นำ เชื่อฟังและสนับสนุนสิ่งที่ดีงามเมื่อสามีเห็นว่าดี นางจินตะหราได้ฟังอิเหนาแถลงว่าการเดินทางไปเมืองดาหาเพราะเหตุผลทางการเมือง นางก็เห็นด้วยกับหตุผลข้อนี้ “ซึ่งพระจะเสด็จไปชิงชัย ก็ตามใจไม่ขัดอัธยา แม้นสำเร็จราชการงานศึก แล้วรำลึกอย่าลืมหมันหยา”

ถ้าเราพินิจคำพูดของนางจินตะหรา จะพบว่านางจินตะหราให้ความสำคัญอยู่ 2 สิ่ง สิ่งแรก คือ เงื่อนไขของเวลาที่อิเหนาต้องกลับมาเมื่อเสร็จกิจ “จงเร่งรีบยกทัพกลับมา น้องจะนับวันท่าภูวไนย”สิ่งที่ 2 คือ คำมั่นสัญญาที่อิเหนารับปากว่าจะไม่ทอดทิ้งนางให้เดียวดาย “แม้นเสร็จศึกนึกกลับมาหมันหยา ให้สมซึ่งสัญญาได้ว่าขาน อย่าลืมคำลืมเคยที่โปดปราน เยาวมาลย์ทูลพลางทางโศกี”

ช่วงเวลาสุดท้ายก่อนที่อิเหนาจะพรากจากนางจินตะหรา อิเหนารับรองคำมั่นสัญญาว่ารักมั่นต่อนางไม่เปลี่ยนแปลง “ถึงตัวพี่จะไปรณรงค์ แต่ใจจงพุ่มพวงดวงยิหวา แต่พอเสร็จพันตูไม่อยู่ช้า จะเร่งรีบกลับมาหาน้อง”ถามว่าอิเหนาคิดรอบคอบแล้วหรือถึงให้คำมั่นสัญญาจนกลายเป็นห่วงโซ่คล้องใจนางจินตะหราในเวลาต่อมา เราก็คงตอบว่าสถานการณ์ขณะนั้นส่งเสริมให้อิเหนาต้องพูดเช่นนั้น เพียงแต่นางจินตะหราจดจำฝังใจกับคำพูด เมื่อสิ่งที่นางรอคอยมิได้เป็นอย่างที่คาดหวัง อิเหนาเสร็จศึกสังหารท้าวกะหมังกุหนิงแล้วแต่ยังไม่กลับมาเมืองหมันหยา นางจินตะหราจึงฝันสลายและจิตใจบอบช้ำ

เบื้องหลังที่นางจินตะหราต้องรอเก้อ นั่นเพราะอิเหนาประจักษ์พลังความงามของนางบุษบาแทนที่นางจินตะหรา อิเหนาซึ้งแก่ใจตนเองว่านางบุษบา “งามจริงยิ่งเทพนิมิต ให้คิดเสียดายเป็นหนักหนา”ความหลงใหลในกามคุณโดยเฉพาะจักษุสัมผัส ทำให้อิเหนายอมรับว่านางบุษบา“ดังหยาดฟ้ามาแต่กระยาหงัน”ความงามของนางบุษบาเลิศล้ำเกินมนุษย์เหมือน “เทพสร้าง” หยดย้อยมาจาก “สวรรค์” เช่นนี้ เป็นการบอกโดยนัยว่านางบุษบางามที่สุดในสายตาอิเหนา

ธรรมชาติอารมณ์ของอิเหนามีจุดอ่อนเด่นชัด คือ ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ปรารถนาทางเพศได้เมื่อเจอหญิงงามบาดใจ อารมณ์หลงใหลเช่นนี้สร้างความทุกข์มหันต์ให้แก่อิเหนาต่อมาด้วย ดังที่อิเหนาคิดคะนึงอยู่ไม่วายว่า“จะคิดไฉนดีนะอกเอ๋ย จะได้เชยชมชิดพิสมัย” เราจะเห็นได้ว่าปฏิกิริยาของอิเหนาที่หวังชมเชยสตรีเพศโฉมงามเคยเกิดขึ้นแล้วเมื่ออิเหนาต้องการจะได้เสียกับนางจินตะหรา แต่บัดนี้อาการไข้ใจเพราะพิษรัก กำลังเล่นงานอิเหนา“ดังเพลิงกาลผลาญไหม้ทั้งกายา”อย่างหนักหน่วงรุนแรง

ความน่าสลดใจในเส้นทางชีวิตของอิเหนากับนางจินตะหราอยู่ตรงที่ว่า อิเหนาผู้ขลาดเขลาต่อรสโลกีย์กำลังหลงเพ้อถึงสาวงามคนใหม่จนควบคุมตนเองบนครรลองคำมั่นสัญญารักไว้ไม่ได้ คำสัตย์ว่ารักจริงที่อิเหนาเอ่ยต่อนางจินตะหราแท้จริงเป็นเพียงคำลวง และเป็นจริงดังนางจินตะหราตัดพ้อว่าสวามีจะไปหลงพัวพันกับคู่ตุนาหงัน อีกกว่าร้อยปีจะกลับคืนมาเพราะฉะนั้น นางงามคนเก่าเช่นนางจินตะหรา รวมถึงนางมาหยารัศมีและนางสการะวาตี จึงกลายเป็นของตาย ถ้าเปรียบเป็นเพชรก็หมองหม่นหมดค่าหมดความสนใจไปโดยปริยาย

ถึงเวลานี้เราจะเห็นได้ว่าอิเหนาเปลี่ยนไปเป็นคนละคน อิเหนาไม่ได้รักนางจินตะหราอย่างสุดใจแล้ว อิเหนายอมรับเจ็บปวดรวดร้าวใจที่ไม่ได้ไขว่คว้า “ดวงแก้ว” คือนางบุษบาเอาไว้ตั้งแต่แรก ดวงแก้วที่อิเหนาควรจะทะนุถนอมในวินาทีนี้คือ “นางบุษบา” ไม่ใช่นางจินตะหราที่เคยเทิดทูนหลงเพ้อ

เมื่ออิเหนารู้ว่าหญิงงามนามบุษบากำลังจะพรากไปสู่มือของระตูเมืองอื่น จึงทำให้อิเหนาประสบความวิปโยคราวกับจะขาดใจตาย ตัวบทพรรณนาภาพอิเหนาถูกพลังความงามของนางบุษบาครอบงำ โดยแทรกภาพชายาคนเก่าผู้น่าสงสารไว้ว่า“แน่นอนถอนฤทัยใหลหลง ถึงองค์บุษบายาหยี ลืมสามสุดานารี ภูมีสร้อยเศร้าโศกาลัย” …

ภาพชีวิตของนางจินตหราในเรื่อง “อิเหนา” นั้น นางเป็นดังศรีภรรยาที่ยอมเป็นทาสรักสามี ขณะเดียวกันก็เป็นเมียหลวงจิตใจงาม ในแง่วรรณกรรม นางจินตะหรามีส่วนเติมเต็มการรับรู้ตัวตนและอารมณ์ด้านลึกของอิเหนาและนางบุษบาอย่างยิ่ง ทำให้ตัวละครเอกทั้งสามแยกจากกันไม่ได้ เพราะมีนางจินตะหราเป็นรักแรก อิเหนากับนางบุษบาจึงเรียนรู้ความหมายของรักแท้ที่ต้องติดตามหากัน (จนเจอ)

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] องค์การค้าของคุรุสภา. บทละครเรื่องอิเหนา พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เล่ม ๒. พิมพ์ครั้งที่ 16. (กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, 2547), น. 86.

[2] นายตำรา ณ เมืองใต้. อิเหนา ลักษณวงศ์ สมุทรโฆษ. พิมพ์ครั้งที่ 2. น. 111.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 19 กรกฎาคม 2566

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...