โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดความเสี่ยง‘ไบค์เกอร์’เมืองไทย! ขาดทักษะจำเป็น อึ้งไม่มีใบขับขี่-เมินทำพ.ร.บ.

แนวหน้า

เผยแพร่ 21 เม.ย. 2568 เวลา 17.00 น.

“22,943,490 คัน” คือจำนวนของ “มอเตอร์ไซค์ (หรือจักรยานยนต์) ในประเทศไทย” ตามข้อมูล “รถจดทะเบียนสะสมนับตั้งแต่ที่ กรมการขนส่งทางบก เริ่มเก็บสถิติมาจนถึง ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2567” โดยแบ่งเป็นจักรยานยนต์ส่วนบุคคล 22,824,766 คัน และจักรยานยนต์สาธารณะ (มอเตอร์ไซค์รับจ้าง) 118,724 คัน ซึ่งมีสัดส่วนถึงครึ่งหนึ่งของยานพาหนะขับเคลื่อนด้วยล้อทุกประเภท จำนวน 44,911,738 คัน ที่จดทะเบียนสะสมในช่วงเวลาเดียวกัน

เช่นเดียวกับ “1,900,914 คัน” คือจำนวนของ “มอเตอร์ไซค์จดทะเบียนใหม่ทั่วประเทศไทยตลอดทั้งปี 2567 ที่ผ่านมา” แบ่งเป็นรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล 1,899,811 คัน และรถจักรยานยนต์สาธารณะ (มอเตอร์ไซค์รับจ้าง) 1,103 คัน หรือคิดเป็นเกือบ 3 ใน 4 หากเทียบกับสถิติยานพาหนะขับเคลื่อนด้วยล้อทุกประเภท จำนวน 2,675,912 คัน ที่จดทะเบียนใหม่ในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนความนิยมในการใช้งาน “2 ล้อเครื่อง” ในหมู่ประชาชนคนไทยได้เป็นอย่างดี ทั้งในแง่ที่มีราคาถูกกว่ารถยนต์ หรือความคล่องตัวในการขับขี่ในเมืองท่ามกลางสภาพการจราจรที่ติดขัด

แต่สถิติอีกด้านหนึ่งที่คงไม่มีใครต้องการ คือ “การบาดเจ็บล้มตายบนท้องถนน” ที่ชาว 2 ล้อเครื่องเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดในประเทศไทย ดังตัวเลขสดๆ ร้อนๆ จากช่วง “7 วันอันตราย สงกรานต์ 2568” ช่วงวันที่ 11 – 17 เม.ย. 2568 ที่ผ่านมา “จากจำนวนอุบัติเหตุ 1,538 ครั้ง พบว่า ร้อยละ 83.34 เกิดกับจักรยานยนต์” ซึ่งเป็นสถิติที่ดำรงอยู่มาอย่างต่อเนื่องจนดูเหมือนสังคมไทยจะชินชาไปเสียแล้ว

ในวงเสวนา Road Safety Talk: “ถอดรหัส 304 ปักหมุดปราจีนต้นแบบถนนปลอดภัย” ที่ รร.แคนทารี 304 อ.ศรีมหาโพธิ์ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งจัดโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และภาคีเครือข่ายอีกหลายองค์กร เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2568 ศ.ดร.กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย (TARC) บอกเล่าถึงงานวิจัยที่เก็บข้อมูลอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับมอเตอร์ไซค์ประมาณ 1,400 กรณี พบข้อมูลที่น่าสนใจ ดังนี้

1.ลักษณะของการชน : พบว่า “การตัดหน้า” เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นมากที่สุด เช่น มอเตอร์ไซค์ออกมาจากซอยแล้วรีบฉีกออกไปทางเลนขวาสุดเพื่อเลี้ยวหรือกลับรถข้ามไปอีกฝั่งของถนน ทำให้ถูกรถยนต์ที่แล่นมาทางตรงชน หรือในทางกลับกันก็มีกรณีที่รถยนต์ออกมาจากซอยแล้วฉีกออกขวาในลักษณะเดียวกัน ทำให้มอเตอร์ไซค์ที่แล่นมาทางตรงพุ่งเข้าไปชน

รองลงมาคือ “การชนท้าย” ที่เกิดบ่อยๆ คือมอเตอร์ไซค์ไปชนท้ายรถยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์ที่กำลังชะลอความเร็ว หรือรถขนาดใหญ่ (รถบัส , รถบรรทุก) ที่วิ่งช้าในตอนกลางคืนหรือจอดอยู่ริมถนน แต่ในทางกลับกันก็มีบ้างที่รถยนต์เป็นฝ่ายวิ่งมาชนท้ายมอเตอร์ไซค์ และอันดับ 3 คือ “พุ่งพรวดออกมาจากซอย” มอเตอร์ไซค์ออกมาจากซอย เลี้ยวซ้ายทันทีโดยที่ผู้ขับขี่ไม่ได้มองด้านขวา ทำให้ถูกรถที่วิ่งมาทางตรงในช่องจราจรซ้ายสุดชนได้

“เราลองวิเคราะห์ดูว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุเหล่านี้ อันดับ 1 ก็คือคน มันจะมีคน – รถ – ถนน แต่คนเราแบ่งเป็นคนขี่มอเตอร์ไซค์กับคนขับรถยนต์ กลายเป็นว่าครึ่งๆ คือไม่ใช่ว่าเราจะว่ามอเตอร์ไซค์อย่างเดียวได้ แต่จริงๆ แล้วคนขับรถยนต์ก็ขับประมาทไม่ปลอดภัยเหมือนกัน เป็นสาเหตุที่ไปชนมอเตอร์ไซค์ ก็จะครึ่งๆ นั่นเอง” ศ.ดร.กัณวีร์ กล่าว

2.พึงทำความเข้าใจก่อนว่า “ขี่ได้” ไม่เท่ากับ “ขี่เป็น” : ในบริบทสังคมไทย มองว่าใครก็ตามที่สามารถบิดกุญแจสตาร์ทเครื่องมอเตอร์ไซค์แล้วขี่ออกไปได้คือขี่มอเตอร์ไซค์เป็นแล้ว ทั้งที่ยังขาดทักษะการคาดการณ์ว่าในห้วงเวลาที่อยู่บนท้องถนนจะต้องระวังอะไรบ้าง เช่น ไม่ควรไปขี่ข้างรถบรรทุกเพราะคนขับรถบรรทุกอาจมองไมเห็น หรือเมื่อจะเปลี่ยนช่องจราจรต้องมองอะไรบ้าง

นอกจากนั้น “จากที่เคยเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างที่ขี่มอเตอร์ไซค์ พบว่า ราวร้อยละ 70 ไม่รู้วิธีการใช้เบรก” โดยส่วนใหญ่ตอบว่าเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจะไม่เบรก มองว่าเสียเวลา ใช้วิธีหักหลบดีกว่า ขณะที่อีกส่วนบอกว่าใช้เบรกหน้าอย่างเดียวบ้างหรือเบรกหลังอย่างเดียวบ้าง ซึ่งขณะนี้กำลังเสนอแนะกับทางกรมการขนส่งทางบก ว่าต่อไปในการสอบใบอนุญาตขับขี่ควรสอบทักษะการใช้เบรกด้วย

3.อายุน้อย “ใบขับขี่ไม่มี – ทักษะก็ไม่รู้” : กลุ่มเสี่ยงของผู้ขี่มอเตอร์ไซค์ที่ขาดทักษะการคาดการณ์และระมัดระวังบนท้องถนน คือช่วงอายุ 15 – 24 ปี แต่ไม่เพียงเท่านั้น เกือบร้อยละ 45 ของจำนวนอุบัติเหตุที่เก็บข้อมูล ผู้ขี่มอเตอร์ไซค์ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ โดยพบทั้งอายุต่ำกว่า 15 ปี ซึ่งตามกฎหมายยังไม่อนุญาตให้ทำใบอนุญาตขับขี่ และอายุ 15 – 24 ปี ที่แม้กฎหมายจะให้ทำได้แล้วแต่จำนวนกว่าครึ่งไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ในขณะที่วัยทำงานไปจนถึงผู้สูงอายุ (อายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป) พบที่ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ราวร้อยละ 30

“เรื่องใบขับขี่เป็นปัญหาใหญ่มากของบ้านเรา ตอนนี้กลายเป็นว่าไม่มีใบขับขี่ก็ออกมาขับรถได้ตามปกติ โดนจับก็ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นมากเท่าไรนัก รวมถึงแม้กระทั่งคนที่มีใบขับขี่เองก็ตาม ถามว่าไปได้ใบขับขี่มาอย่างไร? หรือหัดขับรถมาจากที่ไหน? 98% บอกว่าหัดขับขี่มาจากตัวเอง คือหัดขี่เองกับพ่อแม่หรือเพื่อนสอนให้ ญาติสอนให้ มีไม่ถึง 2% ที่บอกว่าไปผ่านโรงเรียนการขับขี่ที่ปลอดภัย ดังนั้นย้อนกลับไปเลยว่าเรื่องทักษะการคาดการณ์อุบัติเหตุไม่เคยได้รับมาก่อนแน่นอน” ศ.ดร.กัณวีร์ ระบุ

ขณะที่ มยุรินทร์ สุทธิรัตนพันธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ คปภ. กล่าวว่า “การประกันภัยรถภาคบังคับ” หรือ “พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535” เป็นกฎหมายบังคับใช้มาแล้วกว่า 30 ปี กำหนดให้รถทุกชนิดที่แล่นอยู่บนถนนต้องทำ และมีการปรับปรุงสิทธิในประกันภาคบังคับนี้มาตามลำดับ นอกจากนั้นยังมีกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย ในกรณีอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับรถซึ่งไม่มีประกันใดๆ อย่างไรก็ตาม รถที่ไม่ทำประกันไม่ว่าภาคบังคับหรือภาคสมัครใจ การเยียวยาที่ได้รับเมื่อเกิดอุบัติเหตุก็จะน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

“รถที่ไม่ทำประกันภัยอาจมีหลายๆ เหตุที่ไม่ทำ ส่วนใหญ่จะเป็นถนนรองบ้าง เพราะมอเตอร์ไซค์ส่วนใหญ่จะวิ่งใกล้ๆ นี่ก็จะเป็นเหตุผลของเรื่องที่เรามาจุดนี้ แล้วเราทำมา 30 กว่าปี คปภ. ร่วมกับอุตสาหกรรมประกันภัย ประชาสัมพันธ์ให้ทุกคนเห็นความสำคัญกว่าเราควรต้องมีบริหารความเสี่ยง ประกันภัยคือการบริหารความเสี่ยง แต่สุดท้ายพอเกิดเหตุทุกคนจะวิ่งหาเรา พอวิ่งหาเราเสร็จ ไม่มีประกันภัย พอไม่มีประกันภัยการเยียวยาก็ไม่มีประสิทธิภาพ” มยุรินทร์ กล่าว

ด้าน เสรี กวินรัชตโรจน์ ประธานคณะกรรมการประกันภัยยานยนต์ กล่าวเสริมว่า เมื่อคนรู้สึกว่าใช้ทางสั้น มองว่าตนเองไม่มีความเสี่ยงก็ไม่ซื้อประกันภาคบังคับ ดังนั้นต้องมีการประชาสัมพันธ์ค่อนข้างเข้มข้นขึ้นว่าการประกันภัยคือการบริหารความเสี่ยง “ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ไม่มีความเสี่ยง” เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะเกิดกับตัวเราหรือไม่ ที่ผ่านมา คกก.ประกันภัยยานยนต์ ได้พูดคุยกับทาง คปภ. ว่าจะประชาสัมพันธ์อย่างไรจึงเข้าถึงกลุ่มคนที่ยังรู้สึกแบบนั้น เพื่อให้ตระหนักว่าในชีวิตมีความเสี่ยง และเมื่อเกิดอะไรขึ้นประกันที่ทำไว้สามารถช่วยได้

“ทีนี้ไม่แค่เฉพาะภาคบังคับอย่างเดียว จริงๆ แล้วมันก็มีส่วนที่เป็นภาคสมัครใจด้วย ภาคสมัครใจวันนี้เองเปอร์เซ็นต์การทำประกันภัยน่ากลัวกว่าภาคบังคับอีกนะ ต่ำกว่าเยอะเลย ประมาณครึ่งๆ ที่ไม่ทำประกันภาคสมัครใจ ฉะนั้นพอมองในมุมของการชดเชยความเสียหายมันหายไปอีกครึ่งหนึ่ง บางทีเราอาจจะมองว่าประกันภัยภาคบังคับเราจ่าย 5 แสนบาท (กรณีเสียชีวิต) เยอะไหมในการบรรเทาความเสียหาย? มันตอบไม่ได้ แต่ถ้าเราบรรเทาภัยได้มากกว่า 5 แสนบาท มันไม่ดีกว่าหรือ? สมมติว่าเป็นคนที่หารายได้ของครอบครัว เกิดอุบัติเหตุไปเสียชีวิต การที่เขาได้รับค่าเยียวยาเยอะขึ้นมันก็เป็นสิ่งที่ดี” ปธ.คณะกรรมการประกันภัยยานยนต์ กล่าว

สำหรับวงเสวนา Road Safety Talk: ถอดรหัส 304 ปักหมุดปราจีนต้นแบบถนนปลอดภัย เป็นส่วนหนึ่งของงานแถลงข่าว “ปราจีนยืนหนึ่ง ถนนปลอดภัย อุ่นใจด้วยการประกันภัย” ภายใต้ “โครงการสร้างพื้นที่ต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนน และการรณรงค์ประกันภัยรถภาคบังคับ ปี 2568” โดยในงานนี้ ชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. เปิดเผยว่า ในปี 2567 ที่ผ่านมา ความสูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนนในประเทศไทยสูงเป็นอันดับ 2 ของทวีปเอเชีย มีผู้เสียชีวิต 14,165 ราย และผู้บาดเจ็บ 854,980 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงวัยทำงาน คืออายุ 36 – 60 ปี เป็นประชากรกลุ่มสำคัญในการพัฒนาประเทศ

ซึ่งตัวเลขนี้ไม่ใช่ตัวเลขแห่งความสุข อย่างสมัยที่ตนยังทำงานในฝ่ายการจ่ายค่าเงินค่าสินไหมทดแทน ในยุคที่ คปภ. ยังเป็นกรมการประกันภัย โดยเมื่อราว 20 ปีก่อน ค่าปลงศพอยู่ที่ 15,000 บาท ก่อนจะปรับขึ้นเป็น 35,000 บาทและใช้มาจนถึงปัจจุบัน แต่ก็ได้เพียงเท่านั้น ตนจำได้ว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งพาลูกมาเบิกค่าสินไหมทดแทน เพราะผู้เป็นสามีและพ่อเสียชีวิตจากเหตุชนแล้วหนี ซึ่งเงินที่ได้นั้นเทียบไม่ได้เลยกับบุคลากรสำคัญของครอบครัวที่สูญเสียไป คำถามคือแล้วหลังจากนั้นครอบครัวนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป

“กฎหมายตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ กำหนดให้รถทุกคันต้องมีการประกันภัย การประกันภัยถ้ามี พ.ร.บ. เสียชีวิตได้ 5 แสนบาท รักษาพยาบาลได้ 8 หมื่นบาท ถามว่าพอไหม? มันตอบไม่ได้ แต่ถ้าไม่มีการประกันภัย มารับเงินจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย เสียชีวิต 35,000 บาท ค่าปลงศพ แล้วค่ารักษาพยาบาลแค่ 3 หมื่นบาท เราจึงพูดได้ว่าอยากให้รถทุกคันมีการประกันภัย ถ้าพูดประกันภัยรถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งเป็นรถที่เกิดเหตุมากที่สุด 300 บาท รวมภาษีรวมอากรเข้าไป ประมาณสัก 325 บาทต่อปี” เลขาธิการ คปภ. กล่าว

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ระบุว่า อัตราเบี้ยประกันภัยรถจักรยานยนต์ต่อปี หากเป็นเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE – ใช้น้ำมัน) จะแบ่งประเภทการใช้รถและขนาดความจุกระบอกสูบ โดย 1.จักรยานยนต์ส่วนบุคคล ไม่เกิน 75 CC 161.57 บาท เกิน 75 - 125 CC 323.14 บาท , เกิน 125 –150 CC 430.14 บาท และเกิน 150 CC ขึ้นไป 645.21 บาท กับ 2.จักรยานยนต์รับจ้าง/ให้เช่า/สาธารณะ ไม่เกิน 75 CC 161.57 บาท เกิน 75 - 125 CC 376.64 บาท , เกิน 125 –150 CC 430.14 บาท และเกิน 150 CC ขึ้นไป 645.21 บาท แต่หากเป็นจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จะมีอัตราเดียวที่ 323.14 บาท

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

https://www.naewna.com/local/878119 ปิดฉาก 7 วันอันตราย‘สงกรานต์68’ ดับสังเวยบนท้องถนน 253 ราย ลดลงกว่าปี67 เกือบ 1 ใน 4

https://www.naewna.com/likesara/876690 สกู๊ปแนวหน้า : ‘ภาคบังคับ’แต่มีประโยชน์ ‘พ.ร.บ.’สิทธิ์ใช้ยามอุบัติเหตุ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...