โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไทยติดอันดับ 33 ประเทศที่มี คุณภาพอากาศแย่ที่สุด ในโลก ปี 67 พบผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจพุ่ง 12.3 ล้านคน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 26 ก.พ. 2568 เวลา 14.43 น. • เผยแพร่ 26 ก.พ. 2568 เวลา 07.43 น.

สภาพัฒน์ เผย ไทยติดอันดับ 33 จาก 141 ประเทศทั่วโลก ที่มี คุณภาพอากาศแย่ที่สุด ในปี 2567 ทำคนไทยป่วยโรคทางเดินหายใจพุ่ง 12.3 ล้านคน โดยอยู่ในภาคเหนือมากที่สุด แนะ ติดตามสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ใช้หน้ากากอนามัยที่มีคุณภาพ และปฏิบัติตามมาตรการ หลีก ปิด ใช้ เลี่ยง ลด

26 ก.พ. 2568 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยภาวะสังคมไทยในไตรมาส 4 ปี 2567 โดยระบุว่า ประเด็นปัญหาสุขภาพของคนไทยที่ต้องให้ความสำคัญ คือ สถานการณ์ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนเพิ่มขึ้น

โดยปัจจุบันมลพิษทางอากาศ ยังคงเป็นปัญหาสำคัญและทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากรายงานคุณภาพอากาศโลก ปี 2567 ของ IQAir พบว่า ประเทศไทยมีค่ามลพิษทางอากาศ (ค่า AQI) อยู่ในอันดับที่ 33 จาก 141 ประเทศทั่วโลก

ซึ่งถือว่าคุณภาพอากาศแย่กว่าปี 2566 ที่ไทยอยู่ในอันดับที่ 36 ของโลก และเป็นอันดับที่ 3 จากทั้งหมด 9 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีค่าฝุ่น PM 2.5 เฉลี่ยรายปีที่ 24 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้นจาก ปี 2566 ที่มีค่าฝุ่น PM 2.5 เฉลี่ยรายปีอยู่ที่ 23 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

โดยสูงเกินค่ามาตรฐานค่าเฉลี่ยรายปีของค่าฝุ่น PM 2.5 ที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ถึง 4.8 เท่า ซึ่งทำให้มีผลกระทบต่อสุขภาพทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง เช่น หอบหืดกำเริบ หลอดลมอักเสบ และมะเร็งปอด เป็นต้น

ขณะที่ จากงานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2567 พบว่าฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีโลหะหนักที่เป็นสารก่อมะเร็ง เช่น สารหนู แคดเมียม และโครเมียมในปริมาณค่อนข้างสูง ซึ่งสารเหล่านี้ล้วนเพิ่มความเสี่ยงเกิดมะเร็งปอด

ทั้งนี้ จากข้อมูล Health Data Center ของกระทรวงสาธารณสุข ในปี 2567 พบผู้ป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ จำนวน 12.3 ล้านราย เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ร้อยละ 10.1 โดยภาคเหนือพบผู้ป่วยมากที่สุด รองลงมาคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และกรุงเทพมหานคร ขณะที่ ในปี 2568 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 14 กุมภาพันธ์ 2568 พบผู้ป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศแล้ว 9.8 แสนราย

ดังนั้น จึงต้องเฝ้าระวังป้องกันโดยเฉพาะ กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรสวมหน้ากากอนามัยป้องกัน PM 2.5 ทุกครั้งและตลอดเวลาที่ออกนอกอาคาร

สำหรับคำแนะนำประชาชนในการดูแลป้องกันสุขภาพตนเอง ดังนี้

1. ติดตามสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ก่อนออกจากบ้าน จากแอปพลิเคชัน Air4thai หรือช่องทางข่าวสารต่าง ๆ

2. ปฏิบัติตามมาตรการ “หลีก ปิด ใช้ เลี่ยง ลด” ได้แก่ (1) หลีกเลี่ยงการสัมผัสฝุ่นโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง (2) ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด ทำความสะอาดบ้านทุกวัน (3) ใช้หน้ากากป้องกันฝุ่น PM 2.5 ที่ได้มาตรฐาน (4) เลี่ยงกิจกรรมภายนอกอาคาร และ (5) ลดการใช้รถยนต์และการเผาทุกชนิด

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...