โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Fed คงดอกเบี้ย 4.25% มั่นใจ “เศรษฐกิจสหรัฐ” ไม่ถดถอย แต่หั่น GDP ปี 2025 เหลือแค่ 1.7%

Thairath Money

อัพเดต 20 มี.ค. 2568 เวลา 10.02 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. 2568 เวลา 02.58 น.
ภาพไฮไลต์

วันที่ 19 มี.ค. (ตามเวลาสหรัฐฯ) คณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 4.25 -4.50% หลังจากปรับลดอัตราดอกเบี้ยติดต่อกัน 3 ครั้งในการประชุมปี 2024 ที่ผ่านมา

โดยตัวชี้วัดล่าสุดชี้ให้เห็นว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อัตราการว่างงานทรงตัวในระดับต่ำในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และสภาพตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่ง อัตราเงินเฟ้อยังคงค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม แนวโน้มเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น

คณะกรรมการฯ พยายามที่จะบรรลุเป้าหมายการจ้างงานสูงสุดและเงินเฟ้อที่ระดับ 2% ในระยะยาว เพื่อจัดสมดุลความเสี่ยงทั้งสองด้าน จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ย

ทั้งนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้อัปเดตคาดการณ์ดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) คณะกรรมการส่วนใหญ่มองว่าสิ้นปี 2025 อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 3.90% ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยสองครั้ง ครั้งละ 0.25% รวม 0.50% ไม่เปลี่ยนแปลงจากคาดการณ์ในเดือนธันวาคม ปี 2024 อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการมีมุมมอง Hawkish (สายเหยี่ยว) มากขึ้น โดย 4 เสียงมองว่าในปีนี้เฟดอาจไม่มีการปรับลดดอกเบี้ยเลย เพิ่มขึ้นจาก 1 เสียงในเดือนธันวาคม

นอกจากนี้ เฟดยังได้ปรับลดคาดการณ์ GDP สหรัฐฯ ปี 2025 เหลือเพียง 1.7% จาก 2.1% ในเดือนธันวาคม และเพิ่มขึ้นเป็น 1.8% สำหรับปี 2026 และ 2027 ขณะเดียวกันก็ปรับเพิ่มอัตราเงินเฟ้อ (PCE) ปี 2025 เป็น 2.7% จาก 2.5% ในเดือนธันวาคม เช่นเดียวกับอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้นเป็น 4.4% จาก 4.3% ในเดือนธันวาคม

ทรัมป์ขึ้นภาษีนำเข้า ทำเงินเฟ้อดื้อ

ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมดอกเบี้ยนโยบาย "เจอโรม พาวเวล" ประธานเฟด ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนในงานแถลงข่าวถึงผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากรของทรัมป์ โดยเฟดมองว่ามาตรการภาษีศุลกากร (ภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย สินค้านำเข้า) จะกดดันให้คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น สะท้อนจากคาดการณ์เงินเฟ้อระยะสั้นที่เพิ่มขึ้น จากการสำรวจทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ซึ่งส่วนใหญ่มองว่ามาตรการภาษีศุลกากรเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้เงินเฟ้อสูงขึ้นในระยะข้างหน้า

“เมื่อมองไปข้างหน้า รัฐบาลกำลังดำเนินการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่สำคัญในสี่ด้านที่แตกต่างกัน ได้แก่ การค้า การย้ายถิ่นฐาน นโยบายการคลัง และการยกเลิกกฎระเบียบ ซึ่งผลกระทบโดยรวมของนโยบายเหล่านี้จะส่งผลต่อเศรษฐกิจและแนวทางของนโยบายการเงิน” พาวเวลกล่าวเสริม

แม้เฟดจะยืนยันว่าเงินเฟ้อกำลังเข้าใกล้กรอบเป้าหมายมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในขณะเดียวกัน พาวเวลก็ยอมรับว่ามาตรการภาษีศุลกากรอาจทำให้กระบวนการดังกล่าวล่าช้าออกไป อย่างไรก็ตาม เฟดคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะปรับลดลงในปี 2026 และ 2027 ที่ระดับ 2.2% และ 2.0% ตามลำดับ แม้ว่าคาดการณ์ดังกล่าวจะมีความไม่แน่นอนสูง

อย่างไรก็ตาม พาวเวลมองว่า ณ ปัจจุบัน ยังไม่เห็นสัญญาณภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง อย่างที่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนคาดการณ์ไว้

ชะลอ QT รับมือเศรษฐกิจไม่แน่นอน

นอกจากนี้ เฟดยังได้ชะลอการลดขนาดงบดุล (Quantitative tightening: QT) ด้วยการทยอยลดการถือครองพันธบัตร โดยจะอนุญาตให้มีการไถ่ถอนพันธบัตรรัฐบาลที่ครบกำหนดที่ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน ลดลงจากระดับ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน อย่างไรก็ตาม ยังคงเพดานการไถ่ถอนหลักทรัพย์ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน (MBS) ที่ระดับ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

Jamie Cox ผู้จัดการหุ้นส่วนของ Harris Financial Group ให้ความเห็นว่า

“วันนี้เฟดได้ลดอัตราดอกเบี้ยทางอ้อมด้วยการชะลอการลดขนาดงบดุล เฟดมีความเสี่ยงหลายอย่างที่ต้องพิจารณาให้สมดุล และการชะลอลดการถือครองพันธบัตรนั้นเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ง่ายที่สุด การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยให้เฟดไม่ต้องลดขนาดงบดุลในช่วงฤดูร้อน และหากโชคดี ข้อมูลเงินเฟ้ออาจจะเข้ากรอบ ซึ่งจะทำให้การลดอัตราดอกเบี้ยเป็นทางเลือกที่ชัดเจน"

ที่มา

Bloomberg https://www.bloomberg.com/news/articles/2025-03-19/fed-holds-rates-sees-slower-growth-and-higher-inflation

Reuters https://www.reuters.com/markets/us/with-interest-rates-hold-feds-economic-projections-take-center-stage-2025-03-19/

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/economics

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...