โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องของ ‘ผีเจ้าสาว’ ย้อนมองความเป็นหญิง ค่านิยมการแต่งงาน และชีวิตในโลกหลังความตาย

The MATTER

อัพเดต 29 เม.ย. 2568 เวลา 07.50 น. • เผยแพร่ 29 เม.ย. 2568 เวลา 11.00 น. • Social

วิญญาณ ผู้หญิง และการแต่งงาน

เคยสังเกตกันไหมว่า เวลาพูดถึงเรื่องลี้ลับ หรือวิญญาณภูตผีที่เกี่ยวข้องกับการแต่งงาน ภาพจำแรกที่โผล่เข้ามาในหัว มักจะเป็นวิญญาณผู้หญิงในชุดแต่งงานสีขาวยาวลากพื้น ซึ่งบางครั้งก็มาพร้อมผ้าลูกไม้ปิดหน้าที่นิยมใช้กันในพิธีวิวาห์ หรือที่เราเรียกกันว่า ‘ผีเจ้าสาว’ มากกว่าจะเป็นผีเจ้าบ่าวในชุดทักซิโด้

แม้แต่ในโลกของภาพยนตร์ โดยเฉพาะแนวสยองขวัญ หรือหนังที่นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับการแต่งงาน ก็มักนำผีเจ้าสาวมาเป็นตัวดำเนินเรื่องหลัก ไม่ว่าจะเป็น The Corpse Bride (2005), Over Her Dead Body (2008) หรือกระทั่ง The Bride (2017)

สำหรับหลายคน โลกหลังความตายคือดินแดนปลายทางที่ทุกคนจะต้องเจอกันอย่างเท่าเทียม ไม่มีใครหนีพ้น ทว่าบางแง่มุมก็อาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น แล้วทำไมโลกวิญญาณถึงมีผีเจ้าสาวเยอะแยะไปหมด หรือผู้หญิงกับการแต่งงานอาจมีความสัมพันธ์กันมากกว่าที่เราคิด?

ผู้หญิงกับการแต่งงาน

การแต่งงานสำหรับทุกคนคืออะไร? แล้วทุกคนเคยนึกฝันอยากแต่งงานกันหรือเปล่า?

ในบางสังคม การแต่งงานไม่ได้เป็นเพียงแค่อีเวนต์ที่เลือกจะจัดได้ แต่มันยังถูกยกระดับให้เป็นปลายทางสำคัญบนเส้นทางชีวิตของใครหลายๆ คน รวมถึง ‘ผู้หญิง’ ที่ควรจะไปให้ถึง ลองนึกย้อนถึงนิทานในวัยเด็ก นิทานหลายเรื่องบอกเล่าเรื่องราวของเจ้าหญิง ที่ในตอนท้ายของจะต้องลงเอยกับเจ้าชายรูปงาม แล้วได้แต่งงานกันอย่างสุขสมหวัง

เรื่องราวการหลงรักและแต่งงานกันของเจ้าหญิงที่ต้องคู่กับเจ้าชาย ไม่ใช่แค่นิทานที่เล่าขานต่อกันมา เพราะในบางวัฒนธรรมมีการพร่ำสอน ปลูกฝังให้ผู้หญิงควรจะหาคู่ครอง และแต่งงานเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม

ตัวอย่างเช่น ในวัฒนธรรมไทย มีงานศึกษาในหัวข้อ “โลกทัศน์เกี่ยวกับผู้หญิงและการแต่งงานในสังคมไทยผ่านเพลง ‘ทำไมน้องไม่แต่งงาน’” ของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา นำเสนอให้เห็นว่า สังคมไทยมองการต้องอยู่ลำพังโดยไร้คู่ครองของผู้หญิง เป็นเรื่องที่น่าอับอาย ด้วยการนำคำว่า ‘ขึ้นคาน’ มาเปรียบเปรยและหยอกล้อผู้หญิง เหมือนกับพวกเธอเป็นเรือเก่าเก็บไม่มีใครใช้งานแล้ว จนต้องยกขึ้นไปไว้บนคาน

การเปรียบเปรยว่าผู้หญิงที่ไม่มีคู่เป็นเรือขึ้นคาน จึงภาพสะท้อนของกรอบสังคมที่กดดันให้ผู้หญิงต้องมีคู่ครองในระยะเวลาอันเหมาะสมตามค่านิยม มิฉะนั้นก็อาจเป็นเรื่องผิดบรรทัดฐานของสังคม ตลอดจนเป็นการลดทอนคุณค่าความเป็นหญิงด้ว

ทั้งนี้ คุณค่าของผู้หญิงภายใต้กรอบสังคม หรือแนวคิดลักษณะดังกล่าว ยังเป็นเหมือนการตีกรอบและลดทอนให้ผู้หญิงเป็นเพียงวัตถุทางเพศ ที่รอให้ผู้ชายมาเติมเต็มถึงจะสมบูรณ์ จนกลายเป็นคติที่ปลูกฝังคนไทยมารุ่นสู่รุ่น แถมยังเป็นการบังคับให้ผู้หญิงต้องประพฤติตนให้อยู่ในครรลองอันสมควร เพื่อให้พวกเธอสามารถมีคู่ครองเมื่อถึงเวลาที่สมควร

เราลองมาดูคติความเชื่อเรื่องการแต่งงานจากฝั่งตะวันตกกันบ้าง ก็มีการสะท้อนให้เห็นว่า การแต่งงานกับผู้หญิงถูกผูกโยงมาเป็นเวลายาวนานหลายชั่วอายุ อย่างในยุควิคตอเรียน ยุคสมัยซึ่งผู้หญิงไม่ได้มีสิทธิมีเสียงทัดเทียมกับผู้ชายอย่างในปัจจุบัน สังคมได้จำกัดและตีกรอบผู้หญิงไว้เพียงในบ้าน เมื่อเป็นเช่นนี้ การแต่งงานจึงเป็นสิ่งเดียวที่สามารถสร้างสถานะ ตลอดจนเติมเต็มความเป็นหญิงให้สมบูรณ์แบบได้

และหากผู้หญิงไม่ได้รับการแต่งงานหรือมีคู่ ก็อาจถูกล้อเลียนและเปรียบเปรยไม่ต่างอะไรจากสังคมไทย โดยในยุควิคตอเรียนจะใช้คำว่า ‘Spinster’ ซึ่งมีความหมายว่า สาวเทื้อหรือสาวทึนทึก เพื่อใช้แปะป้ายเหล่าผู้หญิงที่สูงวัยเกินกว่าจะแต่งงานได้

ตั้งแต่อดีต สังคมได้ร้อยเรียงและผูกโยงผู้หญิงเข้าไว้กับการแต่งงาน จนทำให้กลายมาเป็นอีกเป้าหมายหนึ่งที่ผู้หญิงต้องพิชิตให้ได้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อเป็นการเติมเต็มคุณค่าของความเป็นหญิงให้ตนเอง และอีกส่วนก็เพื่อให้ตนกลืนกลายเป็นหนึ่งเดียวกับผู้คนในสังคม ตลอดจนป้องกันไม่ให้ตนเองถูกสังคมมาตีตรา

วิญญาณ ผู้หญิง และผีเจ้าสาว

แม้การแต่งงานจะเป็นเส้นชัยที่ผู้หญิงต้องไปให้ถึง แต่หลายครั้งกลับไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด เมื่อถึงจุดจบของชีวิต ความรู้สึกอันไม่สมบูรณ์เหล่านั้นจึงอาจติดค้างอยู่ และไม่เลือนหายไปไหน

ทุกคนน่าจะพอเห็นภาพกันแล้วว่า ผู้หญิงและการแต่งงานมีความสัมพันธ์และผูกโยงกันขนาดไหน ลองนึกในอีกแง่มุมหนึ่ง หากผู้หญิงเหล่านี้เสียชีวิตและกลายเป็นตำนานเล่าขาน ก็ไม่แปลกเลยหากพวกเธอจะยังคงวนเวียนอยู่ในชุดเจ้าสาว อันเป็นเครื่องหมายแห่งความหวังและความสำเร็จ ซึ่งได้ยึดโยงพวกเธอไว้ไม่ต่างอะไรจากบนโลกความเป็นจริง

ถ้าจะให้เห็นภาพของผีเจ้าสาว ผู้ต้องเผชิญหน้ากับความผิดหวังจากการแต่งงาน เราอาจขอยกตัวอย่างตำนาน เจ้าสาวฟันดำ หรือ โอฮากุโระ เบ็ตตาริ (Ohaguro bettari) โยไคในความเชื่อดั้งเดิมของญี่ปุ่น วิญญาณหญิงสาวผู้ส่วมใส่ชุดแต่งงาน มักปรากฏตัวใกล้วัดหรือบ้านของผู้ชายในเวลาพลบค่ำ ตอนแรกเธอจะปกปิดหน้าตาของตนเอง ทว่าเมื่อมีชายคนใดเริ่มเข้าใกล้ เธอถึงจะเผยใบหน้าอันว่างเปล่า มีเพียงปากขนาดใหญ่ที่มีฟันสีดำ คอยสร้างความหวาดกลัวให้ผู้ชายคนใดก็ตามที่เข้าใกล้เธอ

ว่ากันว่า โอฮากุโระ เบ็ตตาริ มีที่มาจากหญิงสาวคนหนึ่งที่ถูกเจ้าบ่าวทอดทิ้งในวันแต่งงาน เพื่อไปหาชู้รัก ทำให้เธอเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมากจนเลือกปลิดชีพตัวเอง อย่างไรก็ดี เช้าวันต่อมา ก็ได้มีคนมาพบศพของเจ้าบ่าวและชู้รักนอนตายอยู่ข้างกัน คนในหมู่บ้านจึงเชื่อกันว่า เป็นฝีมือของเจ้าสาวหม้ายขันหมาก และได้เล่าขานตำนานของเจ้าสาวฟันดำนี้สืบต่อกันมานั่นเอง

การมีอยู่ของผีเจ้าสาวอาจไม่ใช่เพียงแค่เป็นการสะท้อนถึงความโศกเศร้าของผู้หญิงที่ถูกทอดทิ้ง แต่ยังสามารถมองได้ว่าเป็นการพลิกกลับมามีอำนาจ หลังจากที่พวกเธอต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของระบบชายเป็นใหญ่ ซึ่งมองผู้หญิงเป็นเพียงวัตถุ และตีกรอบให้ผู้หญิงต้องปฏิบัติตามครรลองของสังคมที่เอื้อต่อผู้ชายมากกว่า

งานศึกษาในหัวข้อ “การพลิกกลับอำนาจของผู้หญิงในภาพยนตร์สยองขวัญญี่ปุ่น: กรณีศึกษาซีรีส์ภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง ริงงุ และ จูอน” ของ ณัฐกร คำปวน จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ชี้ให้เห็นว่า ในโลกความเป็นจริง ผู้หญิงต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลของอำนาจผู้ชาย พวกเธอจึงถูกกดขี่ และกระทำความรุนแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจ แต่การกลายเป็นวิญญาณช่วยทำให้ผู้หญิงหลุดพ้นจากอำนาจของผู้ชาย และสามารถใช้อำนาจที่มีสร้างสิ่งที่น่ากลัวได้

ด้วยเหตุนี้ ภาพจำของผีโดยส่วนใหญ่ ซึ่งประกอบสร้างขึ้นมาจากผู้คนภายใต้ระบบชายเป็นใหญ่ จึงมักเป็นวิญญาณผู้หญิงกับการเล่าผ่านความอาฆาตแค้น ที่มาพร้อมกับการสร้างความหวาดกลัวให้ผู้คน ตลอดจนเกิดภาพจำเชิงลบต่อพวกเธอ

แล้วอะไรจะบอกเราได้ว่าวิญญาณผู้หญิงมีจำนวนมากกว่าผู้ชาย? The MATTER เคยได้รวบรวมจำนวนของผีที่เคยปรากฏในเรื่องเล่าของรายการ The Shock ในปี 2017 ซึ่งมีผลสรุปคือ ผีผู้หญิงมีอัตราการปรากฏตัวมากกว่าผีผู้ชาย คิดเป็น 55% ของผีทั้งหมด หรือจำนวนทั้งหมด 18 ตนจากทั้งหมด 33 ตน

จากสถิติดังกล่าว เป็นหนึ่งในสิ่งที่สะท้อนเราให้เห็นว่า วิญญาณของผู้หญิงมีโอกาสปรากฏตัวในเรื่องเล่ามากกว่าวิญญาณผู้ชาย แล้วยิ่งในระบบชายเป็นใหญ่ซึ่งพร้อมสร้างภาพของผู้หญิงให้เป็นวิญญาณร้ายอย่างงานศึกษาข้างต้นได้กล่าวมาด้วยนั้น จึงไม่แปลกเลยที่ผีเจ้าสาวชุดขาวลากพื้นจะกลายมาเป็นภาพจำติดตาเราอย่างที่เห็นกันทุกวันนี้

ท้ายสุดแล้ว การมีอยู่ของผีเจ้าสาวจึงเป็นเหมือนภาพสะท้อนของการตีกรอบทางสังคม ทำให้ผู้หญิงต้องผูกโยงตัวเองเอาไว้กับการแต่งงาน หรือผู้ชาย (ตามความเชื่อของสังคม) ตลอดจนถูกสร้างภาพจำให้มีความน่ากลัวและความเหี้ยน โดยระบบชายเป็นใหญ่อีกทีหนึ่ง

แต่ผีอะไรก็คงไม่น่ากลัวไปกว่าระบบและแนวคิดต่างๆ ที่ถูกมนุษย์สร้างขึ้นมา เพื่อกดขี่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแล้ว

อ้างอิงจาก

so04.tci-thaijo.org

so04.tci-thaijo.org

thematter.co

timkanebooks.com

editions.covecollective.org

Graphic Designer: Krittaporn Tochan
Editorial Staff: Taksaporn Koohakan

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...