ทะลุมิติไปเป็นพี่สาวของน้องชายฝาแฝด
ข้อมูลเบื้องต้น
ทะลุมิติไปเป็นพี่สาวของน้องชายฝาแฝด
ซุนจิ่นลี่ถูกขับออกจากสกุลซุน เพราะนางคือเด็กสาวที่มีดวงตาสีเขียว มีลวดลายรากไม้สีเขียวบนเล็บ อีกทั้งยังมีรูปดอกกุหลาบอยู่บนเล็บนิ้วโป้งทั้งสองมือ สารรูปเช่นนี้ ทำให้คนมองว่างดงามและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน
ซุนจิ่นลี่ เด็กสาววัย 15 ปี หัวอ่อน หัวช้า หัวทึบ ตายไปเพราะความไร้เดียงสาก่อนการขึ้นตรวจวัดพลังในปีสุดท้ายของชีวิต ทำให้วิญญาณของจิ่นลี่หญิงสาวจากอนาคตได้มาแทนที่ในร่างนี้แทนที่จะได้ไปยังโลกหลังความตาย ก่อนที่จิ่นลี่จะฟื้นคืนสติในร่างของซุนจิ่นลี่ นางได้ยินเสียงร่ำไห้ราวกับจะขาดใจของคนผู้หนึ่ง กับคำพูดที่ว่า ฝากดูแลลูกชายที่เหลือของนางด้วย
หญิงแปลกหน้าที่มาหาจิ่นลี่ในความมืดมิด เดินจากไปพร้อมกับเด็กสาวที่แสนงดงามผู้หนึ่ง สองแขนของนางตระกองกอดเด็กคนนั้นอย่างหวงแหน ทั้งร่ำไห้และแย้มยิ้มที่ได้พบหน้า เมื่อจิ่นลี่ได้ตื่นขึ้นมา นางก็พบว่าตัวเองอยู่ในร่างของเด็กผู้หญิงที่แสนงดงามผู้นั้น
ทว่า ความงามก็ส่วนของความงาม แต่ร่างของเด็กคนนี้มีสิ่งที่แตกต่างจากคนทั่วไป ร่างที่จิ่นลี่ได้เข้ามาแทนที่นี้มีดวงตาสีเขียวมรกตเรืองรอง เล็บทุกนิ้วมีลวดลายรากไม้สีเขียวปรากฏอยู่ นอกจากนี้นิ้วโป้งยังมีรูปดอกกุหลาบประทับอยู่ เป็นเล็บของนางจริง ๆ ไม่ได้ผ่านการวาดหรือการตกแต่งแต่อย่างใด เรือนผมชั้นในมีสีเขียวปะปนอยู่ ทำให้ไม่สามารถรวบผมได้เพราะกลัวผู้อื่นจะเห็นเข้า
ด้วยภาพลักษณ์เช่นนี้ของร่างกายนี้ ทำให้นางถูกเรียกว่าภูตพราย เป็นตัวตนแห่งการล่อลวงไปสู่ความตาย เป็นมหันตภัยร้ายแรงของครอบครัวที่ได้ให้กำเนิดเด็กคนนี้ขึ้นมา สิ่งที่แปลกประหลาดและไม่มีใครรู้จักเช่นนี้มักทำให้ผู้อื่นหวาดกลัว
ไม่นานจิ่นลี่ก็ได้พบหน้ากับคนที่หญิงแปลกหน้าผู้นั้นฝากฝังไว้กับตนเอง เป็นเด็กผู้ชายตัวอวบนิ่มที่มีดวงตากวาง แต่ว่าพวกเขามีกันถึง 2 คน เมื่อพวกเขาอ้าปากเรียกนางว่า พี่สาว ก็เป็นที่ชัดเจนว่าพวกเขาคือน้องชายของนางในร่างนี้
จิ่นลี่ต้องการทำตามความปรารถนาของหญิงแปลกหน้าผู้นั้น ทว่าก่อนที่นางจะช่วยคนอื่น นางควรจะช่วยตัวเองก่อน! เพราะแค่ภาพลักษณ์ของนางก็ทำให้ใช้ชีวิตยากแล้ว ทั้งถูกสั่งให้ใช้ผมปรกหน้าเพื่อไม่ให้ใครได้เห็นสีของดวงตา ทั้งต้องใส่ถุงมือเพื่อปกปิดลายเล็บที่ผิดปกติ แค่นี้ก็ใช้ชีวิตยากลำบากมากพอแล้ว
แต่จิ่นลี่ยังยากลำบากมากกว่านั้นได้อีก เพราะว่านางถูกขับออกจากสกุลซุน ถูกถอดถอนชื่อ เหลือไว้เพียงจิ่นลี่เท่านั้น
เมืองต้าตู
เป็นเมืองที่มีพื้นที่ 7 ชั้น โดยชั้นที่อยู่สูงสุดจะเป็นชั้นที่ดีที่สุด ชั้นที่อยู่บนสุดจะเป็นที่อยู่อาศัยของชนชั้นสูง ผู้แข็งแกร่งและผู้ที่มีความสามารถ ในขณะที่ชั้นล่างสุดอย่างชั้น 1 กลับเต็มไปด้วยอาชญากร ผู้ไร้ความสามารถ ผู้กระทำความผิด ผู้ถูกเนรเทศ และกลุ่มคนชนชั้นต่ำสุดที่ทั้งชีวิตยากจะพลิกฟื้นขึ้นมาได้
นอกจากนี้พื้นที่ชั้น 1 ยังมักจะมีกองโจรจากเมืองอื่นมาบุกปล้น บางครั้งก็มีกองทัพจากเมืองอื่นเข้าบุกโจมตีคร่าชีวิตทุกคนในบริเวณนั้น ทว่าชีวิตของคนชั้น 1 ก็ไม่ต่างจากชีวิตของสุนัข ผู้แข็งแกร่งส่วนมากไม่สนใจภัยคุกคามเหล่านั้นสักนิด เว้นแต่ว่าผู้บุกรุกจะขึ้นมาจนถึงชั้น 2 ถึงจะมีการเคลื่อนไหว
ตัวละคร ทะลุมิติไปเป็นพี่สาวของน้องชายฝาแฝด
จิ่นลี่ / ซุนจิ่นลี่
หญิงสาวผู้ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของเด็กสาวที่มีดวงตาสีเขียว มีเล็บลายรากไม้กับดอกกุหลาบ ผมชั้นในเป็นสีเขียวยามเมื่อต้องแสง เป็นบุตรสาวตระกูลหมอและนักปรุงยาที่เก่งที่สุดของเมืองต้าตู สาวน้อยผู้นี้จากไปก่อนการตรวจวัดระดับพลังเพียงวันเดียวเท่านั้น
ซุนจิ่นจ้ง พลังธาตุน้ำ
น้องชายฝาแฝดคนพี่ผู้คัดค้านการขับไล่พี่สาวออกจากตระกูล แต่เพราะเขาเป็นผู้มีพลังธาตุน้ำ อีกทั้งยังเป็นเพียงเด็กน้อย เสียงของเขาจึงไม่เป็นที่รับฟัง
ซุนจิ่นซิน พลังธาตุน้ำ
น้องชายฝาแฝดคนน้อง ผู้โกรธเคืองบิดาที่ขับไล่พี่สาวลงไปยังชุมชนชั้น 1 ชุมชนที่มีผู้คนล้มตายทุกวันและเป็นสถานที่ที่อันตรายที่สุดของเมือง ทว่าบิดาก็ยังเลือกส่งพี่สาวไปที่นั่น
เฉาหยวน พลังธาตุลม
องครักษ์ผู้ซื่อสัตย์ต่อมารดาของซุนจิ่นลี่ ผู้ติดตามเพียงหนึ่งเดียวที่ขอตามไปดูแลปกป้องคุณหนูของตนเองเมื่อนางถูกขับไล่
ซุนจิ่น
บิดาของซุนจิ่นลี่และฝาแฝด เป็นผู้นำตระกูลหมอที่เก่งที่สุดในเมืองนี้ มีตำรายาที่ดีที่สุด เป็นตระกูลหมอเพียงตระกูลเดียวที่ได้อาศัยอยู่บนชั้น 7 ซึ่งเป็นชั้นที่สูงที่สุดและทุกคนในเมืองต้องการขึ้นไปอยู่มากที่สุด
สวีเม่ย
อนุภรรยาของซุนจิ่นที่ได้เลื่อนขั้นเป็นฮูหยินหลังจากมารดาของซุนจิ่นลี่จากไป มีบุตรให้ซุนจิ่นทั้งหมด 3 คน
เซี่ยเหิง พลังธาตุไฟ
คุณชายเล็กตระกูลเซี่ยซึ่งเป็นตระกูลผู้มีพลังไฟที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองแห่งนี้ เป็นหนึ่งในตระกูล 4 ผู้ก่อตั้งที่คานอำนาจกันมาช้านาน
--------------------------------------
สวัสดีค่ะนักอ่านทุกท่าน
ประกาศ วางจำหน่าย E BOOK เรื่อง ทะลุมิติไปเป็นพี่สาวของน้องชายฝาแฝด แล้วค่ะ
ราคาโปรโมชั่น 30 วัน 209 บาท (ราคาเต็ม 269 บาทค่ะ) วางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2567 ค่ะ
มีตอนหลักทั้งหมด 100 ตอน + ตอนพิเศษ 5 ตอน
คลิ๊กซื้อตามลิงค์เพื่อเพิ่มค่าขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ไรท์ได้ด้วยน้า (นักอ่านไม่ได้เสียเงินเพิ่มค่ะ ส่วนนี้เมบเป็นคนจ่าย)
ฝากกดลิงค์กันด้วยนะค้า
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMjYxNTUxNyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjM0NTY3MyI7fQ
ขอบคุณทุกการอุดหนุนและทุกการสนับสนุนค่ะ ขอให้อ่านอย่างมีความสุขกันถ้วนหน้านะคะ
จิ่นลี่
บทที่ 1 จิ่นลี่
ปัง!
เสียงกระแทกประตูเปิดออกเสียงดังสนั่น ทำเอาร่างเล็กที่นอนหลับใหลอยู่บนเตียงสะดุ้งตื่นจากห้วงนิทรา จิ่นลี่ย่นหัวคิ้วขณะที่รีบยันตัวลุกขึ้นจากที่นอนเพราะคิดว่าถูกแม่ปลุกไปทำงาน
“ตื่นแล้ว ๆ ห้าว~”
ร่างเล็กรีบเอ่ยปากบอกว่าตนเองไม่ได้แอบงีบหลับ แต่ถึงอย่างนั้นดวงตาก็ยังคงปิดและนั่งคอตกนิ่งไม่ยอมเคลื่อนไหว
“เฮือก!”
เสียงตกใจของคนในห้องทำให้จิ่นลี่พลอยตกใจตามไปด้วย ดวงหน้างัวเงียรีบเงยหน้ามองอีกฝ่ายก่อนจะพบว่ามีคนแปลกหน้ากำลังยืนเบิกตาโตมองตนเองอย่างอึ้งตะลึง
ไม่เคยเห็นคนพึ่งตื่นนอนหรือไง…
จิ่นลี่บ่นอุบในใจก่อนจะค่อย ๆ กระเถิบตัวลงจากเตียง ในตอนนั้นจึงพึ่งนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนแปลกหน้า แล้วมาอยู่ในห้องของตนเองได้อย่างไร?
“เข้ามาในนี้ได้ยังไง!”
ด้วยความหวงพื้นที่ส่วนตัวจนแม้แต่แม่ของตนเองก็ยังดุมาแล้ว จิ่นลี่ถลึงตามองอีกฝ่ายแล้วตวาดออกมาอย่างไม่ไว้หน้า เสียงถามนี้ทำเอาคนแปลกหน้าได้สติแล้วรีบเดินมาลากแขนด้วยแรงฉุดกระชากไม่เบามือ
“ยังจะมัวโอ้เอ้อะไรอีก ต่อให้ประวิงเวลาอีกสักกี่วัน สุนัขก็ยังเป็นสุนัข ไม่มีวันกลายร่างเป็นเสือไปได้หรอก! ไป! รีบไปขึ้นรถม้าแล้วไปตรวจสอบพลังได้แล้ว!”
แรงบีบที่แขนพร้อมแรงดึงอย่างไม่ปรานีทำเอาจิ่นลี่ย่นคิ้วและพยายามขืนกาย ทว่าเรี่ยวแรงในร่างกายกลับมีน้อยและร่างกายของตนเองก็เล็กจ้อยมากเมื่อเทียบกับอีกฝ่าย
ร่างเล็กของจิ่นลี่ถูกลากอย่างถูลู่ถูกังไปตามแรงดึงอย่างขัดขืนไม่ได้ ดวงหน้าพยายามเงยขึ้นเพื่อมองสังเกตรอบด้าน ทว่ากลับมีเส้นผมปรกหน้าจนทำให้มองอะไรไม่ถนัด จนกระทั่งอีกฝ่ายลากจิ่นลี่มาถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ก็ทำการเหวี่ยงตัวนางอย่างแรงจนกระแทกเข้ากับของแข็งบางอย่างแล้วร่วงลงไปกองอยู่ที่พื้น
“ท่านป้า…ทำกับคุณหนูเช่นนี้ได้งั้นหรือ”
เสียงถามอย่างขลาดกลัวดังขึ้นในตอนที่จิ่นลี่พยายามหยัดตัวลุกขึ้นยืน แต่ยังยืนไม่ทันได้ทรงตัวดีก็ถูกผลักเข้าไปในห้องห้องหนึ่ง จากนั้นก็มีการเคลื่อนไหวพร้อมกับเสียงร้องของม้าและเสียงฝีเท้าม้า
ตัวของจิ่นลี่สั่นคลอนไปตามแรงเคลื่อนไหวของรถม้า จนกระทั่งมือคว้าจับที่ยึดเหนี่ยวได้ก็รีบนั่งทรงตัวให้มั่นคง
“อูย…”
หลังจากนั่งได้อย่างมั่นคงแล้ว จิ่นลี่ก็สูดปากแล้วขยับแขนข้างที่กระแทกของแข็งอย่างแรงจนเจ็บไปมา มือข้างที่ว่างรีบปัดผมที่ปรกหน้าอยู่ออก ก่อนจะพบว่าตัวเองนั่งอยู่ในรถม้าอย่างที่คิด
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน คนแปลกหน้ากระทำต่อกันอย่างรุนแรงเช่นนี้ได้ด้วยงั้นหรือ?
ฟึ่บ!
ขณะที่กำลังงุนงงอยู่นั้น หมั่นโถวลูกหนึ่งก็ถูกโยนเข้ามาด้านในด้วยฝีมือคนขับรถม้า อีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรเพียงโยนอาหารมาให้ราวกับโปรยอาหารให้ไก่กินอย่างไรอย่างนั้น จิ่นลี่ไม่มีอารมณ์สนใจอาหารเพราะว่าตอนนี้นางกำลังปวดหัวกับความคิดที่สะเปะสะปะของตนเองอยู่
เหตุการณ์มากมายทั้งของตนเองและของผู้อื่นผสมปนเปกันจนมั่วไปหมด จนกระทั่งถึงตอนที่ตนเองกำลังจะไปทำงานทั้งที่เป็นไข้ทับฤดู จิ่นลี่ก็พบว่าตัวเองล้มพับหัวกระแทกพื้นอย่างแรง จากนั้นทุกอย่างรอบด้านก็กลายเป็นภาพสีดำ
พอผ่านภาพชีวิตที่จบสิ้นของตนเองไปแล้วแต่ภาพในหัวกลับไม่ได้จบลงแค่นั้น จิ่นลี่มองเห็นตัวเอง…ใช่ ตัวเอง กำลังเดินกลับเรือนใหญ่โตโดยมองภาพเหล่านั้นผ่านเส้นผมที่ปรกใบหน้า หลังจากล้มตัวลงนอนบนเตียงก็รู้สึกว่าลมหายใจติดขัดราวกับมีสิ่งกีดขวางทางเดินหายใจ แต่ไม่ว่าจะทุบมือลงบนเตียงหรือกระทั่งดิ้นจนตกเตียง แต่คนที่เฝ้าอยู่หน้าประตูก็หาได้สนใจ อีกทั้งยังปิดประตูห้องลงทั้งที่เห็นอยู่เต็มตาว่าจิ่นลี่กำลังทุรนทุรายราวกับจะขาดอากาศหายใจอยู่
อะไรกัน? นี่มันเหตุการณ์ฆาตกรรมชัด ๆ!
“ฝากลูกชายที่เหลือของข้าด้วย ฮึก ได้โปรดเถิด”
เสียงอ้อนวอนที่ดังขึ้นในหัวเป็นสิ่งสุดท้ายที่จิ่นลี่จดจำได้ จากนั้นความปวดหัวและภาพเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านั้นก็จบลงแต่เพียงเท่านี้
เรื่องใหญ่แล้วสิ ดูเหมือนว่านางที่ควรจะตายไปแล้วกลับได้มาใช้ชีวิตที่ต่างโลกในร่างของเด็กน้อยผู้มีชีวิตที่น่าสงสารเข้าเสียแล้ว
หลังจากได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดผ่านความทรงจำที่ขาด ๆ หาย ๆ ของเด็กคนนี้ จิ่นลี่ก็ต้องกัดริมฝีปากอย่างขบคิดไปมา เพราะว่าตอนนี้นางกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่คล้ายกับการเดินขึ้นแท่นประหารชัด ๆ
“ถึงแล้วขอรับคุณหนู”
ทันทีที่รถม้าจอดลง เสียงของคนขับรถม้าก็ดังขึ้นทันที จิ่นลี่ถอนหายใจออกมาขณะที่เดินลงจากรถม้าด้วยใบหน้ายุ่งเหยิง เมื่อนางเปิดม่านออกไปคนขับรถม้าที่กำลังยกบันไดให้นางเหยียบย่างเพื่อลงจากรถม้าก็พลันสะดุ้ง อีกฝ่ายเงยหน้ามองนางด้วยท่าทางลนลาน
“คุณหนู! เก็บผมเช่นนี้ไม่ได้นะขอรับ!”
เสียงตวาดของบ่าวที่พูดกับนายทำให้ผู้คนรอบด้านพากันหันมามองจุดนี้เป็นตาเดียว ผู้บังคับรถม้ารีบก้มหน้าลงแล้วลดเสียงที่ใช้คุยกับนางในเวลาต่อมา
“เอาผมลงมาเดี๋ยวนี้”
จิ่นลี่พ่นลมหายใจออกมาแรง ๆ อย่างหน่ายใจ นางใช้มือสางผมลงมาปิดใบหน้าของตนเอง ไม่ใช่สิ ปิดดวงตาสีเขียวมรกต ไม่ให้คนอื่นได้เห็นต่างหาก
“รีบเข้ารีบออกนะขอรับ หากคุณหนูชักช้า ข้าจะทิ้งให้คุณหนูเดินกลับจวนเอง”
คำพูดของคนขับรถม้าดังขึ้นในตอนที่จิ่นลี่ลงมายืนอยู่ที่พื้นแล้ว ดวงหน้าที่มีเส้นผมปกคลุมหันขวับไปมองอีกฝ่ายทันทีที่ได้ฟัง
วิญญาณของนางคือจิ่นลี่ก็จริง แต่ร่างนี้คือ ซุนจิ่นลี่ คุณหนูใหญ่ตระกูลหมอที่เก่งที่สุดในเมืองนี้ เป็นตระกูลที่ไร้ความแข็งแกร่งเพียงตระกูลเดียวที่ได้อยู่บนชั้น 7 ซึ่งเต็มไปด้วยสิทธิพิเศษและสิ่งดีงามมากมาย
ปั้ก!
เท้าของจิ่นลี่เตะเข้าที่หน้าแข้งของอีกฝ่ายอย่างแรงจนเขาทรุดตัวลงไปนั่งกุมขาของตนเอง เมื่อตัวของเขาอยู่ต่ำกว่านางแล้ว มือเล็กก็ตวัดตบใบหน้าของเขาอย่างรวดเร็ว
เพียะ!
“เจ้าเป็นบ่าว ข้าเป็นนาย กล้าดีอย่างไรมาสั่งข้าและข่มขู่ข้าเช่นนี้!”
หลังจากลงมือเสร็จจิ่นลี่ก็ตวาดถามออกมา ก่อนจะไอออกมาโดยแรงเพราะลำคอของนางแห้งผากอย่างมาก เฮ้อ ทั้งพึ่งตื่นนอน ทั้งถูกกระทำแรง ๆ ใส่ ตอนนี้สภาพของนางไม่พร้อมมากจริง ๆ
แต่มันมีอย่างที่ไหน? ที่ลูกจ้างจะมาออกคำสั่งแล้วใช้คำพูดแบบนี้กับคนเป็นนาย ไม่ว่ายุคไหน ๆ ก็ไม่มีเรื่องแบบนี้ทั้งนั้น!
ผู้ไร้พลัง
บทที่ 2 ผู้ไร้พลัง
“ท่าน!”
เพียะ!
ฝ่ามือตวัดตบลงไปอีกครั้งเมื่ออีกฝ่ายกล้าขึ้นเสียงใส่นาง มือข้างหนึ่งเสยผมที่ปรกใบหน้าขึ้นแล้วจ้องมองอีกฝ่ายให้เต็มตาด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม
“ท่านอะไร? เจ้าอยากจะพูดอะไร!”
จิ่นลี่ที่บัดนี้คือซุนจิ่นลี่ตวาดถามออกมา แต่เมื่อเขาอ้าปากกำลังจะพูดนางก็ตวัดมือตบลงไปอีกครั้ง แม้ในใจจะหวาดหวั่นว่าเขาจะลุกมาตีนางคืน แต่ก็ทำใจดีสู้เสือเบ่งอำนาจให้เต็มที่
จุดที่นางยืนอยู่นี้คือสำนักพยากรณ์และตรวจสอบพลัง เพราะนี่คือชั้น 7 ของเมืองต้าตู สถานที่แห่งนี้จึงมีแต่เหล่าคุณหนูและคุณชายจากตระกูลใหญ่และมีอำนาจที่สุดในเมืองมารวมตัวกัน หากคนผู้นี้กล้าลงมือเอาคืนนาง นางเชื่อว่ากลับไปเขาคงไม่อาจมีชีวิตรอดได้อย่างแน่นอน ตระกูลซุนจะกล้าปล่อยบ่าวที่กล้าลงมือกับนายเอาไว้ให้เป็นที่ขบขันของตระกูลอื่นได้อย่างไรกัน?
ยิ่งตระกูลอยู่ในจุดที่ยิ่งใหญ่เพียงไร หน้าตาและศักดิ์ศรีก็ยิ่งไม่อาจยอมให้ถูกแตะต้องได้มากเท่านั้น
ชายหนุ่มผู้นี้นั่งกัดฟันกรอดอย่างข่มอารมณ์ ดูเหมือนว่าเขาจะคิดเช่นเดียวกับที่นางคิด และรู้ตัวว่าหากเขากล้าทำอะไรโจ่งแจ้งตรงนี้เขาจะรอดชีวิตได้ยาก
แม้การลงมือกับเขาเช่นนี้จะเสี่ยงทำให้นางถูกเขาทิ้งเอาไว้แล้วต้องเดินกลับจวนด้วยเท้าของตนเอง แต่ก็นั่นละ เพียงแค่นางเดินกลับเข้าไปในสำนักตรวจพลังแล้วขอร้องให้อีกฝ่ายส่งคนพานางไปส่งที่จวนตระกูลซุน เท่านี้เขาก็รอดได้ยากเช่นกัน
เขาเอาคืนนางได้เฉพาะยามที่อยู่ในจวน ซึ่งอยู่ในสายตาของแม่เลี้ยงเท่านั้น
“บนตัวของเจ้ามีสิ่งใดให้ส่งมาให้ข้าให้หมด”
เพราะรู้จากความทรงจำแล้วว่าสาวน้อยร่างนี้ช่างอนาถาเพียงไร ซุนจิ่นลี่ก็ทำการรีดไถหาต้นทุนให้ตนเองทันที
“แต่…”
“หากเจ้ายังพูดอะไรออกมาอีก ข้าจะให้เจ้านอนแนบพื้นแล้วบังคับให้ม้ากระทืบเท้าลงไปบนหลังของเจ้า ให้หลังหัก ขาหักใช้ชีวิตบนชั้น 7 นี้ไม่ได้อีกต่อไป”
หลังจากขู่ออกไปเช่นนั้นอีกฝ่ายก็รีบส่งมอบข้าวของบนตัวมาให้นางทั้งหมด นางเข้าใจแล้วว่าทำไมในความทรงจำจึงไม่ค่อยมีใครอยากออกมาข้างนอกกับนางมากนัก เพราะเมื่ออยู่ข้างนอกแล้ว บ่าวร้ายกาจพวกนั้นทำอะไรนางไม่ได้นอกจากทำตามคำสั่งเท่านั้น
ถุงเงิน ถุงหอม และมีดสั้นของบ่าวชายผู้นี้ถูกยื่นมาให้นางด้วยความรู้สึกเจ็บแค้นใจ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาสบตานางเขาก็ต้องรีบก้มหน้าลงมองพื้นทันที
“เจ้าไม่ได้คิดไปเองหรอก เรื่องที่ข้า…อยากให้เจ้าตายน่ะ”
เอื้อก!
อีกฝ่ายกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ดวงตาดุร้ายและความคิดชั่วร้ายก่อนหน้านี้ก็พลันสั่นคลอนจนค่อย ๆ มลายหายไป คราแรกเขาคิดว่าระหว่างขับรถม้ากลับจวนจะขับลงหลุมให้มากสักหน่อย ให้คุณหนูคนนี้หัวโขกรถม้าจนบวมเป็นหัวหมู แต่ความคิดนั้นก็ต้องมลายหายไปเมื่อได้จ้องมองดวงตาสีเขียวมรกตคู่นั้น
เขารังแกนางได้มากที่สุดก็แค่เจ็บตัว แต่นางสามารถฆ่าเขาได้เพียงแค่พูดคำเดียวเท่านั้น
“เจ้าชื่ออะไร”
ซุนจิ่นลี่กอดอกเอ่ยถามคนที่นั่งอยู่ต่ำกว่าตัวเอง
“ชุ่น…ชุ่น…ชุ่น…”
อีกฝ่ายตอบกลับมาเสียงตะกุกตะกักติดอ่าง ดวงหน้าของเขามีเหงื่อผุดออกมาจำนวนมากอีกทั้งดวงตาก็แกว่งไกวไปมาอย่างหวาดระแวง
นางอยากรู้ชื่อของเขาไปทำไมกัน?
“เช่นนั้นข้าจะเรียกเจ้าว่าเสี่ยวชุ่น” ซุนจิ่นลี่กล่าวสรุปออกมาเพราะอีกฝ่ายกลัวจนพูดไม่รู้เรื่องไปแล้ว “หากเจ้ากล้าปล่อยให้ข้าเดินกลับด้วยขาของข้าเองก็ลองดู ทุกหนึ่งก้าวของข้านับจากที่นี่ไปจนถึงจวน จะถูกโบยลงบนหลังของเจ้าทั้งหมด ต่อให้เจ้าตายไปแล้ว ข้าก็จะโบยเผื่อแผ่ไปจนถึงลูกและเมียของเจ้า”
หลังจากกล่าวออกไปซุนจิ่นลี่ก็พบว่าเขาแอบยิ้มเหยาะออกมา ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร เพราะอาณาเขตจวนตระกูลซุนอยู่ใต้อำนาจของแม่เลี้ยงผู้นั้น
แต่ว่านางก็ยังมีไพ่เด็ดอยู่หนึ่งใบ ซึ่งไพ่เด็ดใบนี้ทำให้นางพอจะเบาใจในการใช้ชีวิตในโลกนี้ได้บ้าง
“เฉาหยวน…”
“!”
“อ่า…ไม่สิ เฉาหยวนน่ะไม่ชอบโบยคน แต่ว่าชอบเฉือนเนื้อคนมากกว่า”
หลังจากเอ่ยชื่อองครักษ์สุดแกร่งของตนเองเพื่อใช้ข่มขู่แล้ว ซุนจิ่นลี่ก็เก็บถุงเงิน ถุงหอมและมีดสั้นของอีกฝ่ายไว้กับตัว จากนั้นก็ยกมือสางผมให้ลงมาปรกหน้าแล้วรีบเดินเข้าไปในสำนักที่รับผิดชอบการตรวจสอบพลัง
สองเท้าของซุนจิ่นลี่ก้าวเดินออกไปด้วยใจที่หนักอึ้ง สำนักตรวจสอบพลังของชั้น 7 แห่งนี้ นางเคยมาที่นี่แล้วถึง 5 ครั้ง และครั้งนี้ที่นางอายุครบ 15 ปี จะเป็นครั้งสุดท้ายที่นางสามารถมาที่นี่ได้แล้ว และยังเป็นครั้งสุดท้ายที่จะทำให้นางไม่อาจรั้งอยู่ที่ชั้น 7 แห่งนี้ได้อีกต่อไป
ซุนจิ่นลี่ผู้นี้ที่นางเข้ามาอยู่ในร่าง เป็นผู้ไร้พลัง
ผู้ไร้พลังในโลกแห่งนี้ก็ไม่ต่างจากคนไร้ค่า ถึงนางจะเป็นผู้ไร้พลังที่เกิดมาในจวนของผู้มีอำนาจในชั้น 7 ของเมืองต้าตู ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้สูงว่านางจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้ต่อไปอย่างราบรื่นก็ตาม แต่โอกาสเหล่านั้นก็พังทลายลงไปหมดแล้ว
“เฮ้อ…”
ซุนจิ่นลี่ถอนหายใจออกมาด้วยใบหน้าเคร่งเครียด นางก้มลงมองมือของตนเองที่สวมถุงมือเอาไว้ เมื่อเงยหน้ามองรอบกายแล้วพบว่าไม่มีใครสนใจตนเอง นางก็ดึงถุงมือออกแล้วมองเล็บมือของร่างนี้
เล็บที่มีลวดลายรากไม้สีเขียว ที่นิ้วโป้งทั้ง 2 ข้างยังมีลวดลายรูปดอกกุหลาบ เมื่อได้มาเห็นกับตาซุนจิ่นลี่รู้สึกประทับใจไม่น้อยเพราะนางมองว่าสวยมาก ทว่าลวดลายบนเล็บกลับเป็นเหตุผลให้แม่เลี้ยงเล่นงานนางได้
ไม่ใช่แค่เล็บเท่านั้น เพราะว่าดวงตาของนางยังเป็นสีเขียวมรกตอีกต่างหาก ตั้งแต่เกิดมาซุนจิ่นลี่ผู้นี้เคยส่องกระจกแค่ครั้งเดียวเท่านั้นกระมัง ด้วยความสงสัยนางจึงเดินไปยังอ่างเลี้ยงปลาใกล้ตัวที่น้ำในอ่างสีใสราวกับกระจก จากนั้นก็รวบผมมองดูเงาของตนเองในน้ำ
ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเล็บและตาจึงถูกนำมาเป็นข้ออ้างได้ เพราะว่าดวงตาสีเขียวมรกตของนางนั้นเรืองรองสะท้อนเงาในน้ำอย่างเห็นได้ชัด ขนาดว่านำผมลงมาปรกหน้าก็ยังเห็นแสงประกายของดวงตาทะลุออกมา
เหมือนดวงตาของสัตว์ร้ายในป่าที่วาววับเรืองรองยามต้องกับแสงจากคบเพลิงในความมืด
แต่คำนิยามของดวงตาซุนจิ่นลี่ที่คนในจวนพูดถึงกันนั้นไม่ใช่ดวงตาของสัตว์ป่า แต่เป็นดวงตาของภูตพรายที่คอยคร่าชีวิตของผู้คนต่างหาก
คนไร้ค่าตระกูลซุน
บทที่ 3 คนไร้ค่าตระกูลซุน
“ถ้ามีแว่นกันแดดก็ดีน่ะสิ”
ซุนจิ่นลี่กล่าวพึมพำออกมาแต่ก็ทำได้แค่ถอนหายใจแล้วดึงผมลงมาปรกหน้าเอาไว้ นางเดินไปลงทะเบียนผู้เข้ารับการตรวจสอบพลัง จุดรวมตัวของผู้เข้ารับการทดสอบเต็มไปด้วยคนจำนวนมาก แต่คนที่มีอายุพอ ๆ กับนางกลับมีอยู่น้อยจนนับนิ้วได้ เพราะแบบนั้นคนที่อายุเยอะแบบนางจึงถูกจดจ้องจากคนอายุน้อยกว่า บ้างก็มองมาด้วยสายตาเยาะเย้ย
สำนักตรวจสอบพลังแห่งนี้ได้รับหน้าที่เป็นศูนย์กลางการตรวจสอบและจำแนกผู้มีพลังพิเศษเพื่อส่งไปยังสำนักศึกษาที่เหมาะสมกับพลังของแต่ละคน พลังของแต่ละคนสามารถตื่นได้ตั้งแต่อายุครบ 10 ปี ไปจนถึงอายุ 15 ปี หากว่าอายุครบ 15 ปีแล้วแต่ยังตรวจแล้วไม่พบพลัง นั่นหมายความว่าคนผู้นั้นเป็นผู้ไร้พลัง
ชั้น 7 ที่เต็มไปด้วยเหล่าผู้แข็งแกร่งและทายาทของผู้มีอำนาจ ไม่ใคร่จะต้อนรับคนอ่อนแอเท่าใดนัก และซุนจิ่นลี่ก็จัดอยู่ในคนจำพวกนั้นเสียด้วยสิ
“ทางเราจะเริ่มตรวจสอบตั้งแต่ผู้ที่มีอายุมากที่สุดไปยังผู้ที่มีอายุน้อยที่สุด ลำดับแรก คุณหนูใหญ่ตระกูลซุน ซุนจิ่นลี่”
เข้ามาด้านในได้ไม่ทันไรก็ถูกเรียกตัวไปอยู่บนแท่นตรวจสอบพลังเป็นคนแรกเสียอย่างนั้น หญิงสาวพ่นลมหายใจออกมาอย่างคิดหนักแต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินเข้าไปยังแท่นตรวจสอบพลัง
เหนือสถานที่รวมตัวขึ้นไปนั้นเป็นที่นั่งของเหล่าผู้ปกครองที่มารอดูการตรวจวัดพลังของบุตร แต่ตระกูลของนางไม่มีใครถูกส่งมาดูการตรวจสอบในครั้งนี้
คงเพราะพวกเขารู้อยู่แล้วว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร
เมื่อขึ้นมายืนอยู่ตรงกลางแท่นหินสีขาวนวล ทุกอย่างรอบด้านก็นิ่งงันไร้การเคลื่อนไหว หลังจากยืนไปสักพักซุนจิ่นลี่ก็ได้ยินเสียงหัวเราะขบขันดังขึ้นมาเบา ๆ จากผู้คนรอบตัว
“ไร้พลัง!”
คำประกาศอันกึกก้องทำให้เสียงหัวเราะเยาะยิ่งดังมากขึ้นไปอีก ซุนจิ่นลี่แม้จะหน้าม้านและรู้สึกอับอาย แต่ยังดีที่ได้ปอยผมคอยปกปิดสีหน้าเอาไว้ให้ นางเดินลงจากแท่นตรวจพลังแล้วรับกระดาษผลการตรวจสอบมาถือเอาไว้ จากนั้นก็เดินไปตามการผายมือของเจ้าหน้าที่สำนักตรวจสอบแห่งนี้
ถึงจะน่าอับอายแต่จะทำอย่างไรได้ ไม่มีพลังก็คือไม่มีพลัง จะให้บอกว่ามีหรืออย่างไรกัน หลังจากนางเดินออกมาได้ไม่นานก็มีคนเดินตามออกมา ซึ่งอีกฝ่ายเดินร้องไห้สะอึกสะอื้น ก่อนจะเป็นลมล้มพับลงไปนอนอยู่ที่พื้น
โชคยังดีที่อีกฝ่ายมีสาวใช้ตามติดมาด้วย คนเหล่านั้นจึงช่วยกันอุ้มตัวคุณหนูผู้นั้นไปขึ้นรถม้า นอกจากผู้หญิงคนนั้นแล้ว ดูเหมือนว่าผู้เข้ารับการตรวจสอบพลังที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับนางจะเป็นผู้ไม่มีพลังทั้งหมด พวกเขาแต่ละคนต่างเดินออกมาด้วยสีหน้าผิดหวัง บ้างร้องไห้ บ้างโวยวาย และบ้างก็เป็นลมล้มพับไป
ซุนจิ่นลี่ไม่มีอาการเหล่านั้น เพราะเรื่องที่ต้องเผชิญหน้าต่อจากนี้ต่างหากที่น่าคิดหนักยิ่งกว่า
นางจะต้องกลับไปยังอาณาเขตของแม่เลี้ยงแล้ว อาณาเขตที่แม้แต่บ่าวในจวน สถานะของนางก็ยังเทียบพวกนั้นไม่ติด
พอกลับมายังรถม้า บ่าวที่ทำหน้าที่ขับรถม้าก็แอบก้มหน้ายิ้มเยาะนาง ซุนจิ่นลี่ตบศีรษะเขาไปแรง ๆ หนึ่งทีจนเขารีบเก็บสีหน้า จากนั้นนางก็เดินขึ้นรถม้าเพื่อเตรียมตัวกลับจวน
ซุนจิ่นลี่กำลังคิดไม่ตก ตอนนี้ที่จวนไม่มีใครที่สามารถคุ้มครองนางได้เลย ความทรงจำจากเมื่อวานนั้น น้องชายฝาแฝดที่เป็นเกราะป้องกันเพียงหนึ่งเดียวในจวนได้ติดตามท่านพ่อไปเรียนรู้การควบคุมพลังน้ำ
น้องชายของนางซุนจิ่นจ้งและซุนจิ่นซิน เป็นผู้ที่พลังตื่นขึ้นมาทั้งที่อายุยังไม่ถึง 10 ปีด้วยซ้ำ พวกเขาอายุเพียง 7 ปีแต่กลับปรากฏพลังขึ้นมาแล้ว จวนตระกูลซุนที่มีผู้มีพลังอยู่น้อยนิดจึงพอมีหน้ามีตาได้บ้าง เพราะผู้มีพลังที่เป็นผู้ชายนั้นมีแค่น้องชายฝาแฝดแม่เดียวกันกับนางเท่านั้น แม้แต่พ่อของนางก็ยังเป็นผู้ไร้พลัง
นอกจากน้องชายฝาแฝดแล้ว ซุนจิ่นลี่ยังมีน้อง ๆ อีก 3 คน เป็นลูกของแม่เลี้ยงที่มีพลังปรากฏเช่นกันและยังมีถึง 2 คน แต่ว่า 2 คนนั้นดันเป็นผู้หญิง
ซุนจิ่นอิง น้องสาวผู้อายุน้อยกว่านาง 1 ปี เป็นผู้มีพลังควบคุมสัตว์ตัวเล็ก ทว่าสัตว์พวกนั้นต้องตัวเล็กจริง ๆ เล็กขนาดเท่าหนูลงไปเท่านั้น ทำให้เมื่อซุนจิ่งอิงใช้พลัง สัตว์ที่ทำตามคำสั่งของนางมักจะเป็นหนู หนอนและแมลงเป็นส่วนใหญ่
แต่ซุนจิ่นอิงกลัวแมลง…
ถึงพลังที่นางครอบครองอยู่จะดูไร้ประโยชน์เพราะนางใช้ไม่ไหว แต่อย่างไรก็พูดได้ว่าเป็นผู้มีพลัง นางจึงสามารถอยู่ในจวนตระกูลซุนได้อย่างมั่นคง ถึงเหตุผลใหญ่ ๆ จะเป็นเพราะแม่ของนางก็ตาม
น้องสาวอีกคนซุนจิ่นหลิง อายุเพียง 12 ปี นางเป็นผู้มีพลังฝุ่น ฟังดูไม่ธรรมดาอีกทั้งยังเป็นพลังที่เหมาะจะใช้ในการต่อสู้ ทว่าความน่ารำคาญของมัน ทำให้ผู้เข้าประลองเพื่อจัดลำดับความแข็งแกร่งคนหนึ่ง ตีซุนจิ่นหลิงจนสลบคาสนามประลอง นับแต่นั้นมาซุนจิ่นหลิงก็ไม่กล้าใช้พลังอีกเลย
แน่นอนว่าเรื่องราวเกี่ยวกับพลังของน้องสาวต่างแม่นั้นฟังดูน่าขำ แต่จะมีอะไรน่าขำไปกว่าพี่สาวอย่างนางที่ไม่มีพลังอีกทั้งยังพยายามตรวจสอบตั้งแต่อายุ 10 ปีจนกระทั่งอายุครบ 15 ปี แล้วก็พบกับความผิดหวัง การกระทำนี้ทำให้นางกลายเป็นตัวตลกและทำให้ตระกูลซุนเป็นที่ขบขันยิ่งนัก
แต่การตรวจสอบพลังทั้ง 6 ครั้งนั้น หาใช่เพราะซุนจิ่นลี่ต้องการไม่ นางถูกส่งไปเพราะแม่เลี้ยงผู้นั้นเป่าหูท่านพ่อว่านางยังมีโอกาสต่างหาก เมื่อผลลัพธ์ออกมาต่างจากที่ท่านพ่อคิด ความโกรธนั้นกลับนำมาลงที่ซุนจิ่นลี่ แทนที่จะนำไปลงยังตัวต้นคิดอย่างแม่เลี้ยง
พ่อของนางและแม่เลี้ยงแม้เป็นผู้ไร้พลัง แต่ก็เป็นหมอและนักปรุงยาที่มีความสามารถสูง ในยามนี้ตัวนางที่ไม่มีทั้งพลังและไม่มีทั้งความสามารถ จึงกลายเป็นคนไร้ค่าของตระกูลซุนไปโดยปริยาย