โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ทะลุมิติไปเป็นพี่สาวของน้องชายฝาแฝด

นิยาย Dek-D

อัพเดต 17 เม.ย. 2568 เวลา 05.05 น. • เผยแพร่ 16 ม.ค. 2568 เวลา 23.46 น. • KIMTAKAI
ซุนจิ่นลี่ถูกขับออกจากสกุลซุน เพราะนางคือเด็กสาวที่มีดวงตาสีเขียว มีลวดลายรากไม้สีเขียวบนเล็บ อีกทั้งยังมีรูปดอกกุหลาบอยู่บนเล็บนิ้วโป้งทั้งสองมือ สารรูปเช่นนี้ ทำให้คนมองว่างดงามและน่ากลัวในเวลาเดียว

ข้อมูลเบื้องต้น

ทะลุมิติไปเป็นพี่สาวของน้องชายฝาแฝด

ซุนจิ่นลี่ถูกขับออกจากสกุลซุน เพราะนางคือเด็กสาวที่มีดวงตาสีเขียว มีลวดลายรากไม้สีเขียวบนเล็บ อีกทั้งยังมีรูปดอกกุหลาบอยู่บนเล็บนิ้วโป้งทั้งสองมือ สารรูปเช่นนี้ ทำให้คนมองว่างดงามและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน

ซุนจิ่นลี่ เด็กสาววัย 15 ปี หัวอ่อน หัวช้า หัวทึบ ตายไปเพราะความไร้เดียงสาก่อนการขึ้นตรวจวัดพลังในปีสุดท้ายของชีวิต ทำให้วิญญาณของจิ่นลี่หญิงสาวจากอนาคตได้มาแทนที่ในร่างนี้แทนที่จะได้ไปยังโลกหลังความตาย ก่อนที่จิ่นลี่จะฟื้นคืนสติในร่างของซุนจิ่นลี่ นางได้ยินเสียงร่ำไห้ราวกับจะขาดใจของคนผู้หนึ่ง กับคำพูดที่ว่า ฝากดูแลลูกชายที่เหลือของนางด้วย

หญิงแปลกหน้าที่มาหาจิ่นลี่ในความมืดมิด เดินจากไปพร้อมกับเด็กสาวที่แสนงดงามผู้หนึ่ง สองแขนของนางตระกองกอดเด็กคนนั้นอย่างหวงแหน ทั้งร่ำไห้และแย้มยิ้มที่ได้พบหน้า เมื่อจิ่นลี่ได้ตื่นขึ้นมา นางก็พบว่าตัวเองอยู่ในร่างของเด็กผู้หญิงที่แสนงดงามผู้นั้น

ทว่า ความงามก็ส่วนของความงาม แต่ร่างของเด็กคนนี้มีสิ่งที่แตกต่างจากคนทั่วไป ร่างที่จิ่นลี่ได้เข้ามาแทนที่นี้มีดวงตาสีเขียวมรกตเรืองรอง เล็บทุกนิ้วมีลวดลายรากไม้สีเขียวปรากฏอยู่ นอกจากนี้นิ้วโป้งยังมีรูปดอกกุหลาบประทับอยู่ เป็นเล็บของนางจริง ๆ ไม่ได้ผ่านการวาดหรือการตกแต่งแต่อย่างใด เรือนผมชั้นในมีสีเขียวปะปนอยู่ ทำให้ไม่สามารถรวบผมได้เพราะกลัวผู้อื่นจะเห็นเข้า

ด้วยภาพลักษณ์เช่นนี้ของร่างกายนี้ ทำให้นางถูกเรียกว่าภูตพราย เป็นตัวตนแห่งการล่อลวงไปสู่ความตาย เป็นมหันตภัยร้ายแรงของครอบครัวที่ได้ให้กำเนิดเด็กคนนี้ขึ้นมา สิ่งที่แปลกประหลาดและไม่มีใครรู้จักเช่นนี้มักทำให้ผู้อื่นหวาดกลัว

ไม่นานจิ่นลี่ก็ได้พบหน้ากับคนที่หญิงแปลกหน้าผู้นั้นฝากฝังไว้กับตนเอง เป็นเด็กผู้ชายตัวอวบนิ่มที่มีดวงตากวาง แต่ว่าพวกเขามีกันถึง 2 คน เมื่อพวกเขาอ้าปากเรียกนางว่า พี่สาว ก็เป็นที่ชัดเจนว่าพวกเขาคือน้องชายของนางในร่างนี้

จิ่นลี่ต้องการทำตามความปรารถนาของหญิงแปลกหน้าผู้นั้น ทว่าก่อนที่นางจะช่วยคนอื่น นางควรจะช่วยตัวเองก่อน! เพราะแค่ภาพลักษณ์ของนางก็ทำให้ใช้ชีวิตยากแล้ว ทั้งถูกสั่งให้ใช้ผมปรกหน้าเพื่อไม่ให้ใครได้เห็นสีของดวงตา ทั้งต้องใส่ถุงมือเพื่อปกปิดลายเล็บที่ผิดปกติ แค่นี้ก็ใช้ชีวิตยากลำบากมากพอแล้ว

แต่จิ่นลี่ยังยากลำบากมากกว่านั้นได้อีก เพราะว่านางถูกขับออกจากสกุลซุน ถูกถอดถอนชื่อ เหลือไว้เพียงจิ่นลี่เท่านั้น

เมืองต้าตู

เป็นเมืองที่มีพื้นที่ 7 ชั้น โดยชั้นที่อยู่สูงสุดจะเป็นชั้นที่ดีที่สุด ชั้นที่อยู่บนสุดจะเป็นที่อยู่อาศัยของชนชั้นสูง ผู้แข็งแกร่งและผู้ที่มีความสามารถ ในขณะที่ชั้นล่างสุดอย่างชั้น 1 กลับเต็มไปด้วยอาชญากร ผู้ไร้ความสามารถ ผู้กระทำความผิด ผู้ถูกเนรเทศ และกลุ่มคนชนชั้นต่ำสุดที่ทั้งชีวิตยากจะพลิกฟื้นขึ้นมาได้

นอกจากนี้พื้นที่ชั้น 1 ยังมักจะมีกองโจรจากเมืองอื่นมาบุกปล้น บางครั้งก็มีกองทัพจากเมืองอื่นเข้าบุกโจมตีคร่าชีวิตทุกคนในบริเวณนั้น ทว่าชีวิตของคนชั้น 1 ก็ไม่ต่างจากชีวิตของสุนัข ผู้แข็งแกร่งส่วนมากไม่สนใจภัยคุกคามเหล่านั้นสักนิด เว้นแต่ว่าผู้บุกรุกจะขึ้นมาจนถึงชั้น 2 ถึงจะมีการเคลื่อนไหว

ตัวละคร ทะลุมิติไปเป็นพี่สาวของน้องชายฝาแฝด

จิ่นลี่ / ซุนจิ่นลี่

หญิงสาวผู้ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของเด็กสาวที่มีดวงตาสีเขียว มีเล็บลายรากไม้กับดอกกุหลาบ ผมชั้นในเป็นสีเขียวยามเมื่อต้องแสง เป็นบุตรสาวตระกูลหมอและนักปรุงยาที่เก่งที่สุดของเมืองต้าตู สาวน้อยผู้นี้จากไปก่อนการตรวจวัดระดับพลังเพียงวันเดียวเท่านั้น

ซุนจิ่นจ้ง พลังธาตุน้ำ

น้องชายฝาแฝดคนพี่ผู้คัดค้านการขับไล่พี่สาวออกจากตระกูล แต่เพราะเขาเป็นผู้มีพลังธาตุน้ำ อีกทั้งยังเป็นเพียงเด็กน้อย เสียงของเขาจึงไม่เป็นที่รับฟัง

ซุนจิ่นซิน พลังธาตุน้ำ

น้องชายฝาแฝดคนน้อง ผู้โกรธเคืองบิดาที่ขับไล่พี่สาวลงไปยังชุมชนชั้น 1 ชุมชนที่มีผู้คนล้มตายทุกวันและเป็นสถานที่ที่อันตรายที่สุดของเมือง ทว่าบิดาก็ยังเลือกส่งพี่สาวไปที่นั่น

เฉาหยวน พลังธาตุลม

องครักษ์ผู้ซื่อสัตย์ต่อมารดาของซุนจิ่นลี่ ผู้ติดตามเพียงหนึ่งเดียวที่ขอตามไปดูแลปกป้องคุณหนูของตนเองเมื่อนางถูกขับไล่

ซุนจิ่น

บิดาของซุนจิ่นลี่และฝาแฝด เป็นผู้นำตระกูลหมอที่เก่งที่สุดในเมืองนี้ มีตำรายาที่ดีที่สุด เป็นตระกูลหมอเพียงตระกูลเดียวที่ได้อาศัยอยู่บนชั้น 7 ซึ่งเป็นชั้นที่สูงที่สุดและทุกคนในเมืองต้องการขึ้นไปอยู่มากที่สุด

สวีเม่ย

อนุภรรยาของซุนจิ่นที่ได้เลื่อนขั้นเป็นฮูหยินหลังจากมารดาของซุนจิ่นลี่จากไป มีบุตรให้ซุนจิ่นทั้งหมด 3 คน

เซี่ยเหิง พลังธาตุไฟ

คุณชายเล็กตระกูลเซี่ยซึ่งเป็นตระกูลผู้มีพลังไฟที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองแห่งนี้ เป็นหนึ่งในตระกูล 4 ผู้ก่อตั้งที่คานอำนาจกันมาช้านาน

--------------------------------------

สวัสดีค่ะนักอ่านทุกท่าน

ประกาศ วางจำหน่าย E BOOK เรื่อง ทะลุมิติไปเป็นพี่สาวของน้องชายฝาแฝด แล้วค่ะ

ราคาโปรโมชั่น 30 วัน 209 บาท (ราคาเต็ม 269 บาทค่ะ) วางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2567 ค่ะ

มีตอนหลักทั้งหมด 100 ตอน + ตอนพิเศษ 5 ตอน

คลิ๊กซื้อตามลิงค์เพื่อเพิ่มค่าขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ไรท์ได้ด้วยน้า (นักอ่านไม่ได้เสียเงินเพิ่มค่ะ ส่วนนี้เมบเป็นคนจ่าย)

ฝากกดลิงค์กันด้วยนะค้า

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMjYxNTUxNyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjM0NTY3MyI7fQ

ขอบคุณทุกการอุดหนุนและทุกการสนับสนุนค่ะ ขอให้อ่านอย่างมีความสุขกันถ้วนหน้านะคะ

จิ่นลี่

บทที่ 1 จิ่นลี่

ปัง!

เสียงกระแทกประตูเปิดออกเสียงดังสนั่น ทำเอาร่างเล็กที่นอนหลับใหลอยู่บนเตียงสะดุ้งตื่นจากห้วงนิทรา จิ่นลี่ย่นหัวคิ้วขณะที่รีบยันตัวลุกขึ้นจากที่นอนเพราะคิดว่าถูกแม่ปลุกไปทำงาน

“ตื่นแล้ว ๆ ห้าว~”

ร่างเล็กรีบเอ่ยปากบอกว่าตนเองไม่ได้แอบงีบหลับ แต่ถึงอย่างนั้นดวงตาก็ยังคงปิดและนั่งคอตกนิ่งไม่ยอมเคลื่อนไหว

“เฮือก!”

เสียงตกใจของคนในห้องทำให้จิ่นลี่พลอยตกใจตามไปด้วย ดวงหน้างัวเงียรีบเงยหน้ามองอีกฝ่ายก่อนจะพบว่ามีคนแปลกหน้ากำลังยืนเบิกตาโตมองตนเองอย่างอึ้งตะลึง

ไม่เคยเห็นคนพึ่งตื่นนอนหรือไง…

จิ่นลี่บ่นอุบในใจก่อนจะค่อย ๆ กระเถิบตัวลงจากเตียง ในตอนนั้นจึงพึ่งนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนแปลกหน้า แล้วมาอยู่ในห้องของตนเองได้อย่างไร?

“เข้ามาในนี้ได้ยังไง!”

ด้วยความหวงพื้นที่ส่วนตัวจนแม้แต่แม่ของตนเองก็ยังดุมาแล้ว จิ่นลี่ถลึงตามองอีกฝ่ายแล้วตวาดออกมาอย่างไม่ไว้หน้า เสียงถามนี้ทำเอาคนแปลกหน้าได้สติแล้วรีบเดินมาลากแขนด้วยแรงฉุดกระชากไม่เบามือ

“ยังจะมัวโอ้เอ้อะไรอีก ต่อให้ประวิงเวลาอีกสักกี่วัน สุนัขก็ยังเป็นสุนัข ไม่มีวันกลายร่างเป็นเสือไปได้หรอก! ไป! รีบไปขึ้นรถม้าแล้วไปตรวจสอบพลังได้แล้ว!”

แรงบีบที่แขนพร้อมแรงดึงอย่างไม่ปรานีทำเอาจิ่นลี่ย่นคิ้วและพยายามขืนกาย ทว่าเรี่ยวแรงในร่างกายกลับมีน้อยและร่างกายของตนเองก็เล็กจ้อยมากเมื่อเทียบกับอีกฝ่าย

ร่างเล็กของจิ่นลี่ถูกลากอย่างถูลู่ถูกังไปตามแรงดึงอย่างขัดขืนไม่ได้ ดวงหน้าพยายามเงยขึ้นเพื่อมองสังเกตรอบด้าน ทว่ากลับมีเส้นผมปรกหน้าจนทำให้มองอะไรไม่ถนัด จนกระทั่งอีกฝ่ายลากจิ่นลี่มาถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ก็ทำการเหวี่ยงตัวนางอย่างแรงจนกระแทกเข้ากับของแข็งบางอย่างแล้วร่วงลงไปกองอยู่ที่พื้น

“ท่านป้า…ทำกับคุณหนูเช่นนี้ได้งั้นหรือ”

เสียงถามอย่างขลาดกลัวดังขึ้นในตอนที่จิ่นลี่พยายามหยัดตัวลุกขึ้นยืน แต่ยังยืนไม่ทันได้ทรงตัวดีก็ถูกผลักเข้าไปในห้องห้องหนึ่ง จากนั้นก็มีการเคลื่อนไหวพร้อมกับเสียงร้องของม้าและเสียงฝีเท้าม้า

ตัวของจิ่นลี่สั่นคลอนไปตามแรงเคลื่อนไหวของรถม้า จนกระทั่งมือคว้าจับที่ยึดเหนี่ยวได้ก็รีบนั่งทรงตัวให้มั่นคง

“อูย…”

หลังจากนั่งได้อย่างมั่นคงแล้ว จิ่นลี่ก็สูดปากแล้วขยับแขนข้างที่กระแทกของแข็งอย่างแรงจนเจ็บไปมา มือข้างที่ว่างรีบปัดผมที่ปรกหน้าอยู่ออก ก่อนจะพบว่าตัวเองนั่งอยู่ในรถม้าอย่างที่คิด

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน คนแปลกหน้ากระทำต่อกันอย่างรุนแรงเช่นนี้ได้ด้วยงั้นหรือ?

ฟึ่บ!

ขณะที่กำลังงุนงงอยู่นั้น หมั่นโถวลูกหนึ่งก็ถูกโยนเข้ามาด้านในด้วยฝีมือคนขับรถม้า อีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรเพียงโยนอาหารมาให้ราวกับโปรยอาหารให้ไก่กินอย่างไรอย่างนั้น จิ่นลี่ไม่มีอารมณ์สนใจอาหารเพราะว่าตอนนี้นางกำลังปวดหัวกับความคิดที่สะเปะสะปะของตนเองอยู่

เหตุการณ์มากมายทั้งของตนเองและของผู้อื่นผสมปนเปกันจนมั่วไปหมด จนกระทั่งถึงตอนที่ตนเองกำลังจะไปทำงานทั้งที่เป็นไข้ทับฤดู จิ่นลี่ก็พบว่าตัวเองล้มพับหัวกระแทกพื้นอย่างแรง จากนั้นทุกอย่างรอบด้านก็กลายเป็นภาพสีดำ

พอผ่านภาพชีวิตที่จบสิ้นของตนเองไปแล้วแต่ภาพในหัวกลับไม่ได้จบลงแค่นั้น จิ่นลี่มองเห็นตัวเอง…ใช่ ตัวเอง กำลังเดินกลับเรือนใหญ่โตโดยมองภาพเหล่านั้นผ่านเส้นผมที่ปรกใบหน้า หลังจากล้มตัวลงนอนบนเตียงก็รู้สึกว่าลมหายใจติดขัดราวกับมีสิ่งกีดขวางทางเดินหายใจ แต่ไม่ว่าจะทุบมือลงบนเตียงหรือกระทั่งดิ้นจนตกเตียง แต่คนที่เฝ้าอยู่หน้าประตูก็หาได้สนใจ อีกทั้งยังปิดประตูห้องลงทั้งที่เห็นอยู่เต็มตาว่าจิ่นลี่กำลังทุรนทุรายราวกับจะขาดอากาศหายใจอยู่

อะไรกัน? นี่มันเหตุการณ์ฆาตกรรมชัด ๆ!

“ฝากลูกชายที่เหลือของข้าด้วย ฮึก ได้โปรดเถิด”

เสียงอ้อนวอนที่ดังขึ้นในหัวเป็นสิ่งสุดท้ายที่จิ่นลี่จดจำได้ จากนั้นความปวดหัวและภาพเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านั้นก็จบลงแต่เพียงเท่านี้

เรื่องใหญ่แล้วสิ ดูเหมือนว่านางที่ควรจะตายไปแล้วกลับได้มาใช้ชีวิตที่ต่างโลกในร่างของเด็กน้อยผู้มีชีวิตที่น่าสงสารเข้าเสียแล้ว

หลังจากได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดผ่านความทรงจำที่ขาด ๆ หาย ๆ ของเด็กคนนี้ จิ่นลี่ก็ต้องกัดริมฝีปากอย่างขบคิดไปมา เพราะว่าตอนนี้นางกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่คล้ายกับการเดินขึ้นแท่นประหารชัด ๆ

“ถึงแล้วขอรับคุณหนู”

ทันทีที่รถม้าจอดลง เสียงของคนขับรถม้าก็ดังขึ้นทันที จิ่นลี่ถอนหายใจออกมาขณะที่เดินลงจากรถม้าด้วยใบหน้ายุ่งเหยิง เมื่อนางเปิดม่านออกไปคนขับรถม้าที่กำลังยกบันไดให้นางเหยียบย่างเพื่อลงจากรถม้าก็พลันสะดุ้ง อีกฝ่ายเงยหน้ามองนางด้วยท่าทางลนลาน

“คุณหนู! เก็บผมเช่นนี้ไม่ได้นะขอรับ!”

เสียงตวาดของบ่าวที่พูดกับนายทำให้ผู้คนรอบด้านพากันหันมามองจุดนี้เป็นตาเดียว ผู้บังคับรถม้ารีบก้มหน้าลงแล้วลดเสียงที่ใช้คุยกับนางในเวลาต่อมา

“เอาผมลงมาเดี๋ยวนี้”

จิ่นลี่พ่นลมหายใจออกมาแรง ๆ อย่างหน่ายใจ นางใช้มือสางผมลงมาปิดใบหน้าของตนเอง ไม่ใช่สิ ปิดดวงตาสีเขียวมรกต ไม่ให้คนอื่นได้เห็นต่างหาก

“รีบเข้ารีบออกนะขอรับ หากคุณหนูชักช้า ข้าจะทิ้งให้คุณหนูเดินกลับจวนเอง”

คำพูดของคนขับรถม้าดังขึ้นในตอนที่จิ่นลี่ลงมายืนอยู่ที่พื้นแล้ว ดวงหน้าที่มีเส้นผมปกคลุมหันขวับไปมองอีกฝ่ายทันทีที่ได้ฟัง

วิญญาณของนางคือจิ่นลี่ก็จริง แต่ร่างนี้คือ ซุนจิ่นลี่ คุณหนูใหญ่ตระกูลหมอที่เก่งที่สุดในเมืองนี้ เป็นตระกูลที่ไร้ความแข็งแกร่งเพียงตระกูลเดียวที่ได้อยู่บนชั้น 7 ซึ่งเต็มไปด้วยสิทธิพิเศษและสิ่งดีงามมากมาย

ปั้ก!

เท้าของจิ่นลี่เตะเข้าที่หน้าแข้งของอีกฝ่ายอย่างแรงจนเขาทรุดตัวลงไปนั่งกุมขาของตนเอง เมื่อตัวของเขาอยู่ต่ำกว่านางแล้ว มือเล็กก็ตวัดตบใบหน้าของเขาอย่างรวดเร็ว

เพียะ!

“เจ้าเป็นบ่าว ข้าเป็นนาย กล้าดีอย่างไรมาสั่งข้าและข่มขู่ข้าเช่นนี้!”

หลังจากลงมือเสร็จจิ่นลี่ก็ตวาดถามออกมา ก่อนจะไอออกมาโดยแรงเพราะลำคอของนางแห้งผากอย่างมาก เฮ้อ ทั้งพึ่งตื่นนอน ทั้งถูกกระทำแรง ๆ ใส่ ตอนนี้สภาพของนางไม่พร้อมมากจริง ๆ

แต่มันมีอย่างที่ไหน? ที่ลูกจ้างจะมาออกคำสั่งแล้วใช้คำพูดแบบนี้กับคนเป็นนาย ไม่ว่ายุคไหน ๆ ก็ไม่มีเรื่องแบบนี้ทั้งนั้น!

ผู้ไร้พลัง

บทที่ 2 ผู้ไร้พลัง

“ท่าน!”

เพียะ!

ฝ่ามือตวัดตบลงไปอีกครั้งเมื่ออีกฝ่ายกล้าขึ้นเสียงใส่นาง มือข้างหนึ่งเสยผมที่ปรกใบหน้าขึ้นแล้วจ้องมองอีกฝ่ายให้เต็มตาด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม

“ท่านอะไร? เจ้าอยากจะพูดอะไร!”

จิ่นลี่ที่บัดนี้คือซุนจิ่นลี่ตวาดถามออกมา แต่เมื่อเขาอ้าปากกำลังจะพูดนางก็ตวัดมือตบลงไปอีกครั้ง แม้ในใจจะหวาดหวั่นว่าเขาจะลุกมาตีนางคืน แต่ก็ทำใจดีสู้เสือเบ่งอำนาจให้เต็มที่

จุดที่นางยืนอยู่นี้คือสำนักพยากรณ์และตรวจสอบพลัง เพราะนี่คือชั้น 7 ของเมืองต้าตู สถานที่แห่งนี้จึงมีแต่เหล่าคุณหนูและคุณชายจากตระกูลใหญ่และมีอำนาจที่สุดในเมืองมารวมตัวกัน หากคนผู้นี้กล้าลงมือเอาคืนนาง นางเชื่อว่ากลับไปเขาคงไม่อาจมีชีวิตรอดได้อย่างแน่นอน ตระกูลซุนจะกล้าปล่อยบ่าวที่กล้าลงมือกับนายเอาไว้ให้เป็นที่ขบขันของตระกูลอื่นได้อย่างไรกัน?

ยิ่งตระกูลอยู่ในจุดที่ยิ่งใหญ่เพียงไร หน้าตาและศักดิ์ศรีก็ยิ่งไม่อาจยอมให้ถูกแตะต้องได้มากเท่านั้น

ชายหนุ่มผู้นี้นั่งกัดฟันกรอดอย่างข่มอารมณ์ ดูเหมือนว่าเขาจะคิดเช่นเดียวกับที่นางคิด และรู้ตัวว่าหากเขากล้าทำอะไรโจ่งแจ้งตรงนี้เขาจะรอดชีวิตได้ยาก

แม้การลงมือกับเขาเช่นนี้จะเสี่ยงทำให้นางถูกเขาทิ้งเอาไว้แล้วต้องเดินกลับจวนด้วยเท้าของตนเอง แต่ก็นั่นละ เพียงแค่นางเดินกลับเข้าไปในสำนักตรวจพลังแล้วขอร้องให้อีกฝ่ายส่งคนพานางไปส่งที่จวนตระกูลซุน เท่านี้เขาก็รอดได้ยากเช่นกัน

เขาเอาคืนนางได้เฉพาะยามที่อยู่ในจวน ซึ่งอยู่ในสายตาของแม่เลี้ยงเท่านั้น

“บนตัวของเจ้ามีสิ่งใดให้ส่งมาให้ข้าให้หมด”

เพราะรู้จากความทรงจำแล้วว่าสาวน้อยร่างนี้ช่างอนาถาเพียงไร ซุนจิ่นลี่ก็ทำการรีดไถหาต้นทุนให้ตนเองทันที

“แต่…”

“หากเจ้ายังพูดอะไรออกมาอีก ข้าจะให้เจ้านอนแนบพื้นแล้วบังคับให้ม้ากระทืบเท้าลงไปบนหลังของเจ้า ให้หลังหัก ขาหักใช้ชีวิตบนชั้น 7 นี้ไม่ได้อีกต่อไป”

หลังจากขู่ออกไปเช่นนั้นอีกฝ่ายก็รีบส่งมอบข้าวของบนตัวมาให้นางทั้งหมด นางเข้าใจแล้วว่าทำไมในความทรงจำจึงไม่ค่อยมีใครอยากออกมาข้างนอกกับนางมากนัก เพราะเมื่ออยู่ข้างนอกแล้ว บ่าวร้ายกาจพวกนั้นทำอะไรนางไม่ได้นอกจากทำตามคำสั่งเท่านั้น

ถุงเงิน ถุงหอม และมีดสั้นของบ่าวชายผู้นี้ถูกยื่นมาให้นางด้วยความรู้สึกเจ็บแค้นใจ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาสบตานางเขาก็ต้องรีบก้มหน้าลงมองพื้นทันที

“เจ้าไม่ได้คิดไปเองหรอก เรื่องที่ข้า…อยากให้เจ้าตายน่ะ”

เอื้อก!

อีกฝ่ายกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ดวงตาดุร้ายและความคิดชั่วร้ายก่อนหน้านี้ก็พลันสั่นคลอนจนค่อย ๆ มลายหายไป คราแรกเขาคิดว่าระหว่างขับรถม้ากลับจวนจะขับลงหลุมให้มากสักหน่อย ให้คุณหนูคนนี้หัวโขกรถม้าจนบวมเป็นหัวหมู แต่ความคิดนั้นก็ต้องมลายหายไปเมื่อได้จ้องมองดวงตาสีเขียวมรกตคู่นั้น

เขารังแกนางได้มากที่สุดก็แค่เจ็บตัว แต่นางสามารถฆ่าเขาได้เพียงแค่พูดคำเดียวเท่านั้น

“เจ้าชื่ออะไร”

ซุนจิ่นลี่กอดอกเอ่ยถามคนที่นั่งอยู่ต่ำกว่าตัวเอง

“ชุ่น…ชุ่น…ชุ่น…”

อีกฝ่ายตอบกลับมาเสียงตะกุกตะกักติดอ่าง ดวงหน้าของเขามีเหงื่อผุดออกมาจำนวนมากอีกทั้งดวงตาก็แกว่งไกวไปมาอย่างหวาดระแวง

นางอยากรู้ชื่อของเขาไปทำไมกัน?

“เช่นนั้นข้าจะเรียกเจ้าว่าเสี่ยวชุ่น” ซุนจิ่นลี่กล่าวสรุปออกมาเพราะอีกฝ่ายกลัวจนพูดไม่รู้เรื่องไปแล้ว “หากเจ้ากล้าปล่อยให้ข้าเดินกลับด้วยขาของข้าเองก็ลองดู ทุกหนึ่งก้าวของข้านับจากที่นี่ไปจนถึงจวน จะถูกโบยลงบนหลังของเจ้าทั้งหมด ต่อให้เจ้าตายไปแล้ว ข้าก็จะโบยเผื่อแผ่ไปจนถึงลูกและเมียของเจ้า”

หลังจากกล่าวออกไปซุนจิ่นลี่ก็พบว่าเขาแอบยิ้มเหยาะออกมา ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร เพราะอาณาเขตจวนตระกูลซุนอยู่ใต้อำนาจของแม่เลี้ยงผู้นั้น

แต่ว่านางก็ยังมีไพ่เด็ดอยู่หนึ่งใบ ซึ่งไพ่เด็ดใบนี้ทำให้นางพอจะเบาใจในการใช้ชีวิตในโลกนี้ได้บ้าง

“เฉาหยวน…”

“!”

“อ่า…ไม่สิ เฉาหยวนน่ะไม่ชอบโบยคน แต่ว่าชอบเฉือนเนื้อคนมากกว่า”

หลังจากเอ่ยชื่อองครักษ์สุดแกร่งของตนเองเพื่อใช้ข่มขู่แล้ว ซุนจิ่นลี่ก็เก็บถุงเงิน ถุงหอมและมีดสั้นของอีกฝ่ายไว้กับตัว จากนั้นก็ยกมือสางผมให้ลงมาปรกหน้าแล้วรีบเดินเข้าไปในสำนักที่รับผิดชอบการตรวจสอบพลัง

สองเท้าของซุนจิ่นลี่ก้าวเดินออกไปด้วยใจที่หนักอึ้ง สำนักตรวจสอบพลังของชั้น 7 แห่งนี้ นางเคยมาที่นี่แล้วถึง 5 ครั้ง และครั้งนี้ที่นางอายุครบ 15 ปี จะเป็นครั้งสุดท้ายที่นางสามารถมาที่นี่ได้แล้ว และยังเป็นครั้งสุดท้ายที่จะทำให้นางไม่อาจรั้งอยู่ที่ชั้น 7 แห่งนี้ได้อีกต่อไป

ซุนจิ่นลี่ผู้นี้ที่นางเข้ามาอยู่ในร่าง เป็นผู้ไร้พลัง

ผู้ไร้พลังในโลกแห่งนี้ก็ไม่ต่างจากคนไร้ค่า ถึงนางจะเป็นผู้ไร้พลังที่เกิดมาในจวนของผู้มีอำนาจในชั้น 7 ของเมืองต้าตู ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้สูงว่านางจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้ต่อไปอย่างราบรื่นก็ตาม แต่โอกาสเหล่านั้นก็พังทลายลงไปหมดแล้ว

“เฮ้อ…”

ซุนจิ่นลี่ถอนหายใจออกมาด้วยใบหน้าเคร่งเครียด นางก้มลงมองมือของตนเองที่สวมถุงมือเอาไว้ เมื่อเงยหน้ามองรอบกายแล้วพบว่าไม่มีใครสนใจตนเอง นางก็ดึงถุงมือออกแล้วมองเล็บมือของร่างนี้

เล็บที่มีลวดลายรากไม้สีเขียว ที่นิ้วโป้งทั้ง 2 ข้างยังมีลวดลายรูปดอกกุหลาบ เมื่อได้มาเห็นกับตาซุนจิ่นลี่รู้สึกประทับใจไม่น้อยเพราะนางมองว่าสวยมาก ทว่าลวดลายบนเล็บกลับเป็นเหตุผลให้แม่เลี้ยงเล่นงานนางได้

ไม่ใช่แค่เล็บเท่านั้น เพราะว่าดวงตาของนางยังเป็นสีเขียวมรกตอีกต่างหาก ตั้งแต่เกิดมาซุนจิ่นลี่ผู้นี้เคยส่องกระจกแค่ครั้งเดียวเท่านั้นกระมัง ด้วยความสงสัยนางจึงเดินไปยังอ่างเลี้ยงปลาใกล้ตัวที่น้ำในอ่างสีใสราวกับกระจก จากนั้นก็รวบผมมองดูเงาของตนเองในน้ำ

ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเล็บและตาจึงถูกนำมาเป็นข้ออ้างได้ เพราะว่าดวงตาสีเขียวมรกตของนางนั้นเรืองรองสะท้อนเงาในน้ำอย่างเห็นได้ชัด ขนาดว่านำผมลงมาปรกหน้าก็ยังเห็นแสงประกายของดวงตาทะลุออกมา

เหมือนดวงตาของสัตว์ร้ายในป่าที่วาววับเรืองรองยามต้องกับแสงจากคบเพลิงในความมืด

แต่คำนิยามของดวงตาซุนจิ่นลี่ที่คนในจวนพูดถึงกันนั้นไม่ใช่ดวงตาของสัตว์ป่า แต่เป็นดวงตาของภูตพรายที่คอยคร่าชีวิตของผู้คนต่างหาก

คนไร้ค่าตระกูลซุน

บทที่ 3 คนไร้ค่าตระกูลซุน

“ถ้ามีแว่นกันแดดก็ดีน่ะสิ”

ซุนจิ่นลี่กล่าวพึมพำออกมาแต่ก็ทำได้แค่ถอนหายใจแล้วดึงผมลงมาปรกหน้าเอาไว้ นางเดินไปลงทะเบียนผู้เข้ารับการตรวจสอบพลัง จุดรวมตัวของผู้เข้ารับการทดสอบเต็มไปด้วยคนจำนวนมาก แต่คนที่มีอายุพอ ๆ กับนางกลับมีอยู่น้อยจนนับนิ้วได้ เพราะแบบนั้นคนที่อายุเยอะแบบนางจึงถูกจดจ้องจากคนอายุน้อยกว่า บ้างก็มองมาด้วยสายตาเยาะเย้ย

สำนักตรวจสอบพลังแห่งนี้ได้รับหน้าที่เป็นศูนย์กลางการตรวจสอบและจำแนกผู้มีพลังพิเศษเพื่อส่งไปยังสำนักศึกษาที่เหมาะสมกับพลังของแต่ละคน พลังของแต่ละคนสามารถตื่นได้ตั้งแต่อายุครบ 10 ปี ไปจนถึงอายุ 15 ปี หากว่าอายุครบ 15 ปีแล้วแต่ยังตรวจแล้วไม่พบพลัง นั่นหมายความว่าคนผู้นั้นเป็นผู้ไร้พลัง

ชั้น 7 ที่เต็มไปด้วยเหล่าผู้แข็งแกร่งและทายาทของผู้มีอำนาจ ไม่ใคร่จะต้อนรับคนอ่อนแอเท่าใดนัก และซุนจิ่นลี่ก็จัดอยู่ในคนจำพวกนั้นเสียด้วยสิ

“ทางเราจะเริ่มตรวจสอบตั้งแต่ผู้ที่มีอายุมากที่สุดไปยังผู้ที่มีอายุน้อยที่สุด ลำดับแรก คุณหนูใหญ่ตระกูลซุน ซุนจิ่นลี่”

เข้ามาด้านในได้ไม่ทันไรก็ถูกเรียกตัวไปอยู่บนแท่นตรวจสอบพลังเป็นคนแรกเสียอย่างนั้น หญิงสาวพ่นลมหายใจออกมาอย่างคิดหนักแต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินเข้าไปยังแท่นตรวจสอบพลัง

เหนือสถานที่รวมตัวขึ้นไปนั้นเป็นที่นั่งของเหล่าผู้ปกครองที่มารอดูการตรวจวัดพลังของบุตร แต่ตระกูลของนางไม่มีใครถูกส่งมาดูการตรวจสอบในครั้งนี้

คงเพราะพวกเขารู้อยู่แล้วว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร

เมื่อขึ้นมายืนอยู่ตรงกลางแท่นหินสีขาวนวล ทุกอย่างรอบด้านก็นิ่งงันไร้การเคลื่อนไหว หลังจากยืนไปสักพักซุนจิ่นลี่ก็ได้ยินเสียงหัวเราะขบขันดังขึ้นมาเบา ๆ จากผู้คนรอบตัว

“ไร้พลัง!”

คำประกาศอันกึกก้องทำให้เสียงหัวเราะเยาะยิ่งดังมากขึ้นไปอีก ซุนจิ่นลี่แม้จะหน้าม้านและรู้สึกอับอาย แต่ยังดีที่ได้ปอยผมคอยปกปิดสีหน้าเอาไว้ให้ นางเดินลงจากแท่นตรวจพลังแล้วรับกระดาษผลการตรวจสอบมาถือเอาไว้ จากนั้นก็เดินไปตามการผายมือของเจ้าหน้าที่สำนักตรวจสอบแห่งนี้

ถึงจะน่าอับอายแต่จะทำอย่างไรได้ ไม่มีพลังก็คือไม่มีพลัง จะให้บอกว่ามีหรืออย่างไรกัน หลังจากนางเดินออกมาได้ไม่นานก็มีคนเดินตามออกมา ซึ่งอีกฝ่ายเดินร้องไห้สะอึกสะอื้น ก่อนจะเป็นลมล้มพับลงไปนอนอยู่ที่พื้น

โชคยังดีที่อีกฝ่ายมีสาวใช้ตามติดมาด้วย คนเหล่านั้นจึงช่วยกันอุ้มตัวคุณหนูผู้นั้นไปขึ้นรถม้า นอกจากผู้หญิงคนนั้นแล้ว ดูเหมือนว่าผู้เข้ารับการตรวจสอบพลังที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับนางจะเป็นผู้ไม่มีพลังทั้งหมด พวกเขาแต่ละคนต่างเดินออกมาด้วยสีหน้าผิดหวัง บ้างร้องไห้ บ้างโวยวาย และบ้างก็เป็นลมล้มพับไป

ซุนจิ่นลี่ไม่มีอาการเหล่านั้น เพราะเรื่องที่ต้องเผชิญหน้าต่อจากนี้ต่างหากที่น่าคิดหนักยิ่งกว่า

นางจะต้องกลับไปยังอาณาเขตของแม่เลี้ยงแล้ว อาณาเขตที่แม้แต่บ่าวในจวน สถานะของนางก็ยังเทียบพวกนั้นไม่ติด

พอกลับมายังรถม้า บ่าวที่ทำหน้าที่ขับรถม้าก็แอบก้มหน้ายิ้มเยาะนาง ซุนจิ่นลี่ตบศีรษะเขาไปแรง ๆ หนึ่งทีจนเขารีบเก็บสีหน้า จากนั้นนางก็เดินขึ้นรถม้าเพื่อเตรียมตัวกลับจวน

ซุนจิ่นลี่กำลังคิดไม่ตก ตอนนี้ที่จวนไม่มีใครที่สามารถคุ้มครองนางได้เลย ความทรงจำจากเมื่อวานนั้น น้องชายฝาแฝดที่เป็นเกราะป้องกันเพียงหนึ่งเดียวในจวนได้ติดตามท่านพ่อไปเรียนรู้การควบคุมพลังน้ำ

น้องชายของนางซุนจิ่นจ้งและซุนจิ่นซิน เป็นผู้ที่พลังตื่นขึ้นมาทั้งที่อายุยังไม่ถึง 10 ปีด้วยซ้ำ พวกเขาอายุเพียง 7 ปีแต่กลับปรากฏพลังขึ้นมาแล้ว จวนตระกูลซุนที่มีผู้มีพลังอยู่น้อยนิดจึงพอมีหน้ามีตาได้บ้าง เพราะผู้มีพลังที่เป็นผู้ชายนั้นมีแค่น้องชายฝาแฝดแม่เดียวกันกับนางเท่านั้น แม้แต่พ่อของนางก็ยังเป็นผู้ไร้พลัง

นอกจากน้องชายฝาแฝดแล้ว ซุนจิ่นลี่ยังมีน้อง ๆ อีก 3 คน เป็นลูกของแม่เลี้ยงที่มีพลังปรากฏเช่นกันและยังมีถึง 2 คน แต่ว่า 2 คนนั้นดันเป็นผู้หญิง

ซุนจิ่นอิง น้องสาวผู้อายุน้อยกว่านาง 1 ปี เป็นผู้มีพลังควบคุมสัตว์ตัวเล็ก ทว่าสัตว์พวกนั้นต้องตัวเล็กจริง ๆ เล็กขนาดเท่าหนูลงไปเท่านั้น ทำให้เมื่อซุนจิ่งอิงใช้พลัง สัตว์ที่ทำตามคำสั่งของนางมักจะเป็นหนู หนอนและแมลงเป็นส่วนใหญ่

แต่ซุนจิ่นอิงกลัวแมลง…

ถึงพลังที่นางครอบครองอยู่จะดูไร้ประโยชน์เพราะนางใช้ไม่ไหว แต่อย่างไรก็พูดได้ว่าเป็นผู้มีพลัง นางจึงสามารถอยู่ในจวนตระกูลซุนได้อย่างมั่นคง ถึงเหตุผลใหญ่ ๆ จะเป็นเพราะแม่ของนางก็ตาม

น้องสาวอีกคนซุนจิ่นหลิง อายุเพียง 12 ปี นางเป็นผู้มีพลังฝุ่น ฟังดูไม่ธรรมดาอีกทั้งยังเป็นพลังที่เหมาะจะใช้ในการต่อสู้ ทว่าความน่ารำคาญของมัน ทำให้ผู้เข้าประลองเพื่อจัดลำดับความแข็งแกร่งคนหนึ่ง ตีซุนจิ่นหลิงจนสลบคาสนามประลอง นับแต่นั้นมาซุนจิ่นหลิงก็ไม่กล้าใช้พลังอีกเลย

แน่นอนว่าเรื่องราวเกี่ยวกับพลังของน้องสาวต่างแม่นั้นฟังดูน่าขำ แต่จะมีอะไรน่าขำไปกว่าพี่สาวอย่างนางที่ไม่มีพลังอีกทั้งยังพยายามตรวจสอบตั้งแต่อายุ 10 ปีจนกระทั่งอายุครบ 15 ปี แล้วก็พบกับความผิดหวัง การกระทำนี้ทำให้นางกลายเป็นตัวตลกและทำให้ตระกูลซุนเป็นที่ขบขันยิ่งนัก

แต่การตรวจสอบพลังทั้ง 6 ครั้งนั้น หาใช่เพราะซุนจิ่นลี่ต้องการไม่ นางถูกส่งไปเพราะแม่เลี้ยงผู้นั้นเป่าหูท่านพ่อว่านางยังมีโอกาสต่างหาก เมื่อผลลัพธ์ออกมาต่างจากที่ท่านพ่อคิด ความโกรธนั้นกลับนำมาลงที่ซุนจิ่นลี่ แทนที่จะนำไปลงยังตัวต้นคิดอย่างแม่เลี้ยง

พ่อของนางและแม่เลี้ยงแม้เป็นผู้ไร้พลัง แต่ก็เป็นหมอและนักปรุงยาที่มีความสามารถสูง ในยามนี้ตัวนางที่ไม่มีทั้งพลังและไม่มีทั้งความสามารถ จึงกลายเป็นคนไร้ค่าของตระกูลซุนไปโดยปริยาย

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...