โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อรัชกาลที่ 1 ไม่โปรด ‘ศิวลึงค์’ แต่ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูยังจำเป็น

The Momentum

อัพเดต 16 เม.ย. 2568 เวลา 15.22 น. • เผยแพร่ 16 เม.ย. 2568 เวลา 09.48 น. • THE MOMENTUM

หากใครเป็นแฟนเมืองเก่ากรุงเทพฯ ย่านเสาชิงช้าเป็นอีกย่านหนึ่งที่ห้ามพลาดในการไปเยือน นอกจากอาหารอร่อยราคาเป็นมิตรแล้ว ย่านเก่าแห่งนี้ยังมีวัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร วัดหลวงใจกลางพระนคร และไม่ห่างกันมากนัเพียงถนนกั้นยังมีอาคารเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ผนังทาสีขาว หลังคามุงกระเบื้องสีอิฐ ความสำคัญในทางศาสนาของอาคารกลุ่มเล็กๆ นี้นับเป็นหัวใจหลักของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ประจำพระนคร

ใช่ครับ ผมกำลังพูดถึง ‘เทวสถานโบสถ์พราหมณ์’

คอลัมน์ Indianiceation ในเดือนเมษายนนี้ ขอพากระโดดกลับมายังแผ่นดินไทย เพื่อชวนคิดชวนคุยเกี่ยวกับหัวใจของศาสนาฮินดูในกรุงเทพฯ ในแง่มุมที่น่าสนใจของออฟฟิศพราหมณ์หลวง ข้าราชการกลุ่มสุดท้ายในประเทศที่ยังมีบรรดาศักดิ์ ในวาระครบรอบ 241 ปี แห่งการสถาปนาเทวสถานโบสถ์พราหมณ์สำหรับพระนคร

โบสถ์พราหมณ์สำคัญไฉน

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ขึ้นเมื่อปี 2327 แล้วโปรดให้นำพราหมณ์จากภาคใต้ขึ้นมาประจำราชสำนัก ทำหน้าที่ประกอบพระราชพิธีสำหรับพระองค์และราชอาณาจักร

ภายในเทวสถานมีอาคารทั้งหมด 3 หลัง เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนชั้นเดียว มีกำแพงล้อมรอบ กอปรด้วยสถานพระอิศวร (โบสถ์ใหญ่) สถานพระคเณศ (โบสถ์กลาง) และสถานพระนารายณ์ (โบสถ์ริม)

สถานพระอิศวรก่อสร้างด้วยอิฐถือปูน หลังคาทำชั้นลด 1 ชั้น หน้าบันด้านหน้ามีเทวรูปปูนปั้นนูนต่ำ รูปพระอิศวร พระแม่อุมา และเครื่องมงคลรูปสังข์ กลศ กุมภ์ อยู่ในวิมาน ใต้รูปวิมานมีปูนปั้นเป็นรูปเมฆและโคนนทิ หน้าบันด้านหลังไม่มีลวดลาย มีลักษณะพิเศษต่างจากโบสถ์อื่นๆ คือมีขนาดใหญ่กว่าและไม่มีพาไล ภายในประดิษฐานเทวรูปพระอิศวรประทับยืน ศิลปะอยุธยา พร้อมด้วยเทวรูปขนาดกลางอีก 31 องค์ เข้าใจว่าหมายถึงเทวสวรรค์ของพระอินทร์-ตรายัสตริมษะ (สันสกฤต)/ ดาวดึงส์ (บาลี) ประดิษฐานในเบญจา (ชุกชี)

ถัดไปด้านหลังเบญจามีศิวลึงค์ 2 องค์ ด้านหน้าเบญจามีชั้นลดประดิษฐานเทวรูปพระพรหมและพระนางสรัสวดี ด้านขวามือของเทวรูปประธานมีซุ้มประดิษฐานนางกระดาน 3 องค์ (คงคาเทวี ภูเทวี และพระอาทิตย์-พระจันทร์) สำหรับใช้ในการพระราชพิธีตรียัมพวาย ตรีปวาย ด้านหน้าเบญจาปรากฏเสาชิงช้าขนาดย่อมสีขาว สำหรับประกอบพิธีช้าหงส์

สถานพระพิฆเนศวรมีพาไลทั้งด้านหน้าและด้านหลัง คาดว่ารับรูปแบบจากอาคารแบบศิลปะอยุธยา ตัวอาคารไม่มีลวดลาย หลังคามีชั้นลด 1 ชั้น หน้าบันเรียบ ภายในโบสถ์มีเทวรูปพระพิฆเนศวรประทับนั่ง 5 องค์ ประดิษฐานบนเบญจาขนาดใหญ่

สถานพระนาราย์ลักษณะโดยรวมเหมือนสถานพระพิฆเนศวร ภายในประดิษฐานบุษบกสามองค์เคียงกันสำหรับประดิษฐานเทวรูป3 องค์ ได้แก่ พระลักษมี(บุษบกองค์ซ้ายมือ), พระนารายณ์ (บุษบกองค์กลาง) และพระภูมิเทวี(บุษบกองค์ขวามือ) ตรงกลางโบสถ์มีเสาลักษณะคล้ายเสาชิงช้าขนาดย่อม สำหรับประกอบพิธีช้าหงส์เช่นเดียวกับสถานพระอิศวร

จากทมิฬถิ่นราเมศวรัม สู่พระนครของพระอินทร์

อย่างที่กล่าวข้างต้น หลังจากรัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเทวสถานสำหรับพระนครแล้ว พระองค์โปรดให้นำพราหมณ์จากภาคใต้ขึ้นมาประจำราชสำนัก ข้อความตรงนี้สรุปได้โดยไม่ยากว่า พราหมณ์หลวงกรุงเทพฯ ครั้งรัชกาลที่ 1 มีที่มาจากเมืองใหญ่ทางภาคใต้

ผมได้มีโอกาสสนทากับ พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณฯ ประธานคณะพราหมณ์ท่านปัจจุบัน อยู่ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ก่อนจะได้มีโอกาสพบกับ พระครูวามเทพมุรี (พราหมณ์ภีษม รังสิพราหมณกุล) อีกในระยะหลัง พราหมณ์ทั้ง 2 ท่านเล่าให้ฟังว่า บรรพชนของท่านนั้นเป็นพราหมณ์ ‘รามราช’ มาจากเมืองราเมศวรัม รัฐทมิฬนาฑู ประเทศอินเดีย ก่อนจะย้ายมาประจำอยู่ ณ เทวสถานเมืองนครศรีธรรมราช (ที่เมืองคอนปัจจุบันยังมีเทวสถานอยู่ รูปแบบศิลปะใกล้เคียงกับเทวสถานประจำพระนคร)

การศึกษาของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง ชี้ว่า ในราชสำนักกรุงเทพฯ นอกจากพราหมณ์รามราชแล้ว ยังมีพราหมณ์สมอพลือหรือพราหมณ์เมืองเพชร ซึ่งเคยรับราชการในราชสำนักอยุธยา ก่อนเข้ามารับราชการในราชสำนักกรุงเทพฯ โดยเฉพาะตระกูล ‘ภวังคนันท์’ ซึ่งยังคงมีพราหมณ์รับราชการอยู่ในปัจจุบัน

คำว่าเมืองรามราชนั้นตามที่ท่านพระมหาราชครูได้กล่าว สื่อถึงเมืองราเมศวรัมอย่างที่กล่าวไป ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ เคยโพสต์ไว้ใน Facebook ส่วนตัวว่า หลังเบญจาในโบสถ์ใหญ่ปรากฏร่องรอยน่าสนใจอย่างหนึ่งคือ การประดิษฐานศิวลึงค์ 2 องค์ ซึ่ง ‘น่าจะ’ เป็นการจำลองการประดิษฐานศิวลึงค์ในเทวาลัยประธานของศรีรังคนาถสวามี อันเป็นผลจากตำนานที่ว่า ตอนที่พระรามยกทัพกลับจากลังกา หลังจากช่วยนางสีดาได้แล้วก็ต้องผ่านเมืองราเมศวรัม ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับเกาะลังกา ที่เมืองแห่งนี้พระรามได้พบกับฤๅษีตนหนึ่ง ซึ่งแนะนำให้พระรามทำพิธีล้างบาปที่เกิดจากการฆ่าทศกัณฐ์ ผู้มีเชื้อสายพราหมณ์

พระรามจึงต้องทำพิธีล้างบาปด้วยการสถาปนาศิวลึงค์ลงบนเนินเขาคันธมาสน์ ที่อยู่ในเมืองราเมศวรัมนั้น พร้อมสั่งให้หนุมานไปนำศิวลึงค์มาจากแม่น้ำนัมมทา (บ้างว่าเขาไกลาส) แต่หนุมานเอาศิวลึงค์กลับมาไม่ทันฤกษ์ที่กำหนด พระรามจึงใช้ทรายจากบริเวณเนินเขานั้นก่อเป็นศิวลึงค์ขึ้นมาก่อน เรียกว่า ‘รามลึงค์’ หนุมานเมื่อทราบความหลังกลับมาถึงแล้วก็นึกน้อยใจพระราม ถึงขนาดพยายามจะถอนรามลึงค์ทิ้ง พระรามจึงทรงโปรดให้หนุมานนำศิวลึงค์ที่ตนนำมาจากแม่น้ำนัมมทา ไปประดิษฐานทางทิศเหนือใกล้รามลึงค์ พร้อมตั้งชื่อว่า ‘หนุมานลึงค์’ ก่อนจะทรงบัญญัติว่าทุกครั้งที่จะประกอบพิธีบูชาศิวลึงค์ในเทวสถานแห่งนี้ โปรดให้บูชาหนุมานลึงค์ก่อนเป็นอันดับแรกเสมอ

ผมลองไปค้นต่อจากที่ศิริพจน์ได้ศึกษาไว้พบว่า เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะตำนานศิวลึงค์คู่มีเพียงที่วัดรามนาถสวามี เมืองราเมศวรัมเท่านั้น ฉะนั้นการตั้งศิวลึงค์หลังเบญจาจึงเป็นการจำลองจารีตที่บรรพชนของพราหมณ์หลวงคุ้นเคย ทั้งนี้ข้อน่าสังเกตต่อไปคือ ทำไมต้องไปตั้งอยู่หลังเบญจาซึ่งเป็นจุดที่ไม่สามารถเห็นได้

เมื่อรัชกาลที่ 1 ไม่โปรด ‘ศิวลึงค์’ แต่ศาสนาพราหมณ์ยังจำเป็น

“…แต่ซึ่งสารเทพารักษาอันเอาไม้ทำเปนเพศบุรุษลึงใหญ่น้อยต่างๆ หญิงชายชวนกันนับถือนั้น ทรงพระกรรุณาให้นักปราชญราชบัณฑิตยค้นดูในพระไตรปิฎกก็มิได้มีหย่าง…

จึ่งทรงพระวิจารณเหนว่า แรกเหตุนี้จะมีมาเพราะคนพาลกกขะละหยาบช้า

สืบมาหญิงชายผู้หาปัญามิได้ก็เอาเยี่ยงหย่างนับถือสืบมา…

อันหนึ่งเปนที่แขกเมืองนานาปรเทษไปมาค้าขายได้เหนจะดูหมิ่นถิ่นแคลน

กรุงเทพพระมหานครอันกอปด้วยเกิยติยศ…

ห้ามอย่าให้มีเพศบุรุษลึงอันลามกอัประมงคลไว้ในสารเทพารักษ์เปนอันขาดทีเดียว…”

กฎหมายตราสามดวง

สายชล สัตยานุรักษ์ เสนอว่า หลังรัชกาลที่ 1 ทรงขึ้นครองราชย์แล้ว ทรงมีแนวพระราชดำริด้านการศาสนาแบบมนุษยนิยมต่างไปจากสมัยก่อนหน้า อาจเป็นไปเพื่อผลแห่งความชอบธรรมในฐานะผู้ชำระศาสนาให้บริสุทธิ์ขึ้นกว่าแต่ก่อน เหตุนี้อาจสัมพันธ์กับการรั้งรอถึง 2 ปีก่อนการสถาปนาเทวสถานสำหรับพระนคร ซึ่งโดยปกติแล้วพิธีกรรมอย่างพราหมณ์นั้นมีความจำเป็นมากสำหรับการประกอบพระราชพิธีต่างๆ สังเกตได้จากพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมีองค์ประกอบความเป็นพราหมณ์มากกว่าพุทธอย่างชัดเจน

แต่กระนั้นสายชลกล่าวต่อว่า แม้รัชกาลที่ 1 มีความคิดที่มีลักษณะมนุษยนิยม สัจนิยม และเหตุผลนิยมมากขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถสลัดความคิดที่เชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติออกไปได้อย่างสิ้นเชิง ฉะนั้นสุดท้ายแล้วองค์ประกอบอย่างพราหมณ์ ก็ได้รับการเชื้อเชิญเข้ามายังพระนครในท้ายที่สุด โดยปรับเปลี่ยนบางอย่าง

ในกรณีเทวสถาน การที่ไม่ตั้งพระศิวลึงค์ขึ้นเป็นประธานบนไพทีของโบสถ์ใหญ่อาจสัมพันธ์กับการที่รัชกาลที่ 1 มิโปรดและตราไว้ในประมวลกฎหมายตราสามดวงมิให้ชายหญิงในพระนครบูชาลึงค์ จึงน่าจะเป็นไปตามพระราชปณิธานของพระเจ้าอยู่หัว แต่พราหมณ์ก็มิสามารถละเลยการบูชาศิวลึงค์ตามรากฐานในคัมภีร์ของพวกตน จึงได้เพียงแต่เอาไปแอบไว้ด้านหลังในมุมลับตาคน

ซึ่ง ‘คน’ ที่ว่านี้หมายถึง ‘รัชกาลที่ 1’ นั่นเอง

อย่างที่สายชลได้เสนอไว้ สุดท้ายองค์ประกอบพิสดารซึ่งในที่นี้มักจะหมายถึงศาสนาพราหมณ์ ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นในฐานะเครื่องมือทางการปกครอง รูปวาดเทพเจ้ามากมายจึงถูกวาดประดับวิหารหลวงและโบสถ์วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร ในฐานะธรรมบาล ก่อนวัดใหญ่อื่นๆ จะทำสืบกันต่อมา

หรือภาพวาดรามเกียรติ์ก็ถูกเชื้อเชิญเข้าไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดหลวงประจำพระนคร ในฐานะเกียรติแห่งพระมหากษัตริย์ ผู้สามารถชำระความวุ่นวายแห่งโลกได้ เช่นเดียวกับพระราม มหาราชผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งดินแดนภารตะ

ที่มาข้อมูล

Harshananda, Swami (2012). Hindu Pilgrimage Centres(second ed.). Bangalore: Ramakrishna Math.

คมกฤษ อุ่ยเต็กเค่ง (2563) พราหมณ์พัทลุง และความหลากหลาย ของ “พราหมณ์พื้นเมือง” ในไทยเข้าถึงจาก https://www.matichonweekly.com/column/article_296617

สายชล สัตยานุรักษ์ (2546). พุทธศาสนากับแนวคิดทางการเมืองใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (พ.ศ. 2325-2352). กรุงเทพฯ: มติชน

ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ https://www.facebook.com/share/p/163Cy4W3sS/

อภิลักษณ์ เกษมผลกูล (2549). เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า.กรุงเทพฯ: สำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...