โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เจาะกำไร Q1 กลุ่มอิเล็กฯ DELTA โตแรงสุด 65% ทะลุ 9 พันล้านบาท

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์”ได้รวบรวมผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ในงวดไตรมาส 1/2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จำนวน 8 บริษัท ประกอบด้วย DELTA, TEAM, METCO, KCE, SMT, CCETและ HANA

ทั้งนี้ บริษัทที่มีกำไรสุทธิสูงสุดในกลุ่ม ได้แก่ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)หรือ DELTA มีกำไรสุทธิ 9,081.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 65.47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 5,488.13 ล้านบาท

รองลงมา ได้แก่ บริษัท แคล-คอมพ์อีเล็คโทรนิคส์(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CCET มีกำไรสุทธิ 502.21 ล้านบาท ลดลง 17.24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 606.81 ล้านบาท ขณะที่ บริษัท มูราโมโต้ อีเล็คตรอน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ METCO มีกำไรสุทธิ 341.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.41% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 323.52 ล้านบาท

ด้าน บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์จำกัด (มหาชน)หรือ KCE มีกำไรสุทธิ 234.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.94% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 229.81 ล้านบาท และบริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคสจำกัด (มหาชน)หรือ HANA มีกำไรสุทธิ 103.49 ล้านบาท ลดลง 78.35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 478.11 ล้านบาท

ส่วน บริษัท ทีมพรีซิชั่นจำกัด (มหาชน)หรือ TEAM มีกำไรสุทธิ 64.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39.65% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 46.51 ล้านบาท และบริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)หรือ SMT มีกำไรสุทธิ 11.24 ล้านบาท ลดลง 74.29% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 43.73 ล้านบาท

ทั้งนี้ แม้ผลประกอบการรายบริษัทในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังเคลื่อนไหวแตกต่างกันตามโครงสร้างสินค้า ต้นทุนวัตถุดิบ อัตราแลกเปลี่ยน และการเปลี่ยนผ่านโมเดลธุรกิจ แต่ภาพรวมกลุ่มยังได้รับแรงหนุนจากกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์หรือAI และData Center ทั่วโลก ซึ่งยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง และเป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในห่วงโซ่อุปทานAI Supply Chain ระยะกลางถึงยาว

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป(ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) ระบุว่า ทิศทางการลงทุนด้านเทคโนโลยีทั่วโลกยังเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าAI และ Data Center หลังกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในสหรัฐอเมริกาหลายแห่งประกาศแผนลงทุนสูงกว่าคาด ภายหลังผลประกอบการออกมาเติบโตแข็งแกร่งสะท้อนความสามารถในการนำทรัพยากรไปใช้ลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น

สำหรับDELTA บล.ฟิลลิป ประเมินว่า แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส2/2569 มีโอกาสเติบโตมากกว่า100% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการส่งมอบสินค้าในกลุ่มAI และData Center อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่รายได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปถึงไตรมาส3/2569 ประกอบกับProduct Mix ที่ดีขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในระดับสูง

ทั้งนี้ บล.ฟิลลิป ปรับประมาณการกำไรปี2569 เพิ่มขึ้น8% มาอยู่ที่35,500 ล้านบาท เติบโต43.10% จากปีก่อน จากระดับรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงกว่าคาดการณ์เดิม พร้อมประเมินราคาพื้นฐานปี2569 ที่350.00 บาท อิงค่าP/E ที่120 เท่า และปรับคำแนะนำขึ้นเป็น“ทยอยซื้อ” จากแนวโน้มผลประกอบการที่เติบโตโดดเด่นตามกระแสAI และData Center

ส่วนKCE บล.ฟิลลิป ประเมินว่า แนวโน้มไตรมาส2/2569 ยังมีทิศทางฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้น5-6% จากไตรมาสก่อน จากการเร่งผลิตและส่งมอบสินค้าHDI มากขึ้น ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มทรงตัว โดยได้รับปัจจัยบวกจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง และมาตรการประหยัดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยชดเชยแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่ยังอยู่ในระดับสูง

นอกจากนี้KCE มีแผนปรับขึ้นราคาสินค้าPCB ราว10-12% โดยเริ่มทยอยมีผลตั้งแต่เดือนมิถุนายน2569 เป็นต้นไป และคาดว่าจะรับรู้ผลบวกเต็มไตรมาสตั้งแต่ไตรมาส3/2569 ซึ่งจะช่วยหนุนรายได้และลดแรงกดดันต่ออัตรากำไรขั้นต้นในช่วงครึ่งหลังของปี ขณะเดียวกันบริษัทมีบริษัทย่อยTLM ซึ่งผลิตลามิเนตเอง ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นด้านต้นทุนและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

บล.ฟิลลิป มองว่า ปัจจัยดังกล่าวจะช่วยให้KCE มีโอกาสได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นและผลักดันอัตราการใช้กำลังการผลิตในช่วงครึ่งหลังของปี2569 โดยบริษัทจะได้รับประโยชน์ทั้งด้านราคาและปริมาณขาย จึงปรับประมาณการกำไรปี2569 เพิ่มขึ้น11% เป็น1,068 ล้านบาท เติบโต35.80% จากปีก่อน พร้อมปรับราคาพื้นฐานขึ้นเป็น40.00 บาท และปรับคำแนะนำเป็น“ซื้อ”

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ระบุว่าCCET ยังมีแนวโน้มเติบโตในปี2569 แม้ผลประกอบการไตรมาส1/2569 ได้รับแรงกดดันจากรายได้กลุ่มอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะและผลิตภัณฑ์จัดเก็บข้อมูลที่ชะลอตัวจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจ แต่ปัจจัยดังกล่าวเป็นเพียงผลกระทบชั่วคราว ขณะที่บริษัทมีจุดแข็งจากฐานการผลิตที่กระจายตัวในหลายประเทศ ทั้งไทย ฟิลิปปินส์ บราซิล และสหรัฐอเมริกา

โกลเบล็กประเมินว่า โครงการโรงงานผลิตแห่งใหม่ของCCET ทั้งที่มหาชัยจังหวัดเพชรบุรี และเมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล จะเป็นแรงขับเคลื่อนรายได้และกำไรสุทธิตั้งแต่ปี2569 เป็นต้นไป หลังบริษัทผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านโมเดลธุรกิจขณะที่การใช้โรงงานอัตโนมัติเต็มรูปแบบ หรือDark Factory จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนในระยะยาว

ทั้งนี้ โกลเบล็กยังคงคำแนะนำ“ซื้อ” หุ้นCCET พร้อมปรับราคาเป้าหมายขึ้นจากเดิม5.90 บาท เป็น7.50 บาท อิงค่าP/E ปี2569 ที่30 เท่า โดยมองว่าCCET เป็นหนึ่งในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมAI ผ่านความต้องการผลิตภัณฑ์แฟลชเมมโมรีและฮาร์ดแวร์หลายประเภท

ขณะที่บริษัท เจพีมอร์แกน หรือJ.P. Morganระบุในบทวิเคราะห์กลุ่มเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์อาเซียนว่า วัฏจักรเทคโนโลยีปัจจุบันยังเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับAI และธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับAI โดยให้คำแนะนำ“Overweight” หุ้นHANA พร้อมราคาเป้าหมายเดือนมิถุนายน2570 ที่45.00 บาท

J.P. Morgan มองว่าHANA มีความโดดเด่นจากการปรับทิศทางธุรกิจเข้าสู่เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับAI โดยเฉพาะThermoelectric Cooling หรือTEC ซึ่งนำไปใช้ในoptical transceivers, CPO และHBM ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานAI โดยคาดว่าTEC จะมีสัดส่วนรายได้ราว3% ในปีงบประมาณ2569 และเพิ่มเป็น5% ในปีงบประมาณ2570 พร้อมเปิดโอกาสให้บริษัทเข้าสู่ตลาดวัสดุระบายความร้อนที่มีมูลค่าราว2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี2573

นอกจากนี้ ธุรกิจเดิมของHANA ที่ไม่เกี่ยวข้องกับAI เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว โดยเฉพาะกลุ่มPCBA และIC ซึ่งมีแนวโน้มกลับมาเติบโตในปี2569-2570 ส่งผลให้ประมาณการกำไรของHANA มีโอกาสสูงกว่าคาดการณ์ของตลาด

โดยภาพรวม นักวิเคราะห์ประเมินว่า หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทยยังมีปัจจัยสนับสนุนจากเมกะเทรนด์AI, Data Center, การขยายฐานการผลิต และการปรับโครงสร้างธุรกิจเข้าสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมาร์จิ้นสูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นแรงหนุนต่อผลประกอบการตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี2569 ต่อเนื่องถึงปี2570 แม้ระยะสั้นบางบริษัทยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุน อัตราแลกเปลี่ยน และการเปลี่ยนผ่านโมเดลธุรกิจก็ตาม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...