โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจาะลึกโครงการ TH-AI Passport มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท โอกาสสู่ยุคดิจิทัล หรือความสูญเปล่าที่ต้องทบทวน?

แนวหน้า

เผยแพร่ 03 มิ.ย. เวลา 17.00 น.

โครงการ "THAI Passport" เป็นนโยบายทางด้านเทคโนโลยีระดับชาติที่จัดทำขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โครงการนี้มีเป้าหมายหลักในการเปิดโอกาสให้ประชาชนชาวไทยสามารถเข้าถึงเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์หรือ Generative AI ในระดับพรีเมียม (Pro) ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

รูปแบบของการดำเนินการนั้น รัฐบาลจะสร้าง "แพลตฟอร์มกลาง" ที่รวบรวมโมเดล AI ชั้นนำระดับโลกจำนวนประมาณ 12 โมเดลเข้าไว้ด้วยกัน เช่น ChatGPT Plus, Gemini Advanced และ Claude Pro เป็นต้น โครงการนี้เปิดสิทธิ์ให้ประชาชนชาวไทยที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 5 ล้านคน ได้เข้ามาลงทะเบียนใช้งานระบบดังกล่าวฟรีเป็นระยะเวลา 1 ปีเต็ม

สำหรับงบประมาณที่ใช้ในโครงการนี้ มีมูลค่าสูงถึง 1,621 ล้านบาท โดยเป็นการดึงเม็ดเงินมาจาก "กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม" (DE Fund) วัตถุประสงค์ที่ภาครัฐตั้งเป้าไว้คือ การลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี เพิ่มอัตราการเข้าถึง AI ของคนไทยให้ทัดเทียมประเทศอื่นในภูมิภาค ยกระดับทักษะดิจิทัลให้กับนักศึกษาและวัยแรงงาน รวมถึงเป็นการสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการประกอบธุรกิจ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

ข้อสังเกตและข้อโต้แย้งหลัก

แม้โครงการจะมีเป้าหมายที่ดี แต่กลับเผชิญกับข้อสงสัยอย่างหนัก นำโดย นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ได้ตั้งกระทู้สดถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีในสภาผู้แทนราษฎร โดยได้ชี้ให้เห็นถึง "ข้อพิรุธและความบังเอิญ" หลายประการที่เกิดขึ้นในกระบวนการจัดทำโครงการนี้ ซึ่งสามารถสรุปเป็นประเด็นสำคัญได้ดังนี้

  • ที่มาของตัวเลขผู้ได้รับสิทธิ์ 5 ล้านคน นายภาวุธตั้งข้อสังเกตว่า ตัวเลข 5 ล้านคนนั้นไม่ได้มาจากการประเมินความต้องการที่แท้จริงของประชาชน แต่เจ้าหน้าที่ สดช. ได้ชี้แจงในชั้นกรรมาธิการว่า วิธีคิดมาจากเงินที่เหลืออยู่ในกองทุนประมาณ 1,500 - 1,600 ล้านบาท เมื่อนำมาหารด้วยราคาค่า AI ที่ประเมินไว้หัวละ 300 บาท จึงออกมาเป็นตัวเลข 5 ล้านคนพอดิบพอดี ซึ่งขัดแย้งกับคำชี้แจงของ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ที่ชี้แจ้งว่าตัวเลขดังกล่าวมาจากการประเมินอัตราการเข้าถึง AI ของประเทศไทยที่ปัจจุบันอยู่ราว 10.7% ต่ำกว่าเวียดนามที่อยู่ 23.5% และสิงคโปร์ที่อยู่ 60.9% ดังนั้น หากผลักดันให้มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอีก 5 ล้านคน จะช่วยให้อัตราการเข้าถึง AI ของไทยขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 22-23% ใกล้เคียงกับประเทศเวียดนาม ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ 16.3%
  • ความรวดเร็วผิดปกติและข้อสงสัยเรื่องการล็อกสเปก โครงการระดับพันล้านบาทนี้ใช้เวลาประกาศและเปิดให้ยื่นซองประมูลเพียงแค่ 34 วัน (ประกาศในช่วงวันหยุดคริสต์มาส) ซึ่งถือว่ารวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของกองทุน DE ที่สำคัญไปกว่านั้น กลุ่มบริษัทที่ทำหน้าที่ประเมิน "ราคากลาง" กลับกลายมาเป็น "ผู้ชนะการประมูล" เสียเอง โดยชนะด้วยราคาที่เสนอต่ำกว่าราคากลางที่ตนเองเป็นผู้กำหนดเพียงแค่ 1.5% เท่านั้น
  • เงื่อนไขการโฆษณาที่อาจเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนเฉพาะ ในเอกสารเงื่อนไขการประกวดราคา (TOR) มีการระบุข้อบังคับว่า โครงการจะต้องมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านทางจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อจำนวน 1,500 สาขา นายภาวุธชี้ว่า ในประเทศไทยมีกลุ่มทุนสื่อเพียงรายเดียวที่ถือครองสิทธิ์ในจอโฆษณาเหล่านั้น และกลุ่มทุนดังกล่าวก็บังเอิญเป็นส่วนหนึ่งของกิจการร่วมค้าที่ชนะการประมูลโครงการนี้ด้วย ซึ่งผู้ที่คว้าโครงการ TH-AI Passport มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาทนี้ไปคือ "กิจการค้าร่วม TH Consortium" โดยเป็นการรวมตัวกันของ บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทดังกล่าวยังเป็นกลุ่มเดียวกับที่เคยกวาดงานราคากลางโครงการมูลค่ารวมนับหมื่นล้านบาทของกระทรวง อว. และกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงงานจัดแข่งรถ Moto GP อีกด้วย
  • ข้อสงสัยเรื่องกำไรส่วนต่างมหาศาลกว่าพันล้านบาท จากการประเมินทางเทคนิคโดยอ้างอิงข้อมูลจาก คุณโดม เจริญยศ (ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเคไนน์ จำกัด) พบว่า สเปกของระบบถูกออกแบบให้รองรับผู้ใช้งานพร้อมกันสูงสุดได้เพียง 140 คนต่อวินาที (ความเร็ว 80 Token ต่อวินาที) หากสมมติให้ระบบนี้ถูกเปิดใช้งานอย่างเต็มขีดจำกัด 100% ตลอด 24 ชั่วโมงใน 1 ปีเต็ม ปริมาณการประมวลผลข้อมูลสูงสุดจะอยู่ที่ 353,200 ล้าน Token เมื่อนำไปคูณกับราคาค่าบริการ AI ระดับสูงสุดในตลาด (ประมาณ 30 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 1 ล้าน Token) ค่าใช้จ่ายที่แท้จริงในการดึงข้อมูลจะตกอยู่เพียงประมาณ 381 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น การที่โครงการใช้งบไป 1,500 ล้านบาท แต่ต้นทุนสูงสุดอาจอยู่ที่เพียง 381 ล้านบาท (ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีผู้ใช้งานเต็มขีดจำกัดตลอดเวลา) หมายความว่าบริษัทผู้รับจ้างอาจได้รับกำไรส่วนต่างสูงถึง 1,119 ล้านบาท เนื่องจากไม่มีการกำหนดเป้าหมายเพดานการใช้ Token ที่ชัดเจนเอาไว้ในสัญญา
  • ท่าทีการตอบคำถามของรัฐมนตรี นายภาวุธระบุว่ารู้สึกตกใจกับท่าทีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ที่ตอบคำถามในสภาในทำนองว่า "ใครจะได้รับงานในโครงการดังกล่าวไม่เป็นประเด็น และไม่ใช่เรื่องของผม" รวมไปถึง "ใครจะได้งาน ผมไม่สน" ซึ่งนายภาวุธมองว่า เงิน 1,621 ล้านบาทนี้คือเงินภาษีของประชาชน การตอบคำถามลักษณะนี้ถือเป็นการปฏิเสธความรับผิดชอบในการกำกับดูแลความโปร่งใสตามที่กฎหมายกำหนด

การวิพากษ์วิจารณ์และข้อโต้แย้งภาคส่วนอื่นๆ

นอกเหนือจากประเด็นของคุณภาวุธแล้ว โครงการนี้ยังถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวางจากหลากหลายวงการ ทั้งนักการเมือง นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ดังนี้

  • นายกรณ์ จาติกวณิช (รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) มองว่ารูปแบบการใช้จ่ายงบประมาณครั้งนี้มีลักษณะเป็นงบดำเนินการ (โอเปกซ์) คือการจ่ายค่าเช่าใช้บริการแบบปีต่อปี เมื่อครบ 1 ปี เงินกว่า 1,600 ล้านบาทจะสูญเปล่าไปพร้อมกับสิทธิ์การใช้งาน โดยที่ประเทศไทยจะไม่ได้ถือครองสินทรัพย์ทางเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใดๆ ไว้เลย นอกจากนี้ เอกสารประกวดราคา (TOR) ก็เขียนไว้หลวมมาก โดยระบบรองรับการใช้งานจริงได้เพียง 139 รายต่อวินาที ซึ่งไม่สอดคล้องกับเป้าหมายที่อ้างว่าจะรองรับคน 5 แสนรายต่อชั่วโมง นายกรณ์ยังชี้ให้เห็นถึงความเข้าใจผิดเรื่องอธิปไตยของข้อมูลว่า แม้เซิร์ฟเวอร์จะตั้งอยู่ในไทย แต่ซอฟต์แวร์และคลังข้อมูลหลักก็ยังเป็นของบริษัทต่างชาติอยู่ดี
  • นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ (นักวิชาการอิสระ) ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความย้อนแย้งในการบริหารงานของรัฐบาลดิจิทัล โดยเปรียบเทียบว่า ในขณะที่ระบบสวัสดิการแห่งรัฐพื้นฐานยังมีความยุ่งยาก ซ้ำซ้อน และบังคับให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยต้องไปยืนยันตัวตนเพื่อ "พิสูจน์ความจน" ซ้ำแล้วซ้ำเล่า รัฐบาลกลับข้ามขั้นตอนไปทุ่มงบประมาณกับเทคโนโลยีระดับสูงอย่าง AI Passport ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่ระบบจะล่ม หรือข้อมูลไม่เชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ
  • นายรังสิมันต์ โรม (สส. พรรคประชาชน) ในฐานะประธานกรรมาธิการการกฎหมายฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนให้เข้ามาตรวจสอบโครงการนี้ โดยมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชัน การฮั้วประมูล และการล็อกสเปก ประเด็นที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ มีการตรวจสอบพบว่า มีบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับ "พลังงานและน้ำมัน" เข้ามาเกี่ยวข้องกับการประมูลโครงการด้านเทคโนโลยีนี้ด้วย ซึ่งทางกรรมาธิการจะดำเนินการเรียกผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงต่อไป
  • นายอาร์ม ธนานนท์ (ยูทูบเบอร์และผู้เชี่ยวชาญสายไอที) ได้วิเคราะห์จุดบอดสำคัญ 2 ประการจากเอกสาร TOR คือ ประการแรก ใน TOR ไม่ได้ระบุว่า AI ที่นำมาให้บริการจะต้องสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อค้นหาข้อมูลอัปเดต (Web Search) ได้ ซึ่งอาจทำให้คนไทยได้ใช้งานเพียงแชทบอทแบบเก่าที่ไม่ทันเหตุการณ์ ประการที่สอง ระบบไม่เปิดให้ผู้ใช้งานเข้าถึง "API Key" ทำให้ผู้ใช้ถูกจำกัดให้ใช้งานได้เฉพาะบนแพลตฟอร์มที่รัฐจัดทำขึ้นเท่านั้น ไม่สามารถนำ AI ไปเชื่อมต่อเพื่อเขียนโปรแกรมหรือพัฒนานวัตกรรมต่อยอดได้ ซึ่งเป็นการปิดกั้นโอกาสของกลุ่มนักพัฒนาอย่างน่าเสียดาย
  • นายธีระชาติ ก่อตระกูล (อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน) ได้นำเสนอข้อมูลข่าวที่บริษัท OpenAI ประกาศลงทุนมูลค่ากว่า 300 ล้านดอลลาร์ในประเทศสิงคโปร์ เพื่อตอบโต้คำชี้แจงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ที่เคยอ้างว่ารัฐบาลไม่สามารถเจรจาซื้อสิทธิ์โดยตรงกับบริษัท AI ได้เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายนโยบายของบริษัท

ข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไขเพื่อประโยชน์สูงสุดของชาติ

จากข้อบกพร่องและข้อโต้แย้งข้างต้น หลากหลายภาคส่วนได้ร่วมกันเสนอแนะทางออก เพื่อให้เม็ดเงินภาษี 1,600 ล้านบาท เกิดความคุ้มค่าและสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยสามารถรวบรวมข้อเสนอแนะได้ดังนี้

  • ข้อเสนอจาก นายกรณ์ จาติกวณิช เสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนงบประมาณก้อนนี้จากงบจ่ายค่าเช่าทิ้งรายปี ให้กลายเป็น "งบลงทุน" เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ประมวลผลประสิทธิภาพสูง (GPU Clusters) ของประเทศเอง เพื่อให้กลายเป็นสมบัติแผ่นดินที่สตาร์ทอัพสามารถเข้ามาใช้งานได้ นอกจากนี้ ควรผลักดันยุทธศาสตร์ให้ไทยเป็น "AI Builder Hub" โดยใช้พื้นที่ของรัฐ (เช่น โรงงานยาสูบ) ทำเป็นพื้นที่ทดลอง (Sandbox) ให้นักพัฒนานวัตกรรมเข้ามาทดลองสร้างผลิตภัณฑ์ อีกทางเลือกหนึ่งคือ การเปลี่ยนงบประมาณให้เป็นรูปแบบ "คูปองนวัตกรรม" เพื่อให้ผู้ประกอบการ SME นำไปใช้จัดจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือซื้อระบบ AI ที่ตอบโจทย์ธุรกิจของตนเองโดยตรง รวมถึงการลงทุนร่วมกับมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาโมเดลภาษาไทยเฉพาะทาง
  • ข้อเสนอจาก นายอาร์ม ธนานนท์ เสนอว่าหากรัฐบาลต้องการดำเนินโครงการนี้ต่อไป สิ่งที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนใน TOR คือ การเพิ่มเงื่อนไขอนุญาตให้ผู้ใช้งานสามารถสร้าง "API Key" ของตนเองได้ เพื่อให้นักพัฒนาสามารถนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในโปรแกรมหรือระบบอื่นๆ นอกเหนือจากแพลตฟอร์มของรัฐ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการต่อยอดทางเทคโนโลยีได้อย่างแท้จริง แต่หากมองในมุมความคุ้มค่า การนำงบ 1,600 ล้านบาทไปจัดทำ Data Center และรันโมเดลด้วยตนเอง หรือมอบเป็นทุนวิจัยให้คนไทยทำ Thai LLM จะเกิดประโยชน์สูงกว่ามาก
  • ข้อเสนอจาก นายธีระชาติ ก่อตระกูล เสนอให้เปลี่ยนงบประมาณไปใช้สนับสนุนผู้ประกอบการสตาร์ทอัพด้านดิจิทัลของไทยโดยตรง และนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ เช่น ภาคการเกษตร ภาคสาธารณสุข และภาคการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ควรศึกษาโมเดลของประเทศสิงคโปร์ ที่เน้นการตั้งศูนย์พัฒนาและมุ่งสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ มากกว่าการซื้อซอฟต์แวร์มาใช้แล้วหมดไป เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน
  • ข้อเสนอจาก นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ได้เรียกร้องให้รัฐบาล "ระงับการเปิดลงทะเบียนโครงการนี้" ที่กำลังจะเกิดขึ้นออกไปก่อน และขอให้ส่งเรื่องให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) รวมถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้ามาทำการตรวจสอบกระบวนการประมูลประกวดราคา ตลอดจนผลประโยชน์ทับซ้อนทั้งหมดให้มีความชัดเจน โปร่งใส และสิ้นสงสัยเสียก่อน เพื่อเป็นหลักประกันว่าเงินภาษีของประชาชนจะถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด

บทสรุปของโครงการ THAI Passport ณ เวลานี้ จึงมิใช่เพียงเรื่องของการแจกสิทธิ์ใช้งานเทคโนโลยีฟรี แต่เป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลในการบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดินให้เกิดวิสัยทัศน์ที่ยั่งยืน โปร่งใส และสร้างรากฐานด้านนวัตกรรมที่เข้มแข็งให้กับประเทศไทยอย่างแท้จริง.

ขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ค ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ - Pawoot Pongvitayapanu

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...