โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

“เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ” พระอัจฉริยภาพด้านกฎหมาย สู่พระกรณียกิจเพื่อชาติและประชาชน

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2521 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และทรงเป็นพระราชนัดดาพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ด้านการศึกษา พระองค์ทรงเริ่มการศึกษาที่โรงเรียนราชินี ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนต้น จากนั้นเสด็จไปทรงศึกษาต่อ ณ โรงเรียนฮีธฟิลด์ สหราชอาณาจักร ก่อนเสด็จนิวัติประเทศไทย เพื่อทรงศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนจิตรลดา

ต่อมา ทรงสำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยเกียรตินิยมอันดับสอง และรัฐศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ก่อนเสด็จไปทรงศึกษาต่อด้านนิติศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา ทรงสำเร็จปริญญามหาบัณฑิต สาขานิติศาสตร์ และปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขานิติศาสตร์ อีกทั้งทรงสำเร็จการศึกษาจากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา เป็นเนติบัณฑิตไทย ในปี พ.ศ. 2548

พระปรีชาสามารถด้านกฎหมายของพระองค์มิได้จำกัดอยู่เพียงในทางวิชาการ หากยังปรากฏผ่านการทรงรับราชการในหลายบทบาท ทั้งด้านการทหาร การต่างประเทศ และกระบวนการยุติธรรม โดยทรงรับราชการในตำแหน่งนายทหารพระธรรมนูญ ต่อมาทรงปฏิบัติหน้าที่ด้านการทูตในฐานะเลขานุการเอก คณะผู้แทนถาวรแห่งประเทศไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ก่อนทรงรับราชการในสายงานอัยการ และทรงดำรงตำแหน่งสำคัญในสำนักงานอัยการสูงสุดหลายตำแหน่ง

ในสายงานกระบวนการยุติธรรม พระองค์ทรงเริ่มรับราชการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย และทรงปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานอัยการหลายแห่ง อาทิ อัยการจังหวัดอุดรธานี พัทยา หนองบัวลำภู และระยอง โดยพระองค์ทรงยึดหลักนิติธรรม ความเป็นธรรม และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม

พระองค์ยังทรงมีบทบาทสำคัญในเวทีระหว่างประเทศ โดยทรงดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การสหประชาชาติ ณ กรุงเวียนนา และเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำสาธารณรัฐออสเตรีย อีกทั้งทรงร่วมขับเคลื่อนงานของคณะกรรมาธิการสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา รวมถึงงานด้านยาเสพติดและกระบวนการยุติธรรมในระดับสากล

นอกเหนือจากพระกรณียกิจในหน้าที่ราชการ พระองค์ยังทรงอุทิศพระองค์เพื่อการพัฒนาสังคม โดยเฉพาะการสร้างโอกาสให้ผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ทรงริเริ่ม “โครงการกำลังใจ” เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิง ผู้ต้องขังตั้งครรภ์ เด็กติดผู้ต้องขัง เยาวชนที่ก้าวพลาด และผู้ด้อยโอกาส ให้ได้รับการดูแล ฟื้นฟู และเตรียมความพร้อมในการกลับคืนสู่สังคมอย่างมีศักดิ์ศรี

ต่อมา พระองค์ทรงริเริ่มโครงการ Enhancing Lives of Female Inmates หรือ ELFI เพื่อยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและผู้กระทำผิดหญิง จนนำไปสู่การผลักดัน “ข้อกำหนดกรุงเทพ” หรือ The Bangkok Rules ซึ่งสมัชชาสหประชาชาติรับรองเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2553 ถือเป็นมาตรฐานสากลฉบับสำคัญที่ให้ความสำคัญต่อสิทธิ ศักดิ์ศรี และความต้องการเฉพาะของผู้หญิงในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา

พระกรณียกิจด้านสาธารณกุศลของพระองค์ยังครอบคลุมหลายมิติ ทั้งการทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย การทรงก่อตั้งมูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริ เพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสและอดีตผู้ต้องขัง ตลอดจนการทรงมีพระดำริให้จัดตั้งสโมสรกีฬาบีบีจี หรือ BBG CLUB เพื่อส่งเสริมเด็กและเยาวชนที่เคยก้าวพลาด หรือขาดโอกาสทางสังคม ให้ใช้กีฬาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาชีวิตและศักยภาพของตนเอง

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงส่งเสริมการศึกษาด้านกฎหมายผ่าน “ทุนพัชรกิติยาภาเพื่อการศึกษากฎหมาย” สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อระดับปริญญามหาบัณฑิตด้านกฎหมาย ณ Cornell Law School มหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา เพื่อพัฒนาบุคลากรกฎหมายที่สามารถนำองค์ความรู้กลับมาสร้างประโยชน์แก่ประเทศ

ตลอดระยะเวลาที่ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจ พระองค์ทรงได้รับการยกย่องจากองค์กรทั้งในและต่างประเทศ อาทิ การได้รับทูลเกล้าฯ ถวายตำแหน่งทูตสันถวไมตรีของกองทุนการพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ หรือ UNIFEM เพื่อผลักดันการต่อต้านความรุนแรงต่อสตรี ตลอดจนบทบาททูตสันถวไมตรีด้านหลักนิติธรรมของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ด้วยพระวิริยอุตสาหะ พระกตัญญูกตเวทิตา และการทรงปฏิบัติพระกรณียกิจอันเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนาพระอิสริยยศขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

ด้านการทหาร พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถเป็นที่ประจักษ์ โดยเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 พลโท โจนาธาน พี. บรากา ผู้บัญชาการหน่วยปฏิบัติการพิเศษกองทัพบกสหรัฐอเมริกา ได้ทูลเกล้าฯ ถวายดาบสปาร์ตันแบบสั่งทำพิเศษ เพื่อถวายพระเกียรติในโอกาสที่ทรงเป็น Green Beret กิตติมศักดิ์

ต่อมา เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัย รักษาพระองค์ อัตราพลเอกพิเศษ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ตลอดพระชนมชีพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะ ทั้งด้านกฎหมาย การต่างประเทศ การทหาร และงานสาธารณกุศล พระกรณียกิจของพระองค์ได้สร้างคุณูปการต่อประเทศชาติ ประชาชน และกระบวนการยุติธรรมในระดับสากล โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่แห่งความหวังให้ผู้หญิง เด็ก เยาวชน และผู้ด้อยโอกาส ได้มีโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างมีศักดิ์ศรี

พระองค์จึงทรงเป็น “เจ้าฟ้านักกฎหมาย” ผู้ทรงใช้พระปรีชาสามารถควบคู่กับพระเมตตา เพื่อยกระดับความยุติธรรมให้เข้าถึงมนุษย์ทุกคน และทรงเป็นแบบอย่างแห่งการอุทิศพระองค์เพื่อชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...